UCEP: 5 คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับการปลดโควิดออกจากสิทธิฉุกเฉินวิกฤตรักษาได้ทุกที่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำยืนยันจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ว่า สธ. กำลังเตรียมการยกเลิกสิทธิคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทำให้หลายคนกังวลว่า หากติดโควิดจะสามารถได้รับการรักษา "ฟรี" ที่โรงพยาบาลทุกแห่งเหมือนตลอด 2 ปีที่ผ่านมาหรือไม่
เมื่อความกังวลขยายตัว ผู้บริหารระดับสูงของ สธ. หลายคนจึงออกมาอธิบายขยายความ รวมทั้งเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่บริหารจัดการนโยบาย "เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่" หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า "ยูเซ็ป" (Universal Coverage for Emergency Patients--UCEP) และนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช. สธ. ที่ออกมาให้ข่าวว่าอาจจะเลื่อนการยกเลิกสิทธิคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินสำหรับโรคโควิด-19 ออกไปก่อนจากวันที่ 1 มี.ค. ไปเป็นวันที่ 1 เม.ย.
ขณะที่นายอนุทินยืนยันอีกครั้งก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (15 ก.พ.) ว่าการยกเลิกสิทธิยูเซ็ปสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ว่า "ไม่ใช่ยกเลิกไม่ดูแลผู้ป่วยโควิด"
นายอนุทินกล่าวว่าไม่มีใครเสียสิทธิในการเข้ารับการรักษาพยาบาล แต่การรักษาจะต้องเป็นไปตามสิทธิการรักษาพยาบาล
รมว.สธ. ระบุว่าผู้ป่วยโควิดที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินสามารถเข้ารักษาที่โรงพยาบาลไหนก็ได้ช่วง 72 ชั่วโมงแรก จากนั้นจึงค่อยส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ แต่ถ้าใครอยากจะได้รับความสะดวกสบายก็ไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ก็เป็นเรื่องปกติ
สิทธิยูเซ็ปคืออะไร และจะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าสิทธิยูเซ็ปไม่ครอบคลุมผู้ป่วยโควิด-19 อาการไม่วิกฤต บีบีซีไทยรวบรวมข้อสงสัยและคำอธิบาย
"ยูเซ็ป" คืออะไร
สปสช. อธิบายว่า ยูเซ็ปเป็นสิทธิการรักษาตามนโยบายรัฐ เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤตและสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง โดยไม่ต้องสำรองจ่าย
ตามเกณฑ์ของ สปสช. ผู้ป่วยที่ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิยูเซ็ปคือผู้ป่วยที่มีอาการ 6 ประเภทที่เข้าข่าย เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ได้แก่
- หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ
- หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง
- ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น
- เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง
- แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วนหรือชักต่อเนื่องไม่หยุด
- อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่เป็นอันตรายต่อชีวิต
หากพบอาการที่เข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉิน" ก็สามารถโทร.1669 เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ซึ่งจะมีสิทธิทุกที่โดยไม่ต้องสำรองจ่าย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ติดโควิดยังรักษาฟรีหรือไม่
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพตอบคำถามนี้ว่า ผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 จะยังคงได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่ตามสิทธิการรักษาของแต่ละคน เช่น สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ "สิทธิบัตรทอง" สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ แต่หากเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง
"ยังเป็นการรักษาฟรีตามสิทธิต่าง ๆ แต่ก็แน่นอนครับ ถ้าท่านประสงค์จะไปรักษาที่ไม่เป็น รพ.ตามสิทธิ...ก็เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องชำระค่าใช้จ่ายเอง" นพ.ธเรศกล่าว
ถ้าอาการหนัก แผนกฉุกเฉินจะรับรักษาหรือไม่
ในการแถลงข่าวของ สธ. เมื่อวานนี้ (14 ก.พ.) นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัด สธ. ชี้แจงว่ายูเซ็ปมีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกันในทุกกรณี ดังนั้นผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่อาการวิฤตก็ยังเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้เช่นเดิม โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินอาการและระดับความฉุกเฉินว่าผู้ป่วยรายนั้น ๆ เข้าข่ายที่จะใช้สิทธิยูเซ็ปหรือไม่
รองปลัด สธ. อธิบายเพิ่มเติมว่าทันทีที่เกิดการระบาดใหญ่ของโควิด สธ. ออกประกาศให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้รับสิทธิยูเซ็ปเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าสู่สถานพยาบาลให้มากที่สุด เพราะขณะนั้นข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ยังมีน้อยแต่ปัจจุบัน สธ. เปลี่ยนจากการ "เอาคนไข้ทุกคนมาอยู่ที่โรงพยาบาล" แล้ว แต่จะสำรองเตียงไว้สำหรับผู้ป่วยอาการหนักเท่านั้น
เพื่อให้เข้าใจถึงผลของการยกเลิกสิทธิยูเซ็ปสำหรับโรคโควิด-19 มากยิ่งขึ้น นพ.ธงชัยยกตัวอย่างว่า หากคุณเดินเข้าไปตรวจโควิดที่โรงพยาบาลเอกชนแล้วผลเป็นบวก คุณจะไม่สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนั้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้อีกแล้ว ยกเว้นว่าจะมีอาการฉุกเฉินวิกฤตตามเกณฑ์ของ สปสช.

