You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ณฐพร โตประยูร “นักร้อง” ผู้ "ปกป้อง" สถาบันพระมหากษัตริย์ กับคดีล่าสุด ชุมนุม 10 สิงหา
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
10 พ.ย. 2564 ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาไม่ถึง 50 นาที อ่านคำวินิจฉัยให้การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อ10 ส.ค. 2563 ซึ่งมีนายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เป็นผู้ปราศรัย เป็นการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การวินิจฉัยครั้งนี้มาจากคำร้องของนายณฐพร โตประยูร ผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 18 ส.ค. 2563 เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่าการกระทำของนายอานนท์ นายภาณุพงศ์ และ น.ส. ปนัสยา ในการปราศรัยเสนอข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่และมีคำสั่งให้บุคคลทั้งสามเลิกการกระทำดังกล่าว
นายณฐพร ยังเคยเป็นผู้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ ในคดีอิลลูมินาติ ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องไปเมื่อเดือน ม.ค. 2563
เขาผู้นี้คือใคร ทำไมจึงมีความรู้ทางกฎหมาย การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของเขาล้วนมีผลสั่นสะเทือนเป็นวงกว้าง
อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีชุมนุม 10 สิงหา นายณฐพรให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า เขามั่นใจในหลักฐานที่ยื่นต่อศาลว่ามีความละเอียด มีน้ำหนักและชัดเจนเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าผู้ปราศรัยทั้ง 3 คน มีการกระทำเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
หลักฐานที่นายณฐพรกล่าวถึงคือเอกสารจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่เขาบอกว่ามีข้อมูลอย่างละเอียดว่าทั้ง 3 คน ไปชุมนุมที่ไหน เมื่อไหร่และมีพฤติกรรมอย่างไร
"ในคดีก่อน ๆ เรามีแต่หลักฐานจากสื่อมวลชน ข่าวตัดจากหนังสือพิมพ์ แต่คดีนี้เรามีหลักฐานจากการสืบสวนของทางราชการ โดยเฉพาะข้อมูลจาก (ตำรวจ) สันติบาลที่เราทำเรื่องขอไป ซึ่งไม่ได้ของ่าย ๆ นะครับ ต้องทำเรื่องขอสำนักนายกรัฐมนตรี" นายณฐพรกล่าว
ย้อนไปเมื่อ ก.ย. 2563 หรือราว 1 เดือนหลังจากยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ นายณฐพรได้ทำหนังสือ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอพยานหลักฐานจากส่วนราชการมาประกอบคำร้อง ซึ่งในเวลาไม่นานนัก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็ทำหนังสือ "ด่วนที่สุด" ตอบกลับนายณฐพรว่านายกฯ พิจารณาแล้ว และมีบัญชาให้ส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บช.ส. และ สมช. ดำเนินการต่อไป
นายณฐพรวิเคราะห์ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้น่าจะมีเพียง 2 แนวทาง คือ การกระทำของนายอานนท์ นายภาณุพงศ์ และน.ส.ปนัสยา เข้าข่ายล้มล้างหรือไม่ล้มล้างการปกครองฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่งซึ่งระบุว่า "บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้"
นายณฐพรกล่าวต่อไปว่า หากศาลวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ ก็จะเป็นฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอาญากับทั้ง 3 คน รวมทั้งผู้สมรู้ร่วมคิดและผู้สนับสนุนคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง พรรคการเมืองหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย
"คดีอิลลูมินาติ"
ย้อนหลังไปเมื่อ 21 ม.ค. 2563 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องในคดีพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ถูกกล่าวหาว่ากระทำการล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญ หรือที่รู้จักในนาม "คดีอิลลูมินาติ" ซึ่งมีณฐพรเป็นผู้ร้อง เมื่อ15 พ.ค. 2562
