You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เปิดประเทศ: ชีวิต โอกาส ความหวัง ของคนเล็ก ๆ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หลัง 1 พ.ย.
- Author, เรื่องโดย พศิกา เขินอำนวย และ สมิตานัน หยงสตาร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงษ์
จากสถิติสูงสุดในปี 2562 ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกว่า 39 ล้านคนเดินทางเข้าไทย สร้างรายได้ 1.9 ล้านล้านบาท คนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องเผชิญ "จุดต่ำสุด" หลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563
แนวคิดของรัฐไทยในการกดยอดผู้ติดเชื้อให้เป็นศูนย์ ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติกลายเป็นศูนย์ตามไปด้วย ส่งผลให้คนในภาคธุรกิจท่องเที่ยวต้องเผชิญภาวะงานหาย รายได้หาย และไปถึงขั้นกิจการบางส่วนต้องล้มหายตายจากไป
ล่าสุดรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำเสนอแนวคิดใหม่ แนะคนไทยหาทาง "อยู่ร่วมกับโควิด-19" ให้ได้ ประกาศเปิดประเทศเพื่อเปิดเศรษฐกิจ ผ่อนคลายให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วจาก 45 ประเทศ และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เดินทางเข้าไทยได้ตั้งแต่ 1 พ.ย.
"นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่เราจะเริ่มเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวให้เข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว" คือส่วนหนึ่งจากแถลงการณ์เปิดประเทศของ พล.อ. ประยุทธ์ ที่แจ้งต่อประชาชนชาวไทยในช่วงหัวค่ำของ 11 ต.ค.
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประมาณการว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว 5 เดือนข้างหน้า (พ.ย. 2564-มี.ค. 2565) จำนวน 1.1 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท
ทว่าประชาชนใน 17 จังหวัดที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวถึง 92.4% มีความกังวลใจต่อการเปิดประเทศ ตามผลสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในระหว่างวันที่ 14-25 ต.ค. โดย 75.8% หวั่นว่าจะเกิดการระบาดระลอกใหม่
บีบีซีไทยสนทนากับคนตัวเล็ก ๆ จาก 4 สาขาอาชีพที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกี่ยวกับชีวิตยุคโควิด โอกาส และความหวังหลังเปิดประเทศ
"บ้านหลังที่หนึ่ง" ของโชเฟอร์วัย 70 กับ "ภาพจำแท็กซี่ยุคโควิด"
ในขณะที่ผู้คน "อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ" ตามคำขวัญรณรงค์ของทางการเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สง่า ถาวร คนขับรถแท็กซี่ชาวศรีสะเกษ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในยานพาหนะสีชมพู ซึ่งเขาเปรียบเปรยเป็น "บ้านหลังที่หนึ่ง" ขับวนไปบนถนนรอบกรุงเทพฯ ตามแต่ผู้โดยสารจะว่าจ้าง
"มันอยู่ในรถทุกวัน ปีที่แล้ว ผมวิ่ง 365 วันไม่ได้หยุด" สง่าเล่า