ที่มาของภาพ, Thai NEws Pix
ผู้ป่วยโควิดยังเคลมประกันเอกชนได้หรือไม่
อีกข้อสงสัยหนึ่งคือหากโรคโควิด-19 ถูกปลดออกจากสิทธิยูเซ็ปแล้ว ผู้ป่วยจะยังเคลมประกันสุขภาพที่ซื้อไว้กับบริษัทเอกชนได้หรือไม่ นพ.ธเรศอธิบายว่าการเบิกจ่ายจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ส่วนปัญหาที่ผู้ป่วยโควิด-19 บางรายร้องเรียนว่าไม่สามารถเคลมประกันได้เนื่องจากบริษัทประกันอ้างว่ากรมธรรม์ไม่คุ้มครองผู้ที่รักษาตัวที่บ้านนั้น นพ.ธเรศกล่าวว่า สธ. จะตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและจะทำหนังสือชี้แจงไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
"ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้าระบบรักษาตัวที่บ้านถือว่าเป็นผู้ป่วยในที่ได้ออกแบบไว้...ก็จะมีสิทธิในกรมธรรม์ที่ได้รับการชดเชย" นพ.ธเรศกล่าว
อย่างไรก็ตามสมาคมประกันชีวิตไทย ได้ชี้แจงข้อปฏิบัติสำหรับผู้เอาประกันภัยที่ติดเชื้อโควิด-19 ของบริษัทประกันชีวิต จะต้องมีความจำเป็นทางการแพทย์และมาตรฐานทางการแพทย์ ตามหลักเกณฑ์ของสธ.ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
- เมื่อมีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ระยะเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง
- หายใจเร็วกว่า 25 ครั้ง ต่อนาทีในผู้ใหญ่
- Oxygen Saturation น้อยกว่า 94%
- โรคประจำตัวที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือจำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ตามดุลยพินิจของแพทย์
- สำหรับในเด็ก หากมีอาการหายใจลำบาก ซึมลง ดื่มนมหรือทานอาหารน้อยลง

ที่มาของภาพ, Reuters
แพทย์ด่านหน้ามีความเห็นอย่างไร
ประธานชมรมแพทย์ชนบทให้ความเห็นต่อการเตรียมการยกเลิกสิทธิยูเซ็ปสำหรับผู้ป่วยโควิดที่อาการไม่วิกฤตว่าเหมาะสมกับสถานการณ์แล้ว
แม้ว่าแนวโน้มการติดเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในช่วงที่ผ่านมาจะมีจำนวนสูงขึ้นแตะหลักหมื่น แต่ในส่วนของอัตราผู้เสียชีวิตยังถือว่าไม่สูงมาก ขณะที่อัตราการครองเตียงผู้ป่วยหนักถือว่าไม่สูงเช่นกัน ข้อมูลจากการแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ระบุว่า จำนวนเตียงผู้ป่วยหนักระดับสีแดงหรือระดับสามทั้งประเทศใช้ไป 12.1% หรือใช้ไป 257 จาก 2,118 เตียง
นพ. สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท บอกกับบีบีซีไทยว่า เมื่อประเมินสถานการณ์การระบาดของเชื้อโอมิครอนแล้ว การยกเลิกสิทธิการรักษาตามนโยบายรัฐ เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต แล้วให้ไปใช้สิทธิตามหลักประกันสุขภาพของแต่ละบุคคล ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. นี้ ถือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ ที่ความต้องการใช้เตียงผู้ป่วยหนักไม่มาก และอาการป่วยส่วนใหญ่ก็ไม่รุนแรง และสามารถรักษาตัวได้เองที่บ้านหรือศูนย์กักตัวของชุมชน
ประธานชมรมแพทย์ชนบทยังระบุถึงงบประมาณที่รัฐบาลใช้อุดหนุนทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน เพื่อให้ผู้ป่วยติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้รับการรักษาฟรีนับตั้งแต่การประกาศให้การระบาดของไวรัสดังกล่าวเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน และขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องนำงบประมาณที่มีอยู่มาใช้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน ในขณะที่สถานการณ์การระบาดได้บรรเทาเบาบางลงไปแล้ว
นพ.สุภัทรเห็นว่า การยกเลิกสิทธิยูเซ็ปถือว่าไม่ได้กระทบสิทธิการรักษาพื้นฐานที่มีอยู่เดิมของแต่ละบุคคล









