สุเทพ เทือกสุบรรณ : ศาลฎีกาเริ่มไต่สวนนัดแรกคดีทุจริตโรงพัก จำเลยปฏิเสธข้อหา เชื่อปิดคดีสิ้นปี 65

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ โบกมือทักทายผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรครวมพลังประชาชาติไทย

คำบรรยายภาพ, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ โบกมือทักทายผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจที่ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

"มหากาพย์" คดีทุจริตสร้างโรงพัก 396 แห่ง ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีกับพวกถูกกล่าวหาและสอบสวนมาเกือบ 13 ปี มีความคืบหน้าในชั้นศาลแล้ว ซึ่ง ตัวเขาคาดว่าบทสรุปของคดีนี้จะได้คำตอบภายในสิ้นปีนี้

ช่วงเช้าของ 17 ก.พ. นายสุเทพ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ได้ขึ้นให้การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นนัดแรก ในคดีหมายเลขดำ อม.22/2564 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจกท์ยื่นฟ้องนายสุเทพกับพวกรวม 6 คน ในกรณีกล่าวหาร่วมสมคบคิดประมูลโครงการสร้างโรงพัก

ขั้นตอนต่อไปเป็นอย่างไร

ในส่วนของนายสุเทพหลังจากทำคำให้การเบื้องต้นไปแล้วและจะกลับไปทำฉบับสมบูรณ์มาให้ศาลภายใน 60 วัน จากนั้นศาลได้นัดส่งพยานหลักฐานคำโต้แย้งคดีทั่ง 2 ฝ่ายในวันที่ 5 เม.ย. เพื่อให้ศาลตรวจพยานหรือคำโต้แย้ง ทั้ง 2 ฝ่ายในวันที่ 26 เม.ย. นี้

สำหรับการไต่สวนพยานโจทก์ได้กำหนดไว้แล้ว 3 วัน โดยเริ่มต้นในวันที่ 2 มิ.ย. ตามมาด้วยวันที่ 30 มิ.ย. และ 7 ก.ค. หลังจากนั้นจะนัดไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยอีก 3 วันเช่นกัน ประกอบด้วย วันที่ 19 , 21 และ 26 ก.ค.

นายสุเทพ เทือกสุบรรณและทีมทนาย

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรครวมพลังประชาชาติไทย

นายสุเทพประเมินว่า คดีน่าจบในปีนี้เพราะโจทย์มีพยานไม่กี่ปากจำเลยก็มีพยานไม่กี่ปาก ส่วนใหญ่จะเป็นหลักฐานเอกสาร

ที่มาเรื่องนี้เป็นอย่างไร

คดีดังกล่าวที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2552-2553 ในขณะนั้นนายสุเทพ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ในเวลาต่อมา ป.ป.ช. ได้สอบสวนคดีอย่างยาวนานกว่า 10 ปี ก่อนที่ ป.ป.ช. จะมีมติเป็นเอกฉันท์ 8 ต่อ 0 เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2562 ชี้มูลความผิดนายสุเทพ, พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.), คณะกรรมการประกวดราคา และบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งประกอบด้วย 2 คดี และมีมูลค่าความเสียหายกว่า 5.7 พันล้านบาท ดังนี้

1) คดีโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน จำนวน 396 หลัง มูลค่าความเสียหาย 1,728 ล้านบาท

2) คดีโครงการก่อสร้างแฟลตตำรวจ จำนวน 163 หลัง มูลค่าความเสียหาย 3,994 ล้านบาท

สุเทพ กับอภิสิทธิ์

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, คดีนี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2552-2553 โดยขณะนั้นนายสุเทพ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

สิ่งที่ทำให้ ป.ป.ช. เห็นว่า นายสุเทพกระทำผิดกฎหมายในทั้ง 2 คดี คือ การอนุมัติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 หลัง และแฟลต 169 หลัง จากเดิมที่แยกการเสนอราคาเป็นรายภาค (ภาค 1-9) จำนวนหลายสัญญา เป็นรวมการจัดจ้างที่ส่วนกลางในครั้งเดียวและสัญญาเดียว โดยไม่เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเกี่ยวกับวิธีการจัดจ้างก่อสร้างเสียก่อน โดยรู้อยู่แล้วว่าแนวทางที่อนุมัติให้เปลี่ยนแปลงดังกล่าวการก่อสร้างจะไม่แล้วเสร็จ

ส่วน พล.ต.อ. ปทีป เป็นผู้เสนอขออนุมัติเปลี่ยนแปลงแนวทางจากเดิมที่ให้กระจายการจัดจ้างไปตามตำรวจภูมิภาค หรือตำรวจภูธรรายจังหวัด เปลี่ยนเป็นการรวมกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง เป็นหน่วยงานจัดจ้องก่อสร้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียว ซึ่งนายสุเทพพิจารณาแล้วได้อนุมัติให้เปลี่ยนแปลง

ขณะที่คณะกรรมการประกวดราคามีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้ชนะประกวดราคา

ทั้งนี้ ป.ป.ช. ระบุว่าการกระทำของนายสุเทพ มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 สำหรับอัตราโทษสูงสุดจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คือ จำคุก 10 ปี

เหตุผลในการต่อสู้ของนายสุเทพเป็นอย่างไร

นายสุเทพกล่าวกลับสื่อมวลชนก่อนให้การต่อศาลฎีกาเมื่อ 17 ก.พ. ถึงแนวทางการต่อสู้ว่า ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ซึ่งไม่ได้กำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ให้เป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าส่วนราชการในยุคนั้นที่จัดซื้อจัดจ้างโดยแบ่งเป็นภาค

นายสุเทพ ยืนคู่กับ ม.ร.ว. จัตุมงคล

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นายสุเทพยืนคู่กับ ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล ในวันเปิดพรรคพลังประชาชาติไทย เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2561

ในขณะนั้น อดีตรองนายกรัฐมนตรีผู้นี้ก็เห็นว่าเป็นวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่ดีที่สุด ซึ่ง พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนั้นเสนอมาและเขาก็ได้เห็นชอบด้วย ในขณะนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ได้ขอตั้งงบประมาณใด ๆ แต่ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งงบประมาณแทนที่จะทำเป็น 9 โครงการ แต่กลับทำเป็นสัญญาเดียว เมื่อ พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนั้นให้ความเห็นแย้งว่า สัญญาดังกล่าวทำไม่ได้เพราะเข้าข่ายแบ่งซื้อแบ่งจ้างผิดกฎหมาย เนื่องจากร่างประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ออกแล้ว จึงเสนอว่าวิธีการที่เขาเห็นชอบ และต้องยกเลิกเปลี่ยนมาเป็นสัญญาเดียว

ต่อมาเมื่อไปตรวจรายละเอียดในร่างสัญญางบประมาณรายจ่ายแล้วปรากฎว่าให้ทำเป็นสัญญาเดียว จึงมีการอนุมัติตามที่ขอมา และนำไปสู่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการการประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีผู้เข้าแข่งขัน 5 ราย ในที่สุดก็ได้ผู้ชนะการประมูลซึ่งเสนอต่ำกว่าราคากลาง 540 ล้านบาท

พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติคนถัดมาได้ทำเรื่องเสนอยืนยันว่าดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพัสดุด้วยวิธีการจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงได้ลงนามตามเสนอมา จากนั้นเขาก็พ้นจากตำแหน่ง และมีการขยายเวลาก่อสร้างอีก 270 วัน