แม้เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง-อ่อนไหวต่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากอายุย่างเข้า 70 ปี และยังมีโรคประจำตัวเป็นหอบหืด แต่เขายังคงออกวิ่งรถเพื่อหาค่าอาหาร 3 มื้อ ค่าเช่าบ้าน และเก็บเงินสะสมส่งให้ครอบครัว
"กลัวก็ต้องทำ มันไม่มีกิน... ที่บ้านก็ห่วงมากเลย คนมีอายุมันติดง่าย ผมก็ต้องระวังตัวเอง มีสเปรย์ มีอะไรในรถหมด เจลอะไรทาหมด"
ก่อนยุคโรคระบาด สง่าเช่ารถวิ่งกะกลางคืน ออกจากอู่รถย่านพระราม 4 ไปประจำการอยู่เส้นถนนสุขุมวิทเพื่อรับลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เมื่อหักค่าใช้จ่ายรายวันแล้ว ยังมีเงินเหลือ 400-500 บาท กระทั่งปลายปี 2563 เพื่อนร่วมอู่ทยอยกลับภูมิลำเนาเพื่อประหยัดค่ากินอยู่ในเมืองหลวง ทำให้รถเหลือเกินจำนวนคนเช่า เถ้าแก่จึงทั้งลดค่าเช่าและให้โชเฟอร์นำรถไปขับควงกะได้ทั้งวัน แต่นั่นไม่ได้หมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้น
"ผู้โดยสารน้อยมาก วิ่ง 2 ชั่วโมง ก็ยังไม่เจอผู้โดยสารสักทีครับ ได้เงิน 300 บาท เติมแก๊สไป 100 กว่าแล้ว ก็ยังไม่พอกิน"
"โอ้ย... มันแย่ทุกวัน บางทีวิ่งตี 5 ไปเลิก 2-3 ทุ่ม มันเหนื่อยหน่อยก็ต้องทนเอา จอดพักบ้างอะไรบ้าง เป็นของธรรมดาครับ ผู้สูงวัยมันก็เหนื่อย"
ตลอด 44 ปีที่ขับรถรับจ้างสาธารณะ ชายสูงวัยไม่เคยเห็นถนนร้างไร้ผู้คนขนาดนี้มาก่อน ในระหว่างขับรถตระเวนหาลูกค้าซึ่งไม่รู้จะมาเมื่อไร เขามักเปิดรายการธรรมะ หรือฟังบทสวดมนต์ชินบัญชร เพื่อปลุกขวัญ-เสริมกำลังใจให้ตัวเอง แม้หาเงินไม่ได้ก็วิ่งต่อไป เพราะ "คนอื่นเขาก็ไม่ได้เหมือนกัน" บางวันไม่ได้เงิน แต่โชคดีได้ "อาหารชั้นดี" เป็นข้าวกล่องที่ผู้ใจบุญนำมาแบ่งปันให้ผู้ด้อยโอกาส
"บางครั้งขับผ่านไปเจอ เขาโบกรถ เราก็ได้ (ข้าวกล่อง) ผมก็โอว ดีใจ กระเพราไก่มีไข่ดาวด้วย ขอบพระคุณมากครับ" เขาเล่าพลางยกมือไหว้ขอบคุณผู้ใจบุญที่เขาไม่รู้จักชื่อ
รายได้ประจำเพียงแหล่งเดียวของผู้ขับรถรับจ้างคือเบี้ยยังชีพผู้อายุ 600 บาท ทว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เขาจะมีโอกาส "กำเงินหมื่น" เป็นเงินเยียวยาแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ อายุ 65 ปีขึ้นไป ในพื้นที่ 29 จังหวัดสีแดง
สัปดาห์สุดท้ายก่อนเปิดประเทศ สง่าได้ยินข่าวจากโชเฟอร์ร่วมอู่ว่าหลังรัฐบาลยกเลิกเคอร์ฟิว เถ้าแก่อาจปรับขึ้นค่าเช่ารถ จึงคาดหวังว่าถ้านักท่องเที่ยวเข้ามาได้ การหาเงินทองของคนหาเช้ากินค่ำอาจพอกระเตื้องขึ้นบ้าง
"อาชีพของผมคือขับแท็กซี่มาตลอด ไม่มีอาชีพอย่างอื่น มันหมดที่จะทำอย่างอื่นได้แล้ว เราก็ใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์ พอทำได้ก็เอา... ครอบครัวมันไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาก็อย่างนี้ล่ะครับ" สง่ากล่าวทิ้งท้าย
นอกจากความลำบากของพลขับ ผู้ครอบครองรถแท็กซี่เองก็กำลังกระอักหนักกับพิษโควิด-19 หนึ่งในนั้นคือสหกรณ์บวรแท็กซี่-ราชพฤกษ์แท็กซี่ที่ต้องนำรถราว 2,000 คัน กระจายไปจอดตามที่ต่าง ๆ เหลือวิ่งบนท้องถนนไม่ถึง 1,000 คัน ในเวลาเกือบ 2 ปีนับจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