ในคำร้อง ณฐพรกล่าวหา พรรคอนาคตใหม่, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค, นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค, และคณะกรรมการบริหารพรรค มีแนวคิดล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เขาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 3 ประเด็น คือ 1.ข้อบังคับของพรรคเป็นโมฆะหรือไม่ เพราะใช้คำว่า "หลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ" แต่ไม่มีคำว่า "อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" ซึ่งไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2.ผู้ถูกร้องทั้ง 4 กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และ3.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค อนาคตใหม่ รวมทั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของนายธนาธร หัวหน้าพรรค นายปิยบุตร เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค
ไม่ถึง 24 ชม. ก่อนวันตัดสินคดีนี้ ณฐพรให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ ถึงแรงจูงใจจากการฟ้องครั้งนั้น
"ผมเพียงแต่ต้องการเตือนให้เขาหยุดพฤติกรรม และให้สังคมไทยช่วยกันระวังว่ามีนักการเมืองแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วนะ"
ทนไม่ได้ที่คน "ด่าบิดา-มารดา"
ณฐพรดูจะไม่พึงใจนักกับการได้รับสมญา "นักร้องอาชีพ" จากบรรดาแกนนำและผู้สนับสนุนพรรคสีส้ม พร้อมยืนยันว่าไม่เคยรับใบสั่งจากรัฐบาล หรือมีใครแอบแฝงให้มาเคลื่อนไหวในคดียุบ อนค. เพราะเขาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใด ไม่ประสงค์มีตำแหน่งทางการเมือง ขนาดมีพรรคการเมืองติดต่อขอให้ช่วยแก้ข้อกล่าวหาทางคดีก็ไม่รับเพราะไม่อยากยุ่ง กรรมาธิการ (กมธ.) วุฒิสภาเชิญไปเป็นที่ปรึกษาก็ไม่ไป อีกทั้งไม่รู้จักทั้ง ธนาธร, ปิยบุตร. และ พรรณิการ์ วานิช โฆษก อนค. เป็นการส่วนตัว
"ความรู้สึกผมคือ สถาบันพระมหากษัตริย์เปรียบเหมือนบิดา-มารดาของเรา ใครมาด่าว่าบิดา-มารดาเรา เราก็ย่อมทนไม่ได้ พรรคการเมืองไทยมีตั้ง 80 พรรค พรรคอื่น ผมไม่แตะต้องเลย แต่นี่ต้องทำในฐานะคนไทย เพราะติดตามพฤติกรรมมานานแล้ว" เขาให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยไม่กี่ชั่วโมงก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยเมื่อ 21 ม.ค. 2563
เขายืนยันด้วยว่า ไม่เคยพบบุคคลหลายคนที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ อนค. และแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนมาปรากฏเป็นหลักฐานประกอบคำร้องในคดียุบพรรคของเขา โดยเฉพาะ สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ.
"ที่ปรึกษา" สารพัดหน่วยงาน
ณฐพรอ้างถึงหน้าที่ของบุคคลตามมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้อง "พิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย" จึงยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีอิลลูมินาติ
ขณะเดียวกันเขายังบรรยายถึง "หน้าที่ที่เคยปฏิบัติ" ประกอบคำร้องที่ยื่นต่อสำนักงานอัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญไว้ว่าเคยเป็น "ที่ปรึกษาแก่ผู้ตรวจการแผ่นดินและประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 ปี" ก่อนเฉลยกับบีบีซีไทยว่าได้เข้าไปนั่งเป็นที่ปรึกษาผู้ตรวจฯชุด ศรีราชา วงศารยางกูร ระหว่างปี 2553-2559 นั่นเอง
ที่องค์กรอิสระแห่งนี้เองที่ทำให้ณฐพรได้ฝึกปรือการเขียน "คำร้อง" ไม่ใช่ "ใบปลิว"
"ผมเขียนสำนวนมา 6 ปี ทำหลักฐานมาตลอดตอนเป็นที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน คุณต้องเข้าใจว่าเจตนาของมนุษย์เป็นเรื่องนามธรรม จึงต้องเอาข้อมูลความคิดตั้งแต่อดีตไล่มาถึงปัจจุบัน เชื่อมโยงให้เห็นภาพ ไม่ใช่ว่าผมตัดแปะเอกสารอย่างที่คุณปิยบุตรพูดถึง เพราะถ้าย้อนศึกษาความคิดของคุณธนาธร คุณปิยบุตร ก็จะรู้ว่าความหมายของการประกาศทำภารกิจคณะราษฎร 2475 ให้สำเร็จ เขามีเจตนาอะไร"
นอกจากที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว ณฐพรยังพิมพ์นามบัตรเป็น "ที่ปรึกษา" ของอีกสารพัดหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ที่ปรึกษากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสารมวลชน การวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสารสนเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ฯลฯ
ยังไม่นับการเข้าไปนั่งเป็นกรรมการยกร่างกฎหมายของส่วนราชการต่าง ๆ อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม
ศิษย์พี่ร่วมสำนักกับ ธนาธร-ปิยบุตร
ก่อนมาถึงวันนี้ ณฐพรบอกว่าเขามีปริญญาบัตรรวมกัน 12 ใบจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอกของสถาบันต่าง ๆ จนมีคำนำหน้าชื่อว่า "ดอกเตอร์" ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า "เรียนจริง จบจริง รับปริญญาจริง" อาทิ ปริญญาเอกสาขากฎหมาย ม.รามคำแหง, ปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโทสาขาพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), ปริญญาโทสาขาวิชาการบริหารงานยุติธรรม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, ปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ม.เกษตรศาสตร์
