ศาลรัฐธรรมนูญ : การเมืองไทยไปทางไหนต่อ หลังคำวินิจฉัย ชุมนุมเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มี "เจตนาซ่อนเร้นล้มล้างการปกครอง"

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 พ.ย. 2564 ว่า การชุมนุมของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เมื่อ 10 ส.ค. 2563 มี "เจตนาซ่อนเร้นล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิใช่เป็นการปฏิรูป" สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างทางการเมือง พร้อมเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อนิยามของประชาธิปไตย และคำถามถึงการบังคับใช้ของคำสั่งศาล ที่นักกฎหมายอิสระบางคนบอกว่า ยังไม่ชัดเจน

ผลพวงของคำวินิจฉัยนี้คืออะไรบ้าง มีผลต่อคดีทางการเมืองในการชุมนุมเมื่อปีที่ผ่านมาอย่างไร รวมไปถึงผลพวงต่อการเรียกร้องประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ในอนาคต บีบีซีไทยสัมภาษณ์ ดร. เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อวิเคราะห์คำวินิจฉัยสำคัญครั้งนี้

ผลของคำวินิจฉัยนี้ต่อคดีชุมนุมทางการเมืองอื่น ๆ

คดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่ม "ราษฎร" ในห้วงปี 2563 ตลอดต่อเนื่องถึงปี 2564 มีตั้งแต่คดียุยงปลุกปั่น ความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 คดีความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พระราชกำหนดประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การห้ามรวมตัว คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีกว่า 150 คดี นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2563

คดีความทางการเมืองเหล่านี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะถูกนำมาอ้างอิงหรือไม่ ดร.เข็มทอง กล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ได้โยงกันตรงไปตรงมา เนื่องจาก มาตรฐานในการพิสูจน์แต่ละคดี ใช้ข้อเท็จจริงคนละอย่าง และเวลาพิสูจน์ใช้คนละมาตรฐานกัน อย่างคดีอาญา ถือหลัก พิสูจน์จนสิ้นสงสัย เป็น ความรับผิดทางอาญา ในขณะที่คดีการชุมนุม 10 ส.ค.2563 เป็น มติทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรฐานการพิสูจน์ต่ำกว่า

"เพราะฉะนั้น ถามว่า มันสามารถรับเอาคำวินิจฉัยศาลไปดูได้เลยหรือไม่ หนึ่ง มันไม่ควรจะได้ โดยหลักการ สอง เข้าใจว่ายังไม่มีระเบียบที่ให้เอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาปรับใช้ในคดีอาญาโดยตรงด้วยเหมือนกัน"

อย่างไรก็ตาม ดร.เข็มทอง มีความเห็นว่า แต่ในเชิงการโน้มน้าว แม้ไม่ได้เป็นบรรทัดฐานที่ผูกพันบังคับให้ศาลอื่นต้องถือตาม แต่ศาลอื่น ก็ดูศาลรัฐธรรมนูญในการตีความ หากศาลรัฐธรรมนูญตีความไปในทางนั้น ก็มีแนวโน้มสูงว่าศาลอื่น ก็จะตีความให้สอดคล้องในแนวทางเดียวกัน เพราะฉะนั้น คดีพวก มาตรา 112, 116 ก็เป็นไปได้ว่าจะมีการตีความในทางนี้

การชูประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในอนาคต

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากวินิจฉัยว่า การกระทำของอานนท์ นำภา ภา ภาณุพงศ์ จาดนอก และปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 1 ยังสั่งการให้ทั้ง 3 คนและกลุ่มองค์กร เครือข่าย เลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรค 2

การวินิจฉัยให้เลิกการกระทำเช่นนี้ในอนาคต ดร.เข็มทองให้ความเห็นว่า ในความจริงแล้ว ศาลสั่งไปในอนาคตไม่ได้ เพราะตัวรัฐธรรมนูญกำหนดเพียงว่า ให้ยุติการกระทำ ไม่ได้ห้ามอีก

