น้ำมันรั่วระยอง: ทช. เผยน้ำมัน บ.สตาร์ปิโตรเลียมรั่วรอบ 2 อยู่ห่างจากหาดแม่รำพึง 7 กม.

ที่มาของภาพ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้กรมเจ้าท่าเพิกถอนใบอนุญาตขนถ่ายน้ำมันในทะเลของ บ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนิ่ง จำกัด หลังเกิดเหตุน้ำมันรั่วบริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกในทะเลมาบตาพุด จ.ระยอง เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวานนี้ (10 ก.พ.) เป็นเหตุให้มีคราบน้ำมันกระจายเป็นวงกว้าง
บ.สตาร์ปิโตรเลียมฯ เปิดเผยวานนี้ว่า เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลบริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเลหรือจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเล ระหว่างเตรียมการเคลื่อนย้ายท่อใต้ทะเลในจุดที่เคยเกิดน้ำมันรั่วครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ม.ค. เพื่อนำขึ้นมาตรวจสอบ ทำให้มีฟิล์มน้ำมันประมาณ 5,000 ลิตรปนเปื้อนอยู่ในทะเล
บริษัทฯ ระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 9.20 น. หลังเกิดเหตุ บริษัทฯ ได้หยุดการทำงานบริเวณดังกล่าวและระดมทีมควบคุมสถานการณ์ตามแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน โดยได้นำทุ่นกักน้ำมัน (boom) กักคราบฟิล์มน้ำมันไว้ และมีการฉีดพ่นน้ำยาขจัดคราบฟิล์มน้ำมัน จนสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ พร้อมทั้งแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์
ขณะที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) รายงานวันนี้ (11 ก.พ.) ว่าจากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุน้ำมั่นรั่วครั้งที่ 2 บริเวณทะเลมาบตาพุด จ.ระยอง พบว่ามีน้ำมันและคราบฟิล์มน้ำมันครอบคลุมพื้นที่ 0.5 ตร.กม. อยู่ห่างจากชายฝั่งหาดแม่รำพึง 7 กม. และห่างจากชายฝั่งเกาะเสม็ด 10 กม.
เวลาประมาณ 14.30 น. ทช. รายงานว่าคราบน้ำมันยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม ไม่เคลื่อนตัวไปในทิศทางใดเนื่องจากไม่มีกระแสลมและคลื่น และขณะนี้มีมีเรือเฝ้าระวังประจำการอยู่ทั้งหมด 11 ลำ ได้แก่ เรือทุ่นกันคราบน้ำมัน 6 ลำ และเรือพ่นสารเคมี 5 ลำ นอกจากนี้ยังมีเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือบินสนับสนุนการโปรยสารเคมีอีก 1 ลำ

ที่มาของภาพ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
หลังเกิดเหตุจังหวัดระยองได้ประชุมติดตามสถานการณ์ ซึ่งว่าที่ร้อยตรี พิรุณ เหมะรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ได้แถลงข่าวว่า การสอบสวนเบื้องต้นพบว่าสาเหตุเกิดจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ได้ยกท่อขนถ่ายน้ำมันดิบบริเวณทุ่นลอยผูกเรือขนถ่ายน้ำมันดิบกลางทะเลในจุดที่เคยเกิดน้ำมันรั่วไหลครั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 25 ม.ค.เพื่อนำขึ้นมาตรวจสอบ แต่กลับพบว่ามีน้ำมันค้างอยู่ในท่อ จำนวน 5,000 ลิตร จึงทำให้เกิดการรั่วไหลลงทะเล แต่เป็นน้ำมันที่ไม่หนาแน่นเหมือนครั้งที่ผ่านมา
สำหรับเหตุน้ำมันรั่วลงทะเลครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ม.ค. นั้นขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนเยียวยาความเสียหาย และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนถึงปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลลงทะเล
เสนอกรมเจ้าท่ายกเลิกใบอนุญาตขนถ่ายน้ำมัน
นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งติดตามเหตุการณ์น้ำมันรั่วอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เกิดเหตุครั้งแรก กล่าวว่าหลังเหตุการณ์วันที่ 25 ม.ค. กรมเจ้าท่าได้ออกคำสั่งให้ บ.สตาร์ปิโตรเลียมฯ ระงับการใช้ทุ่นและท่อที่เกิดปัญหาจนกว่าจะมีการแก้ไขและตรวจสอบความปลอดภัย แต่กลับมาเกิดเหตุซ้ำจากการที่บริษัททำการถอดอุปกรณ์ของท่อใต้ทะเลมาซ่อมแซม
นายสนธิให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า การกระทำของบริษัทถือว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง ดังนั้นกรมเจ้าท่าจึงสมควรถอนใบอนุญาตการใช้ทุ่นเทียบเรือขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลของบริษัทดังกล่าวเสีย และให้บริษัทดำเนินการขออนุญาตใหม่ตามขั้นตอน ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ใหม่ด้วย
"มันซ้ำซาก ควรถอดใบอนุญาต ให้ (บริษัท) ไปทำอีไอเอใหม่ รับฟังความเห็นประชาชนใหม่ตั้งแต่ต้น" นายสนธิกล่าว
นายสนธิยังเสนออีกด้วยว่า ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อประกันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยให้บริษัทเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเมื่่อเกิดปัญหาจะได้นำเงินส่วนนี้มาใช้ในการระงับเหตุ ทำความสะอาด กำจัดมลพิษและจ่ายชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ควรใช้งบประมาณของรัฐในการจัดการ
นอกจากนี้เขายังย้ำว่าเมื่อเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล การใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันในทะเลต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะสารเคมีนี้มีผลกระทบต่อทรัพยากรและระบบนิเวศทางทะเล
คพ.ระบุ บริษัทฯ ใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันโดยไม่ได้แจ้ง
แถลงการณ์ของบริษัทเมื่อวานนี้ระบุว่ามีการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน (dispersant) เพื่อควบคุมสถานการณ์ ทำให้นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ออกมาวิจารณ์ว่าเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง
นายอรรถพลให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ว่า เมื่อเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล บริษัทได้ดำเนินการใช้สารเคมีดังกล่าวไปก่อน ทั้งที่โดยหลักการแล้วต้องขออนุญาตการใช้สารเคมีอย่างเป็นระบบ กรณีนี้ คพ. มาทราบว่ามีการใช้สารเคมีขจัดน้ำมันเมื่อบริษัททำเรื่องขอใช้สารเคมีดังกล่าวเพิ่มอีก 5,000 ลิตร โดยใช้อากาศยานโปรยสารเคมี ซึ่ง คพ. ไม่อนุญาตให้ใช้ เนื่องจากเป็นวิธีการจัดการที่ไม่ถูกต้องและยังขอใช้ในปริมาณมากคือในอัตรา 1 ต่อ 1 ทั้งที่ตามมาตรฐานความปลอดภัยควรใช้ในอัตรา 1 ต่อ 10
นายอรรถพลชี้ว่าปัญหาการใช้ขั้นตอนการจัดการคราบน้ำมันรั่วไหลที่ไม่เหมาะสมนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วในครั้งก่อน
"ตามหลักของการกู้และขจัดคราบน้ำมัน ต้อง (ใช้ทุ่นกักน้ำมัน) ล้อมไว้ให้ได้ แล้วจึงใช้อุปกรณ์ดูดคราบน้ำมันออก เขาต้องทำวิธีนี้ แต่ว่าทำไมไปเลือก (ใช้สารเคมี) เลย" อธิบดี คพ. ตั้งคำถาม