ณฐพรจึงเรียกตัวเองว่าเป็น "รุ่นพี่" ของธนาธรที่เศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาฯ และอาจารย์ร่วมสำนักธรรมศาสตร์กับปิยบุตร แต่สอนต่างคณะ โดยณฐพรบอกว่าเขาเคยได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์พิเศษของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ซึ่งเขาจบการศึกษามาในปี 2549 นั่นเอง
"เราเป็นนักกฎหมาย ต้องอ่านหนังสือเยอะ ไหนจะต้องทำวิทยานิพนธ์อีก ผมนี่นักอ่านตัวยง ไม่ใช่อ่านเล่น ๆ นะ ห้องหนังสือผมน่าจะมีหนังสือสะสมไว้ไม่ต่ำกว่าหมื่นเล่มได้มั้ง"
ขณะที่ธนาธรเคยแจ้งรายการทรัพย์สินเป็นหนังสือจำนวน 2,000 เล่ม มูลค่า 1 ล้านบาท ส่วนนายปิยบุตรมีหนังสือ 2,500 เล่ม มูลค่า 1.25 ล้านบาท ในคราวยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
แม้นิยามตัวเองเป็น "คนรุ่นก่อน" แต่ณฐพรก็เป็น "แฟนประจำ" ตามอ่านหนังสือของปิยบุตรเน้น ๆ 4-5 เล่ม โดยเฉพาะหนังสือ "ราชมัลลงทัณฑ์ บัลลังก์ปฏิรูป" จึงสามารถนำมาเขียนลงคำร้องบรรยายพฤติกรรมผู้ถูกร้องได้
เขาบอกว่า อาชีพแรกของเขาคือทนายความ แต่ไม่ค่อยได้ขึ้นศาลมากนัก แต่คดีดังที่ทำ แต่ไม่อยากพูดมากก็คือการร่วมเป็นทีมทนายความ "เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ" ต่อสู้คดีช่วยเหลือ 3 คนไทยที่ติดคุกที่ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2554
นอกจากนี้ ณฐพรยังเคยเปิดร้านอาหารไทยในเยอรมนีสมัยหนุ่ม ๆ ซึ่งเป็นการเข้าฝึกอบรมระยะสั้น และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้รู้จักและศึกษาเรื่องราวขององค์กรลับ "อิลลูมินาติ" แล้วนำมาเชื่อมโยงว่า อนค. มีแนวคิดแบบเดียวกับองค์กรใต้ดินแห่งนี้
ถูกลูกต่อต้าน หลังยื่นคำร้องให้ศาลสั่งยุบ อนค.
หลังยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ อนค. เขายอมรับว่าเคยถูกลูกในไส้ 2 คนต่อต้านพ่อตัวเอง เพราะไม่เข้าใจ กระทั่งณฐพรต้องเอาข้อมูลเอกสารไปอธิบายทีละข้อ ๆ ให้ดูทีละข้อกล่าวหา แจกแจงความหมายของคำว่า "ปฏิกษัตริย์นิยม" คืออะไร ลูกจึงเข้าใจในสิ่งที่ทำ และก็ไปช่วยอธิบายต่อให้เพื่อน ๆ ของเขา
"ลูกผมยังเป็นวัยรุ่น 2 คน ก็ดูโซเชียลมีเดีย มีเจ้าลูกชายเรียน ม.ธรรมศาสตร์ เขาบอกจะไปเปลี่ยนนามสกุล เลิกใช้นามสกุลพ่อแล้ว" เขาย้อนความหลังที่เกิดขึ้นไม่นาน พลางหัวเราะเล็ก ๆ
เช่นเดียวกับภรรยาของเขาที่ตำหนิว่า "หาเรื่องใส่ตัว ไม่คุยกับผมอยู่เป็นสัปดาห์ เพราะไม่อยากให้ไปยุ่งย่ามกับการเมือง" ก็เป็นสิ่งที่เขาต้องอธิบายอยู่เหมือนกัน
แต่แล้วความกังวลใจของภรรยาก็เริ่มมีน้ำหนัก จน "นักร้องวัย 71 ปี" ต้องโร่ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันเมื่อ 20 ม.ค. 2563 หลังได้รับโทรศัพท์จากเบอร์โทรแปลก ๆ ที่โทรมาข่มขู่และด่าทอ ซึ่งส่วนตัวไม่ได้หวาดกลัวอะไร แต่มีเลขานุการ 2 คนที่เป็นสุภาพสตรี ก็เลยพาไปลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อความสบายใจ
จากอนาคตใหม่สู่ก้าวไกล
นอกจากจะเป็นผู้ร้องในคดี ชุมนุม 10 สิงหาแล้ว นายณฐพรยังเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้พิจารณาวินิจฉัยและเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล ฐานกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จากการกระทำ ส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ส่วนหนึ่งของคำร้องได้อ้างถึงการที่หัวหน้าพรรคและ ส.ส.พรรคก้าวไกลออกมาเคลื่อนไหว แสดงความเห็นทางการเมือง เข้าร่วมกับผู้ชุมนุมและใช้ตำแหน่งประกันตัวผู้ต้องหาในคดีชุมนุมทางการเมืองที่มีพฤติกรรมละเมิดกฎหมายและจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์
นายณฐพรวิเคราะห์ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 10 พ.ย. นี้จะมีผลต่อคำวินิจฉัยคดียุบพรรคก้าวไกลที่เขายื่นคำร้องต่อ กกต. กล่าวคือถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ชุมนุมเป็นการล้มล้างการปกครอง กกต. ก็น่าจะต้องสรุปสำนวนว่าการสนับสนุนผู้ชุมนุมของ ส.ส. และผู้บริหารพรรคก้าวไกลก็ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเช่นกัน