ศาลแพ่งไต่สวนนัดแรกคดีทายาทกรมพระยาชัยนาทฯ ฟ้องนักวิชาการ-"ฟ้าเดียวกัน" เรียก 50 ล้าน

หนังสือ

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, หนังสือของ ผศ.ดร. ณัฐพล ใจจริง ที่ทำให้เขาถูกทายาทของสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทฯ ฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท

วันนี้ (9 พ.ย.) ศาลแพ่งนัดไต่สวนครั้งแรกในคดีที่ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ทายาทสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ฟ้องร้องนักวิชาการและบรรณาธิการรวมทั้งหมด 6 คน ในฐานความผิดละเมิด ไขข่าวด้วยข้อความฝ่าฝืนความจริง เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท

คดีนี้ ม.ร.ว.ปรียนันทนา ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานปู่ของสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทฯ ยื่นฟ้อง ผศ.ดร. ณัฐพล ใจจริง ผู้เขียนวิทยานิพนธ์หัวข้อ "การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500)" และหนังสืออีก 2 เล่ม คือ "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ : ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ. 2475-2500)" และ "ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี : การเมืองไทยภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา 2491-2500" เป็นจำเลยที่ 1 โดยคำฟ้องสรุปใจความได้ว่า ผศ.ดร.ณัฐพลบิดเบือนความจริงด้วยความจงใจและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จในวิทยานิพนธ์ ทำให้กรมพระยาชัยนาทฯ ซึ่งเป็นต้นราชสกุลรังสิตได้รับความเสียหาย

ส่วนจำเลยที่ 2-6 ได้แก่ รศ.ดร. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์, นายชัยธวัช ตุลาธน บรรณาธิการหนังสือขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ และปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรคก้าวไกล, น.ส.อัญชลี มณีโรจน์ บรรณาธิการหนังสือ ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี, ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ผู้จัดพิมพ์หนังสือทั้ง 2 เล่ม และนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

ประเด็นสำคัญในวันนี้อยู่ที่การพิจารณาคำร้องของ ม.ร.ว. ปรียนันทนา ที่ขอให้ศาลออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวโดยสั่งระงับการเผยแพร่วิทยาพนธ์และหนังสือทั้ง 3 รายการจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

ผศ.ดร. ณัฐพล ใจจริง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร. ณัฐพล ใจจริง "จำเลยที่ 1" ในคดีนี้ปัจจุบันเป็นรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้มีคำสั่งในประเด็นนี้เนื่องจากนายสมผล ตระกูลรุ่ง ทนายความของ ม.ร.ว.ปรียนันทนา ได้ขอถอนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวต่อศาล โดยให้เหตุผลว่าจำเลยได้พิมพ์หนังสือเพิ่มและเผยแพร่ไปทั่วแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะขอคุ้มครองชั่วคราว

"มันไม่มีประโยชน์ที่จะขอให้ระงับการเผยแพร่ในตอนนี้ เพราะเขาพิมพ์ไปตั้งเยอะ เผยแพร่ไปในวงกว้างแล้ว (การขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราว) มีแต่จะทำให้คดีล่าช้าออกไป" นายสมผลอธิบายเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยถึงเหตุผลที่ถอนคำร้อง

ทนายความของ ม.ร.ว.ปรียนันทนากล่าวว่าเหตุที่ดำเนินการฟ้องร้องในคดีนี้เพราะโจทก์ได้รับความเสื่อมเสียจาก "การกระทำที่บิดเบือน" ของจำเลยในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทฯ ซึ่งฝ่ายโจทก์เชื่อว่า "เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจ ไม่ใช่ผิดพลาดแบบไม่ตั้งใจ"

นายสมผลกล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าเสียหาย 50 ล้านบาทนั้นพิจารณาจากความเสียหายของชื่อเสียงและสถานะทางสังคมของโจทก์ และยืนยันว่าลูกความของเขาต้องการให้มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง

ประเด็นอื่น ๆ ที่ศาลพิจารณาในวันนี้คือ คำร้องของฝ่ายจำเลยที่ขอให้ศาลนำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาเป็นจำเลยร่วมในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์วิทยานิพนธ์ฉบับดังกล่าว แต่ศาลได้ยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าจุฬาฯ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดีนี้

นอกจากนี้ศาลยังได้ไต่สวนเรื่องการส่งหมายศาลให้ ผศ.ดร.ณัฐพล ซึ่งอ้างว่าการส่งหมายศาลที่ไม่ ทำให้เขาไม่ได้สามารถยื่นคำให้การตามกำหนดเวลา โดยศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะให้ ผศ.ดร.ณัฐพลยื่นคำให้การได้หรือไม่ในวันที่ 30 พ.ย. นี้