จากปลายปี 2563 ที่มีโชเฟอร์นำรถมาคืน 1-2 คัน/วัน พอเข้าสู่เดือน มี.ค.-เม.ย. 2564 เริ่มมีสมาชิกนำรถมาคืนทุกวัน ๆ พร้อม ๆ กัน จนยอดสะสมพุ่งสู่หลักพันคัน สร้างหนี้ก้อนโตให้แก่สหกรณ์
"มันเยอะขึ้น จนเรารู้สึกว่าอุ้ย ไฟแนนซ์ก็เร่งรัด ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น แต่รายได้เราน้อยลง นี่คือช่วงกลางปีที่แล้ว แบบโอ้ย... ไม่ไหวแล้วนะ" นฤมล รัศมีจีรวิไลย ผู้จัดการสหกรณ์บวรแท็กซี่ จำกัด กล่าว
ข้อมูลจากที่ปรึกษาสหกรณ์บวร-ราชพฤกษ์แท็กซี่ที่เปิดเผยต่อสาธารณะระบุว่า รถแต่ละคันยังติดไฟแนนซ์อยู่ 5-8 แสนบาท นั่นหมายความว่าสหกรณ์ซึ่งครอบครองรถ 3,000 คัน ต้องแบกรับภาระหนี้สินถึง 15,000-24,000 ล้านบาท
"เขา (รัฐบาล) หยุดพักหนี้ให้ แต่ไม่ได้พักดอกเบี้ย เขาพัก 6 เดือน แต่รถเราจอดเป็นปี ก็ต้องเอาเงินสหกรณ์หมุนเวียนไปจ่ายไฟแนนซ์ พอไม่มีเงินจ่าย ก็ต้องยุติ ก็เกิดดอกเบี้ยอีก" นฤมลแจกแจง
เหตุผลในการคืนรถที่ผู้จัดการสาวได้ยินทุกวันจนจำขึ้นใจคือ กลัวติดโควิด หรือวิ่งรถแล้วหาเงินไม่ได้ ไม่คุ้มกับค่างวด/ค่าเช่า แม้สหกรณ์จะช่วยเหลือสมาชิกด้วยการลดค่างวดเหลือ 300-500 บาท/วัน จากเดิม 850-1,000 บาท/วัน แล้วก็ตาม นอกจากนี้ยังมีโชเฟอร์บางรายทิ้งรถไปดื้อ ๆ โดยไม่แจ้งเหตุผล ไม่มีกระทั่งคำลา
ยอด "รถไร้พลขับ" ของสหกรณ์บวรแท็กซี่ ทำให้เกิด "ภาพจำแท็กซี่ยุคโควิด" บนพื้นที่รกร้างภายในซอยบางแวก 6 เขตภาษีเจริญ ที่ได้รับการแผ้วถางให้เป็น "ลานจอดรถถาวร" ของทางสหกรณ์ ก่อนที่รถซึ่งจอดแน่นิ่งเป็นแรมปีจะกลายสภาพเป็นแปลงปลูกพืชผักสวนครัวบนหลังคา และบ่อเลี้ยงกบในยางรถ
"ประธาน (สหกรณ์) เขาอาจเห็นว่าสภาพรถเหมือนตายเป็นซาก รถราคาล้านกว่าบาท อยู่ดี ๆ ต้องมาปลูกผักเพราะอะไร ไม่มีสมาชิกมาออก เขาอาจคิดว่าอยากให้รัฐบาลเห็นว่ารถมันจอดอย่างนี้ เอามาปลูกผักยังทำประโยชน์ได้มากกว่า ดีกว่าจอดทิ้งไว้เปล่า ๆ" นฤมลระบุ
อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลประกาศเปิดประเทศ 1 พ.ย. ก็เริ่มมีสมาชิกกลับมาออกรถราว 20% ตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. โดยสหกรณ์มีต้นทุนเพิ่มจากการต้องฟื้นฟูและซ่อมแซมรถให้กลับมาใช้งานได้ ซึ่งนฤมลประเมินว่ามีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ 20,000-60,000 บาท/คัน เพื่อตรวจเช็คและซ่อมพื้นฐาน 10 รายการ รวมถึงต้องต่อประกันภัย และ พ.ร.บ.รถยนต์
ผู้รอดชีวิตของธุรกิจโฮสเทล
คงไม่มีใครคาดคิดว่าในช่วงชีวิตหนึ่ง จะได้เห็นภาพกรุงเทพฯ ต้องหลับใหล ไม่เว้นกระทั่งตลาดกลางคืนอย่างถนนข้าวสาร ที่เคยคึกคักและคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่วันนี้กลายเป็นภาพสะท้อนบาดแผลจากโรคระบาดโควิด-19 ที่นอกเหนือไปจากความรุนแรงทางอาการของโรค
"ข้าวสารมันเป็นเหมือนถนนปาร์ตี้อย่างเดียวจริง ๆ ถ้าการไม่ได้ให้กินแอลกอฮอล์ได้ เราก็คิดว่าตัวนักท่องเที่ยวอาจจะไม่กลับมา" วิวรรณ สิริวเสรี เจ้าของ TALES Khaosan โฮลเทลขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ห่างจากถนนข้าวสารเพียง 300 เมตร กล่าวถึงแผนเปิดประเทศ แต่ยังไม่เปิดสถานบันเทิงและร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ประสบการณ์ของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2560 ควักทุนประเดิมไป 5 ล้านบาท เนรมิตห้องแถวขนาด 1 คูหา ให้กลายสภาพเป็นเหมือนรถไฟตู้นอน รวม 22 เตียง ตั้งเป้าหมายคืนทุนภายใน 5 ปี ทว่าเกือบทั้งปีที่ 3 ข้ามมาถึงสิ้นปีนี้ เธอต้องกัดฟันสู้กับจำนวนลูกค้าหลักหน่วย หรือเป็นศูนย์ในบางวัน
"แอบคิดเหมือนกันว่าเปิดประเทศแล้ว ถนนข้าวสารมันไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วจะทำยังไง ก็กลัวอยู่"
"จริง ๆ เหมือนเราโดนรัฐบาลหลอกมาหลายรอบแล้ว เราไม่มั่นใจเลยว่าครั้งนี้มันจะเปิดได้จริงไหม... กลัวว่าถ้าเปิดปุ๊บแล้วมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จะปิดอีกรอบไหม ก็มีความไม่มั่นใจอยู่"
โดยปกติ ลูกค้าของโฮสเทลแห่งนี้ 98% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงไม่แปลกหากวิวรรณจะกังวลใจต่อมาตรการเปิดประเทศว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวขาเข้าได้จริงหรือไม่ หลังหน่วยงานของรัฐแนะนำผู้ประกอบการให้ปรับกลยุทธ์หันมารุกตลาดในประเทศช่วงปิดบ้านปิดเมือง แต่นั่นไม่ใช่ทางรอดของธุรกิจโฮสเทล
"เราก็อยากได้นักท่องเที่ยวคนไทยเหมือนกัน แต่พอเป็นโฮสเทล คนไทยหรือคนเอเชียก็ตาม จะไม่ชอบการที่ห้องน้ำรวม หรือนอนรวม ผู้หญิงผู้ชายนอนห้องเดียวกันแล้วรู้สึกประหลาด รู้สึกไม่ปลอดภัย"
ในช่วงต้นของสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 โฮสเทลหลายแห่งยังมีลูกค้าชาวต่างชาติตกค้าง จากนั้นเมื่อรัฐบาลประกาศปิดประเทศอย่างเป็นทางการ ทุกอย่างก็ "เงียบและร้าง"
จำนวนลูกค้าเป็นศูนย์ ทำให้ลูกจ้างราว 10 ชีวิตที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงานในแต่ละวันจำต้องหางานอื่นไปโดยปริยาย ส่วนวิวรรณและน้องสาวต้องช่วยกันทำทุกหน้าที่เพื่อลดต้นทุนค่าแรง ซึ่งเคราะห์ดีของเธอคือเจ้าของอาคารลดค่าเช่าให้ถึง 85%
"ในกรุงเทพฯ เราเห็นโฮสเทลเจ้าใหญ่ ๆ ปิดตัวลงเยอะมาก ก็เสียใจ จิตตกมากเลย เพราะเขาน่าจะไปได้ดีกว่านี้ ก็รู้สึกว่ามีเพื่อนร่วมธุรกิจหายไปเยอะ ยิ่งในข้าวสารแล้ว คือนับโรงได้เลยว่าเหลือไม่กี่โรงแล้ว"
"ปกติโฮสเทลเราสู้กับโฮสเทลด้วยกันเอง แต่ตอนนี้เหมือนเราไปสู้กับพวกโรงแรมสี่ห้าดาวด้วย เขาลดราคาลงมาต่ำมาก... ของเราเริ่มต้นที่เตียงละ 300 (บาท) อยู่แล้ว มันไม่สามารถจะลดลงไปกว่านี้อีกแล้ว"
ทางเลือก-ทางรอดของโรงแรมในช่วงโควิดคือปรับตัวเป็นสถานที่กักตัวทางเลือก (ASQ/ALQ) หรือฮอสปิเทล (Hospitel) ทั้งนี้สมาคมโรงแรมไทยระบุว่าโรงแรมใน กทม. กว่า 100 แห่งปรับตัวเป็นฮฮสปิเทล รวมกว่า 20,000 เตียง แต่นี่ก็ไม่ใช่ทางที่โฮสเทลจะเลือกเป็นได้อีก