ดร.เข็มทอง กล่าวว่า การห้ามนี้มีปัญหามาก หากตีความแบบเคร่งครัดจริง ๆ แปลว่าห้ามทำแบบเดียวกันอีก ห้ามพูดใน 10 ประเด็นนี้ (ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ ของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม) โดย ลักษณะท่าทางแบบเดียวกัน ขึ้นเวทีใช้ถ้อยคำแบบเดียวกัน แต่ถ้าหากพูดในลักษณะอื่น เช่น เป็นเวที หรือวิธีอื่นในการแสดงความคิด สามารถทำได้ รวมทั้งพูดแบบเดียวกันในการชุมนุมที่อาจจะไม่รุนแรงเท่าหรือดูไม่แหลมคมเท่า

"เวลาห้ามไปในอนาคต มีคำถามตรงนี้มาก ๆ ว่าศาลห้ามได้แค่ไหน ถ้าเราเอาข้อเท็จจริงมาบอก แต่ว่าข้อเท็จจริงไม่เหมือนกัน คำวินิจฉัยนี้ก็ไม่ได้ห้ามการกระทำที่ต่างออกไป แต่ถ้าเป็นคนอีกกลุ่ม ก็จะตีความว่า ห้ามพูดประเด็นนี้เลยทั้งหมด ซึ่งเห็นว่าเป็นการตีความขยายคำวินิจฉัยให้กว้างออกไปอีกจากเดิมที่กว้างอยู่แล้ว"

ดร.เข็มทอง เห็นว่า การยกกรณีการชุมนุมอื่น ๆ ที่เป็นการกระทำในการชุมนุม แต่มิใช่การกระทำของผู้ถูกร้องโดยตรง ตลอดจนการระบุว่าการชุมนุมทำให้เกิดความรุนแรงต่าง ๆ เป็นปัญหาของตัวคำวินิจฉัย

"การเอาข้อเท็จจริงพวกนี้เข้ามา ในการชุมนุม ศาลไปเอาการกระทำของคนอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวกับการกระทำของแกนนำ มาให้แกนนำรับผล มันไม่ได้ เวลาชุมนุมคนเป็นร้อยเป็นพัน แม้มีธีมใหญ่ ๆ ที่แกนนำคงต้องรับผิดชอบ เช่น สมมติว่าแกนนำพาไปปะทะ แต่ว่าถ้าแกนนำไม่ใช่เป็นคนปะทะ มีกลุ่มย่อยปะทะ จะไปเรียกร้องความรับผิดชอบจากแกนนำอย่างไร คิดว่าไปขยายอย่างนั้นไม่ได้" เขาให้ความเห็น

ในประเด็นนี้ ดร.เข็มทอง ยังกล่าวถึง การระบุของศาลว่า ผู้ถูกร้องไม่ฟังความเห็นต่าง เขาเห็นว่าศาลไม่ได้ชี้ถึงพฤติกรรมเฉพาะที่บ่งบอกถึงพฤติการณ์ที่ศาลวินิจฉัย

"เมื่อวานจริง ๆ ศาล อ่านสั้นมาก และไม่ชัดเจน"

ด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ นักกฎหมายมหาชน มองว่าจากคำวินิจฉัยของศาล แสดงให้เห็นว่าคนที่กระทำเช่นนี้ต้องระวัง อ้างสิทธิเสรีภาพเหมือนที่เคยทำไม่ได้ เพราะศาลชี้ว่าการกระทำไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การชุมนุมครั้งต่อไปต้องระวังมากขึ้น

การยุบพรรคการเมือง

ดร.เข็มทอง กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ตอนที่ใช้มาตรา 237 ให้ยุบพรรค จริง ๆ แล้วเนื้อหาของ มาตรา 237 ไม่ได้สั่งให้ยุบพรรค แต่ระบุว่าการที่กรรมการบริหารพรรค ทราบหรือควรทราบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้วไม่ห้ามปราม เป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 68 คือ การกระทำล้มล้างการปกครองฯ และในข้อ 68 บอกให้ยุบพรรคได้ ดังนั้น ในทำนองเดียวกัน มาตรา 49 ก็จะตามการตีความวิธีการนี้ว่า ถ้าล้มล้างฯ ก็นำไปสู่การยุบพรรคได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองในระยะหลัง เขาเห็นว่าไม่ควรจะมองกรณีแต่ละกรณีแยกจากกัน แต่ทั้งหมด มีรูปแบบตั้งแต่ มวลชน คนนำไปร้อง องค์กรอิสระรับ และศาลตีความ ไม่ใช่แต่ละกรณีเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือแยกจากกัน แต่ว่ามีรูปแบบซ้ำ ๆ ที่น่าสงสัยว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือไม่ที่พยายามใช้กฎหมายไปในทิศทางแบบนี้