ก่อนหน้านี้ ผศ.ดร. ณัฐพลชี้แจงถึงประเด็น "ข้อผิดพลาด" ในวิทยานิพนธ์ของเขาในส่วนที่เกี่ยวกับสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทฯ ว่า หลังจากมีการทักท้วงในเรื่องนี้เขาไม่ได้นิ่งนอนใจและได้รีบตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องในทันที และพบว่าเขาอ่านเอกสารผิดพลาดจริง จึงได้แสดงเจตจำนงขอแก้ไขประเด็นนี้ต่อบัณฑิตวิทยาลัยในทันที แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้แก้ไข ซึ่งเป็นกฎที่ใช้กับวิทยานิพนธ์ทุกเล่มที่ผ่านกระบวนการสอบเสร็จสมบูรณ์แล้ว และบัณฑิตวิทยาลัยได้ดำเนินการระงับการเผยแพร่วิทยานิพนธ์ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าการอ่านเอกสารผิดพลาดหนึ่งจุดนี้ ไม่มีผลกระทบต่อข้อถกเถียงหลักของวิทยานิพนธ์ และ "ต่อให้ตัดข้อความดังกล่าวทิ้งก็ไม่กระทบแต่อย่างใด เพราะยังมีหลักฐานอีกจำนวนมากที่ใช้ประกอบสร้างข้อถกเถียงหลักของบทนั้น"

นักวิชาการอาวุโสระบุ "เสียใจ" ที่ตกเป็นจำเลย

รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ซึ่งตกเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ออกแถลงการณ์ก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีว่า "มีความเสียใจ" ที่ตกเป็นจำเลยในคดีที่เกี่ยวข้องกับวิทยานิพนธ์ที่เธอเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

รศ.ดร.กุลลดา วัย 75 ปี ซึ่งเดินทางมาที่ศาลด้วยตัวเองโดยต้องนั่งรถเข็นเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ ระบุในแถลงการณ์ว่า การฟ้องร้องเธอในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เป็นการละเมิดหลักการเสรีภาพในการแสดงออกและในทางวิชาการ

ส่วนการตีพิมพ์หนังสือที่เป็นผลผลิตของวิทยานิพนธ์นั้นเธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ

รศ.ดร.กุลลดากล่าวด้วยว่า คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าวิทยานิพนธ์นี้สอบผ่าน และเป็นวิทยานิพนธ์ดีมาก ซึ่งเป็นงานวิชาการที่เปิดให้มีการโต้เถียงได้โดยเสรี หากจุฬาฯ มีความเป็นสถาบันวิชาการในระดับสากลควรต้องรับรองหลักการดังกล่าวในสถาบัน

"เป็นที่น่าเสียใจว่าจุฬาลงกรณ์ไม่ได้ยอมรับหรือกระทำตามหลักการที่มีความเป็นสากลนี้ และไม่ได้ดำเนินการปกป้องในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งทำตามคำสั่งของมหาวิทยาลัยอย่างที่ควร แต่กลับแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนบทบาทของเธอในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาดังกล่าว

"และในทางตรงกันข้าม ดิฉันกลับได้รับการสนับสนุนกำลังใจ ไมตรีจิต และความช่วยเหลือจากอาจารย์อาวุโสของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทน ซึ่งดิฉันขอขอบพระคุณ ณ ที่นี้ด้วย" รศ.ดร.กุลลดาระบุในแถลงการณ์

คำบรรยายวิดีโอ, ไชยันต์ ไชยพร จาก "มวลชนพันธมิตรฯ" สู่หัวหน้าทีมวิจัยเรื่องมวลชนในยุค ร.9

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของ รศ.ดร.กุลลดา กล่าวว่าคดีนี้เป็นการบรรยายฟ้องและกล่าวอ้างที่เกินเลย ไม่เป็นความจริงและเป็นการใช้สิทธิ์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต

"การทำวิทยานิพนธ์ และการอนุมัติทั้งยังได้รับการเชิดชูว่า เป็นวิทยานิพนธ์ดีเยี่ยม เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีกฎหมายรองรับและชอบด้วยกฎหมาย" นายวิญญัติกล่าว

"ไม่ปรากฏตามคำฟ้องและข้อเท็จจริงว่าจำเลยคนใดได้กระทำต่อโจทก์โดยตรงอันจะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ให้ได้รับความเสียหายเลย แต่เรื่องนี้น่าจะเป็นความเข้าใจของฝ่ายโจทก์ที่มองว่าอาจารย์ที่ปรึกษามีส่วนร่วมรู้เห็นในการเขียนงานวิทยานิพนธ์" ทนายความของ รศ.ดร.กุลลดากล่าว

ล่าสุด สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนและประณามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ไม่ปกป้องบุคลากรของมหาวิทยาลัย ไม่ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยที่กล่าวอ้างว่าเป็น "สถาบันการศึกษาชั้นสูง" และระดับ "สากลโลก" เสื่อมสียที่ไม่เคารพหลักการอันเป็นสากลด้านเสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเสรีภาพทางวิชาการ