น้ำมันรั่วระยอง : ผู้เชี่ยวชาญกังวลกับสภาพระบบทุ่นกลางทะเลและท่อใต้ทะเล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หลังเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลจากบริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเล หรือจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเล (SPM) มาบตาพุด จ.ระยอง ตั้งแต่ค่ำวันที่ 25 ม.ค. แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลต่อผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และเห็นร่วมกันว่านี่ไม่ใช่บทเรียนครั้งใหม่ของไทย
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรายงานเมื่อ 1 ก.พ. ว่า "สถานการณ์โดยทั่วไป ส่อแววดีขึ้น ไม่พบคราบน้ำมัน" ส่วน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "เจาะลึกทั่วไทย" ว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปถึงจำนวนน้ำมันที่รั่วไหล ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมเจ้าท่าที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด
นับตั้งแต่น้ำมันดิบของบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) รั่วไหลตั้งแต่ค่ำวันที่ 25 ม.ค. ต่อเนื่องมาถึง 26 ม.ค. ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติการใช้อากาศยาน และเรือเพื่อโปรยสารเคมีกำจัดคราบน้ำมัน ควบคู่ไปกับการตั้งทุ่นสกัด ไม่ให้ขยายเป็นวงกว้างก็เริ่มต้นขึ้น ด้วยหวังว่าจะทันก่อนที่กระแสน้ำจะพัดคราบน้ำมันเกยตื้นตามชายฝั่ง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แต่เมื่อไม่สามารถจำกัดวงได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง จึงออกคำสั่งที่ให้พื้นที่ชายหาดแม่รำพึงเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ และห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำอย่างเด็ดขาด หลังคราบน้ำมันที่รั่วไหลเกยหาดแม่รำพึงเป็นระยะทางกว่า 3 กม.
ทางการขอความร่วมมือทางร้านค้าทุกแห่งริมหาดแม่รำพึงปิดร้านทั้งหมด จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ และส่งหน่วยแพทย์ลงพื้นที่ไปช่วยรักษาผู้มีอาการแพ้สารเคมีและกลิ่นน้ำมัน พร้อมฝากเตือนประชาชนไม่ควรอยู่ในพื้นที่คราบน้ำมันเกยหาด เพราะอาจจะเกิดอาการแพ้ได้
สำหรับการดำเนินการทางกฎหมายนั้น สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.มาบตาพุด เพื่อดำเนินคดีกับกรรมการผู้จัดการ สตาร์ปิโตรเลียม จนถึงที่สุด เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 14) มาตรา 119 ทวิ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บีบีซีไทย รวบรวมความเสียหาย และข้อกังวลที่เกิดขึ้นในขณะนี้
จุดอ่อนที่ทำให้ท่อน้ำมันใต้ทะเลรั่ว
นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ระบบทุ่นรับน้ำมันกลางทะเลและท่อใต้ทะเลของสตาร์ปิโตรเลียม ดำเนินการมาตั้ง แต่ปี 2538 ซึ่งจะหมดอายุการใช้งาน และต้องรื้อเปลี่ยนใหม่เกือบทั้งหมดภายในปี 2568 นั่นก็เท่ากับว่าผ่านการใช้งานมาแล้วกว่า 27 ปี จึงมีโอกาสที่ท่อและวาล์วน้ำมันใต้ทะเลจะแตกหรือรั่วได้ทุกขณะ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นอกจากนี้ยังไม่มีระบบตรวจเช็คหรือสัญญาณเตือนอัตโนมัติ ว่ามีเหตุน้ำมันรั่วลงจุดไหนของระบบ และการเปิดปิดวาล์วในขณะที่มีการรับน้ำมันดิบกลางทะเลยังต้องใช้นักประดาน้ำดำลงไป
"ปิดวาล์วต้องใช้เวลานานมาก หลักการคือต้องติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการเปิด-ปิดการจ่ายน้ำมันโดยใช้ระบบควบคุมสั่งการจากทุ่นลอยน้ำ" นายสนธิกล่าว และเสริมว่าตามข้อกำหนดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกล่าว (อีไอเอ) ถึง มาตรการลดผลกระทบและตรวจสอบเพื่อป้องกันน้ำมันรั่วลงทะเลที่บริษัทต้องดำเนินการอยู่ตลอด ภาครัฐจึงต้องสอบสวนถึงสาเหตุและการดำเนินการตามมาตรการในรายงานอีไอเออย่างจริงจัง
นายสนธิ ระบุเพิ่มเติมว่า ระบบการตรวจสอบทั้งหมดนี้นอกเหนือจากโรงงานต้องดูแลเป็นประจำแล้ว สถาบัน American Bureau of Shipping จะดำเนินการตรวจสอบทุก 5 ปี ซึ่งนั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่นานเกินไปสำหรับระบบท่อที่กำลังจะครบอายุการใช้งาน
ฝ่ายสื่อสารองค์กรของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยถึงสาเหตุที่ทำให้น้ำมันดิบรั่วไหลว่า หลังจากนำนักประดาน้ำดำลงไปความลึก 25 เมตร พบจุดรอยแตกที่เป็นข้ออ่อนที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการโหลดน้ำมัน ส่วนเรื่องสภาพของท่อนั้น ได้ออกแบบ และมีการใช้งานรวมถึงการซ่อมบำรุงตามระยะเวลาที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งมีอายุการใช้งานอีก 2.8 ปี และมีแผนที่จะเปลี่ยนทุก 3 ปี
บีบีซีไทยพยายามติดต่อเพื่อขอความชัดเจน ด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดเชื้อเพลิงธรรมชาติ ไปยังกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้
อ่าวพร้าว และปะการังฟอกขาว
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความทางบัญชีเฟซบุ๊กเมื่อ 31 ม.ค. หลังลงสำรวจพื้นที่ว่า ปราฏร่องรอยคราบน้ำมันบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ซึ่งมีการเตรียมรับมือไว้แล้ว แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่เพียงพื้นที่นั้นจะเป็นอีกหนึ่งที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่มีแนวประการังที่อ่อนแอและเคยได้รับผลกกระทบจากน้ำมันมาก่อนแล้วรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม อ.ธรณ์ ได้ระบุข้อความในเวลาต่อมาว่า "ถึงตอนนี้อ่าวพร้าวยังโอเคอยู่" แต่คงต้องเฝ้าระวังต่อไป
ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุว่า พื้นที่อ่าวพร้าว ซึ่งเป็นหนึ่งพื้นเฝ้าระวังหลังน้ำมันรั่วครั้งนี้ มีความกว้างปากอ่าวอยู่ที่ 500 เมตร และมีหาดทรายยาว 400 เมตรนั้น ตามการประเมินของเจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าจะเป็นที่รับและสะสมคราบน้ำมันที่มาตามแรงคลื่นลม
แต่ประเด็นทีน่ากังวลคือ พื้นที่บริเวณนี้มีแนวปะการังอยู่ และส่วนหนึ่งก็เคยได้รับผลกระทบในลักษณะนี้มาแล้ว โดยในช่วงที่ระดับน้ำลด โอกาสที่ปะการังจะสัมผัสกับคราบน้ำมันก็จะสูงขึ้น