ด้าน รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวะณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า แม้ผลของคดีอาจไม่ส่งผลต่อการกระทำในอดีตของผู้ถูกร้อง เพราะศาลมุ่งให้เลิกการกระทำในอนาคต แต่คำวินิจฉัยสามารถเป็นประเด็นต่อการวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมืองที่ไปสนับสนุนการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตได้ หากมีข้อเท็จจริงชี้ว่าพรรคการเมืองสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมในลักษณะให้ข้อมูล จัดสถานที่ หรือสนับสนุนทรัพย์สิน จนนำมาสู่การกระทำที่เกิดขึ้น ซึ่งตามกฏหมายพรรคการเมือง มาตรา 44 และมาตรา 45 ประกอบ มาตรา 92 กำหนดให้การกระทำดังกล่าว เป็นเหตุแห่งการยุบพรรคการเมือง

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า แต่หากเป็นการกระทำในลักษณะของการไปร่วมชุมนุม หรือสังเกตการณ์ ของ ส.ส. หรือพรรคการเมือง ส่วนตัวเชื่อว่าไม่อาจนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้ เว้นแต่การ ไปร่วมชุมนุมมีการนำมวลชน ไปสมทบ ก็จะเข้าข่ายการสนับสนุนการกระทำได้

อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ หากมีการร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลก็จะมีการตีความต่อไปว่า ขอบเขตของการสนับสนุนการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองเป็นอย่างไร

การรณรงค์ยกเลิก ม.112 ของภาคประชาชน

ใจความหนึ่งของคำวนิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยังระบุถึง การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการยกเลิกกฎหมายที่ห้ามเข้าไปล่วงละเมิด หมิ่นประมาท หมิ่นพระบรมเดชานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์ ของผู้ปราศรัยกลุ่มราษฎร จะส่งผลกระทบต่อ "สถานะ" ของสถาบันกษัตริย์ และนำไปสู่การบ่อนทำลายการปกครองในที่สุดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด

ประเด็นนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มภาคประชาชนที่รณรงค์ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ดร. เข็มทอง ให้ความเห็นว่า "ความตั้งใจของศาลรัฐธรรมนูญ เท่าที่ฟังคือ ต่อไปการชุมนุมจะถูกปิดประตูเรื่องการพูดเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ พูดได้อย่างมากสุดก็คือ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญหรือเปลี่ยนนายกฯ จะห้ามไปแตะข้างบน" ในขณะเดียวกัน เมื่อศาลพิจารณาบนข้อเท็จจริงของการชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้น หากเป็นการชุมนุมของคนละกลุ่มเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือจัดเวทีรูปแบบอื่น ๆ ในความเป็นจริงกลุ่มเหล่านั้นไม่ควรถูกผูกพันด้วยคำวินิจฉัยนี้

"หากจะห้ามต้องส่งไปให้พิจารณาตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม มีความไม่แน่นอนว่าศาลหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตีความเช่นนี้หรือไม่ แต่หากพิจารณาเฉพาะคำวินิจฉัยควรจะเป็นเช่นนั้น คือ ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นกรณี"

ปฏิกิริยาอื่น ๆ หลังคำวินิจฉัยคดี "ล้มล้างการปกครอง"

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยในคดี 3 แกนนำผู้ชุมนุมกระทำการล้มล้างการปกครองเสร็จสิ้นเมื่อ 16.00 น. วานนี้ (10 พ.ย.) นักกิจกรรมทางการเมือง นักนิติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และประชาชนที่ติดตามการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องและหลากหลายบีบีซีไทยรวบรวมความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ

  • แฮชแท็ก #ปฏิรูปไม่เท่ากับล้มล้าง

กลุ่ม "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุม "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 ออกแถลงการณ์ต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าข้อเรียกร้องในที่ชุมนุมดังกล่าว "ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หรือเจตนาเป็นไปเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" และระบุว่าคำวินิจฉัยของศาลไม่อาจยอมรับได้เพราะขาดซึ่งความชอบธรรมในกระบวนการพิจารณาคดี พร้อมกับยืนยันข้อเสนอ 10 ข้อที่ น.ส.ปนัสยาอ่านบนเวที

ในเวลาใกล้เคียงกันกลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" ก็ออกเผยแพร่แถลงการณ์ไม่รับคำวินิจฉัยของศา โดยให้เหตุผล 3 ประการคือ กษัตริย์ไม่เท่ากับรัฐ การชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน และปฏิรูปไม่เท่ากับล้มล้าง

"ปฏิรูปแปลว่าทำให้ดีขึ้น ผู้ที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ล้วนแต่ต้องการให้สถาบันอยู่ร่วมกับสังคมไทยได้อย่างมีเกียรติ...ไม่ได้ต้องการทำลายให้สถาบันสูญสิ้นไปจากสังคมไทย"

จากแถลงการณ์ของทั้ง 2 กลุ่มทำให้แฮชแท็ก #ปฏิรูปไม่เท่ากับล้มล้าง ถูกใช้อย่างกว้างขวางในหมู่คนที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

  • ฝ่ายไม่เห็นด้วยต่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่วิจารณ์การเคลื่อนไหวของเยาวชนมาและไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ มาโดยตลอด แสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่า คำวินิจฉัยนี้ทำให้มั่นใจว่าพรรคใกล้กาวต้องถูกยุบอย่างแน่นอนในไม่ช้า และวิเคราะห์ว่าตำรวจจะดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม "ได้ง่ายขึ้นเยอะ" เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สิ้นสุดและมีผลผูกพันทุกองค์การรวมถึงศาลต่าง ๆ ด้วย

เขายังได้โพสต์ขอบคุณและ "ขอคารวะ" นายณฐพร ผู้ร้องในคดีนี้ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำคุณตอบแทนแผ่นดิน

ม.จ. จุลเจิม ยุคล โพสต์เฟซบุ๊ก "ขอคารวะ ดร. ณฐพร โตประยูร ผู้ทำคดีล้มล้างการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของพวกคณะราษฎร 2563 ที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งวินิจฉัยลงมา ท่าน ดร. ณฐพร โตประยูร ท่านทำคุณตอบแทนแผ่นดิน แล้วครับ ขอขอบพระคุณ ครับ"

  • เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญโดนแฮก

ช่วงสายของวันที่ 11 พ.ย. เว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญ ถูกแฮกเกอร์เจาะระบบเข้าไปเปลี่ยนหน้าแรกเป็นวิดีโอเพลง Guillotine (It goes Yah) ของวง Death Grips เป็นวงดนตรีแนวฮิปฮอปของศิลปินชาวอเมริกัน วิดีโอดังกล่าวปรากฏอยู่นานหลายชั่วโมง ล่าสุดเมื่อเวลา 19.30 น. บีบีซีไทยทดสอบการเข้าถึงเว็บไซต์นี้ แต่ไม่สามารถเข้าได้

ทั้งนี้ยังไม่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดบอกเหตุผลที่เจาะเข้าระบบ และไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครองหรือไม่

  • 23 องค์กรนิสิตนักศึกษาออกแถลงการณ์ร่วม

วันนี้ (11 พ.ย.) องค์กรนิสิตนักศึกษา 23 องค์กรจากทั่วประเทศได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธกระบวนการไต่สวนที่ไม่เป็นธรรมและคำวินิจฉัยของศาล โดยยืนยันว่า 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของผู้ถูกร้องทั้งสามนั้น เป็นข้อเสนอที่จะทำให้ สถาบันพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรไทยคงอยู่สถาพรในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างสง่างาม

องค์กรนิสิตฯ ยังได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่อ้างว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์โดยระบุว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับสะท้อนเจตนารมณ์ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย มิได้สะท้อนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์

"การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการด้อยค่าสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และทำให้ประชาชนหมดสิ้นศรัทธาที่มีต่ออำนาจตุลาการและวงการนิติศาสตร์ประเทศไทย" แถลงการณ์ระบุ