"การดูผลกระทบต้องไม่ดูในที่ลึก แต่ต้องดูปะการังที่อยู่น้ำตื้น ซึ่งมีปะการังก้อนอยู่เยอะ ผมมีหลายก้อนที่ติดตามมาเป็นปี ๆ ผลกระทบต่อปะการัง หากโดนคราบน้ำมันโดยตรงเยอะหน่อย จะขาวเวอร์ตายภาวใน 24 ชั่วโมง หากโดนน้อยก็อาจสีซีดเริ่มฟอกขาว จะฟื้นไม่ฟื้น บอกยาก แต่ปะการังแถวนั้นจะอ่อนแอ และมีโรคปะการังติดตามมา หากเจอกับโลกร้อนน้ำร้อน จะตายง่ายขึ้น"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เหตุใดการทราบปริมาณน้ำมันดิบที่รั่วไหลจึงสำคัญ
แม้ยังไม่มีปรากฏตัวเลขที่ชัดเจนถึงจำนวนการรั่วไหล แต่บริษัทแจ้งไปยังกรมควบคุมมลพิษว่ามีน้ำมันดิบรั่วไหลถึง 4 แสนลิตร แต่ต่อมา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ยืนยันยอดใหม่ที่ 2 หมื่นลิตร
ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ให้ข้อมูลว่า ได้มีการอนุมัติการระดมฉีด Dispersant สลายคราบน้ำมัน รวม 85,400 ลิตร ซึ่งพิจารณาแล้วตามความจำเป็น แม้หลายฝ่ายอาจเป็นกังวลว่าเหตุใดจึงใช้เป็นจำนวนมาก
นายสนธิ ระบุว่า การประเมินตัวเลขของน้ำมันดิบที่รั่วไหลออมาจริงต้องมีความชัดเจน ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ผ่าน EIA Mornitoring ซึ่งมีการส่งรายงานให้กรมเจ้าท่าทุก 6 เดือน
"สำคัญคือการเรียร้องค่าเสียหาย ปล่อยน้อยจ่ายน้อย ปล่อยมากจ่ายมาก...ถ้ามันเป็นเพียงอุบัติเหตุจ่ายน้อยไม่ใช่ว่าท่อเสื่อม ท้ายสุดต้องตั้งกรรมการมาประเมินว่าเสียหายเท่าไหร่ ทั้งค่าเสียหายและสินไหมทดแทนนะ ค่าเสียโอกาสของชาวประมง สัตว์น้ำ การฟื้นฟูอีกกี่ปี สุดท้ายเงินที่รัฐต้องเสียในอนาคตมันมีอีกมาก"
อ.สนธิ ตั้งข้อสังเกตว่า โดยปกติการใช้สารเคมีสกัดคราบน้ำมัน จะใช้ผสมกับอัตราน้ำ 10 ส่วน ดังนั้นการใช้งานจริง 70,000 ลิตรโดยประมาณนั้น ก็อาจอนุมานโดยทั่วไปว่าจะสามารถใช้รับมือน้ำมันดิบกว่า 700,000 ลิตรเลยทีเดียว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
บทเรียนหน้าเดิม
นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า อุบัติภัยน้ำมันรั่วในทะเลไทยครั้งล่าสุดนี้ เป็นเพียงหนึ่งในกว่า 235 ครั้งตลอดช่วง 45 ปีที่ผ่านมา แม้แต่กับบริษัทสตาร์ปิโตรเลียมฯ เองในปี 2540 เกิดเหตุน้ำมันรั่วระหว่างการขนถ่ายน้ำมันจากเรือ สู่สถานีน้ำมันดิบทำให้น้ำมันดิบกว่า 160,000 ลิตรรั่วไหลในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว
รวมถึงเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลที่อยู่ในความทรงจำ ในปี 2556 ซึ่งมีปริมาณกว่า 50 ตัน ก็เกิดขึ้นบริเวณทุ่นรับน้ำมันดิบกลางทะเล ก็อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเกาะเสม็ด จ.ระยอง เช่นกัน
นั่นจึงเป็นที่มาของข้อคำถามที่ว่า เครื่องมือที่ใช้รับมือเหตุการณ์อุบัติภัยในภาวะฉุกเฉิน มีความพร้อมสอดคล้องกับการขยายตัวของอุสาหกรรมปิโตรเลียมของไทยหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาอากาศยานที่ใช้ปฏิบัติการก็จำเป็นต้องนำมาจากมาเลเซีย หรือสิงค์โปร์ แม้แต่เครื่องเก็บน้ำมันชายฝั่งก็ยังขาดแคลน
อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากผลกกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยังมีผลกระทบทางสุขภาพของคนในพื้นที่ และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การเฝ้าระวังสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานทั้งการโรยสารเคมี และจัดเก็บคราบน้ำมนชายหาด ที่ถึงแม้จะสวมอุปกรณ์ป้องกันแล้ว ก็มีโอกาสสัมผัสสารปนเปื้อน
นอกจากนี้นายธารา มองว่า การสื่อสารในภาวะวิกฤติเช่นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐต้องชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ แต่การสื่อสารในช่วงต้น สะท้อนให้เห็นการประเมินสถานการณ์ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีต่อการรับมืออุบัติภัยที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
ผลชันสูตรซากเต่าและโลมา

ที่มาของภาพ, ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวั
ด้วยจำนวนน้ำมันที่รั่วไหลจำนวนมากเช่นนี้ นอกจากผลกกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านในพื้นที่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สัตว์ทะเลซึ่งพึ่งพาทรัพยากรบริเวณดังกล่าว จะเป็นอีกกลุ่มที่ถูกให้ความสนใจว่าจะได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน
ยิ่งเมื่อมีการพบซากเต่าและโลมา ในพื้นที่การเกิดน้ำมันดิบรั่วไหลจากท่อกลางทะเลบริเวณมาบตาพุด ในวันที่ 30 ม.ค. สัตว์แพทย์ ทช. จึงต้องเร่งตรวจสอบและผ่าตัดพิสูจน์ซาก จนปรากฏผลเบื้องต้น ว่า "ตรวจสอบทั้งร่างกายไม่พบการปนเปื้อนของคราบน้ำมัน แต่เนื่องจากซากเน่าทำให้ไม่สามารถระบุสาเหตุการตายที่ชัดเจนจากการชันสูตรได้ จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างอวัยวะเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่อไป"

ที่มาของภาพ, ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวั
ซากโลมาที่พบ เป็นโลมาปากขวดอินโดแปซิฟิก ขนาดความยาวซากที่เหลืออยู่ 2.35 เมตร คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 7-10 วัน กล้ามเนื้อและผิวหนังหลุดร่อน อวัยวะหลายส่วนได้หลุดหายไปจากการเน่าตามธรรมชาติ ทางเดินอาหารพบเศษอาหารเล็กน้อย ตลอดทางเดินหายใจและทางเดินอาหารไม่พบสิ่งแปลกปลอม และคราบน้ำมัน
ขณะที่การชันสูตรซากเต่า พบว่า เป็นเต่ากระ เพศเมีย ขนาดกระดองกว้าง 74 เซนติเมตร กว้าง 83 เซนติเมตร ซึ่งเกิดและโตในธรรมชาติไม่พบหมายเลขไมโครชิพ และแถบเหล็กระบุตัวตน คาดเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 5-7 วัน เต่าทะเลมีไขมันสะสมตามช่องท้องค่อนข้างน้อย บ่งบอกการป่วยที่เรื้อรัง ตลอดทางเดินอาหารพบอาหารตามธรรมชาติเล็กน้อย ทั้งนี้ยังพบขยะทะเลจำนวนหนึ่ง เช่น ถุงพลาสติก เศษเชือก เศษกระสอบ หนังยางรัดแกง แต่ไม่พบการอักเสบของทางเดินอาหาร

ลำดับเวลาเหตุการณ์น้ำมันรั่ว
25 ม.ค. ราว 3 ทุ่ม พบน้ำในดิบรั่วไหล ที่บริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเล ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 20 กิโลเมตร จากการสำรวจเบื้องต้น พบปริมาณน้ำมันอยู่ในทะเลประมาณ 20 ตัน
26 ม.ค. เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องบินบินสำรวจคราบน้ำมัน ซึ่งพบว่ามีลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ บนผิวน้ำ พร้อมฉีดพ่นน้ำยาขจัดคราบน้ำมันเพื่อให้สลายตัวจมลงใต้ทะเล
27 ม.ค. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า คราบน้ำมันทั้งหมดมีประมาณ 14 ตร.กม. และเป็นคราบกระจัดกระจาย ไม่เป็นผืนเดียวกัน โดยคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์ จึงจะทำให้คราบน้ำมันสลายไป
กรมเจ้าท่าเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง รับผิดชอบชดใช้ความเสียหายในทุกมิติ
28 ม.ค. เจ้าหน้าที่ยังเร่งขจัดคราบน้ำมัน ทั้งผ่านการโปรยน้ำยาทางเฮลิคอปเตอร์ และส่งเรือออกไปตรวจสอบคราบน้ำมัน ก่อนวางทุ่นดักน้ำมันเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ลอยมาขึ้นฝั่งได้
ช่วงหัวค่ำ บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ออกแถลงการณ์ว่า "ขณะนี้ยังไม่พบคราบน้ำมันบริเวณชายหาด" พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถเพื่อขจัดคราบน้ำมันให้ได้มากที่สุด รวดเร็วที่สุด
22.00 น. คราบสีดำเริ่มลอยไปเกยชายหาดชายแม่รำพึง ต.ตะพง อ.เมืองระยอง ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ต้องรุดไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ โดยมีเจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันสารเคมีเข้าสำรวจ และใช้แผ่นดูดซับคราบสีดำบริเวณชายหาด
นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เปิดเผยว่า เตรียมประกาศให้พื้นที่ชายหาดแม่รำพึงเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ในวันที่ 29 ม.ค. เป็นต้นไป และห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำในหาดแม่รำพึงอย่างเด็ดขาด
29 ม.ค. เจ้าหน้าที่เร่งมือดูดคราบน้ำมันจากบริเวณชายหาดแม่รำพึงเพื่อนำใส่ถังไปกำจัด หลังคลื่นซัดเอาคราบและก้อนน้ำมันเหล่านี้ขึ้นชายหาดเป็นบริเวณกว้าง และทำให้น้ำทะเลและทรายบางส่วนกลายเป็นสีดำ แม้แต่ปูลมที่เดินอยู่บนชายหาดก็เริ่มมีเนื้อตัวเปื้อนคราบน้ำมันแล้ว นอกจากนี้ยังมีกลิ่นฉุนคล้ายน้ำมันฟุ้งกระจายไปทั่วหาดด้วย
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า น้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเลขึ้นเกยฝั่งหาดแม่รำพึงเบื้องต้นเป็นระยะทางยาวกว่า 3 กม. แล้ว พร้อมวอนประชาชนที่พบเห็นคราบน้ำมัน ให้แจ้งข้อมูลวัน-เวลาที่พบ สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะของคราบน้ำมัน (ของแข็ง ของเหลว กากตะกอน) สี กลิ่น ภาพถ่ายและคลิปวิดิโอ มายังเจ้าหน้าที่ และงดการสัมผัสหรือเก็บน้ำมัน
31 ม.ค. สถานการณ์ล่าสุดช่วงเช้า จากการตรวจติดตามเส้นทางแพร่กระจายของน้ำมันที่รั่วไหล ณ ชายฝั่งรอบๆ เกาะเสม็ด ถึงอ่าวปะการัง ยังไม่พบมวลน้ำมันรั่วไหล สถานการณ์เรียบร้อยปกติ
1 ก.พ. สำนักงาน ทช.ที่1 (ระยอง) นำเรือ ลาดตระเวนโดยรอบพื้นที่ทะเลเขาแหลมหญ้า 3 เส้นทาง ประกอบด้วย เขาแหลมหญ้า-สะพานปรีชา ระยะทาง 10.7 กม. เขาแหลมหญ้า-ป่าคั่น ระยะทาง 8.6 กม. และเขาแหลมหญ้า-สถานีอุตุนิยมวิทยา ระยะทาง 8.8 กม. สถานการณ์โดยทั่วไปปกติ ไม่พบคราบน้ำมันบนผิวหน้าน้ำทะเลในระหว่างเส้นทางที่ลาดตระเวนในครั้งนี้