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของ TALES Khaosan อาจต่างออกไป เนื่องจากมีบริการคาเฟ่เล็ก ๆ ในชั้นล่าง จึงมีคอกาแฟแวะเวียนมาไม่ขาดสาย นอกจากนี้การออกแบบพื้นที่ใช้สอยด้วยความคิดสร้างสรรค์ยังทำให้เกิดรายได้อีกทางจากการให้บริการเช่าสถานที่ถ่ายภาพ วิวรรณจึงยังไม่ถึงขั้น "เข้าเนื้อ" กับความพยายามประคับประคองธุรกิจที่ก่อร่างมา
แม้ 1 พ.ย. นี้ ไม่กระตุ้นต่อมความหวังของเธอ และมองข้ามไปที่ปี 2565 มากกว่า แต่ในฐานะ "ผู้รอดชีวิต" เพียงไม่รายของธุรกิจโฮสเทล วิวรรณเชื่อว่าจะไปต่อได้ในธุรกิจนี้
"เราแอบมีความมั่นใจว่าฝั่งประเทศยุโรป อเมริกา เขาดูเป็นคนไม่กลัวโควิดเท่าไร เหมือนเราเองก็โหยหาการท่องเที่ยว บางทีเราแค่รู้สึกอยากไปเดินตลาดกระทบไหล่คนบ้าง ลูกค้าต่างชาติก็น่าจะรู้สึกแบบเดียวกัน คิดถึงการได้พูดคุยกับเพื่อนหลากหลายประเทศ คิดว่ายังรอดอยู่ เพราะยังไงมนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคม"
ขณะที่ สง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บัดดี้ กรุ๊ป จำกัด หนึ่งในเจ้าของสถานบันเทิงย่านข้าวสาร เห็นว่า การกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่สามารถเยียวยาธุรกิจกลางคืนได้ ตราบที่รัฐบาลยังห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกกอฮอล์ ย่านท่องเที่ยวกลางคืนก็จะยังไม่กลับมาคึกคัก ส่วนผู้ประกอบการก็เลือกที่จะสังเกตสถานการณ์ก่อน เพราะไม่ต้องการแบบรับต้นทุนที่สูญเปล่าอีก
ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการย่านถนนข้าวสารทั้งธุรกิจที่พัก ร้านนวด ได้คืนพื้นที่จำนวนมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าลูกค้ากว่า 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 20% เป็นคนไทย
"แสงสว่างเพียงน้อยนิด" ของไกด์
อาชีพมัคคุเทศก์ซึ่งมีรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 100% ถือเป็นอาชีพแรกที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้าอย่างจังตั้งแต่ปลายปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการพบโรคปอดบวมรุนแรงหลายกรณีในจีนด้วยซ้ำไป
"ใช่ ไม่คิดว่าจะรุนแรง… จริง ๆ เราผ่านมาเยอะแล้ว จะเป็นไข้หวัดนก ไข้หวัดซาร์ส จะเป็นเรื่องการเมืองหรืออะไรหลาย ๆ อย่างก็ผ่านมาเยอะมาก เราก็เลยคิดว่าเดี๋ยวก็คงจะดีเอง คงจะไม่มีอะไรมาก แล้วก็ตู้ม…" ชัยกรณ์ บุญยะภาค อายุ 53 ปี ซึ่งประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ภาษาสเปนและโปรตุเกสมายาวนานกว่าครึ่งชีวิต กล่าว
เขาไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่ากรุ๊ปนักท่องเที่ยวที่เขาดูแลเมื่อเดือน พ.ย. 2562 จะกลายเป็นโอกาสสุดท้ายในการทำอาชีพที่เขารัก ก่อนจะต้องตกงานและผันตัวมาเป็นพ่อค้าขายอาหารในที่สุด
หลังโควิดระลอกแรกผ่านไปได้ 6 เดือน ชัยกรณ์ปรับตัวมาขายสปาเก็ตตี้ฟิวชันสไตล์ไทย โดยเน้นการออกบูธขายอาหารตามห้างสรรพสินค้ากับสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย จากรายได้สูงสุดต่อเดือน 50,000-60,000 บาท ลดลงเหลือเพียงวันละไม่ถึง 500 บาท การใช้ชีวิตและตัวตนของชัยกรณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จาก "ผู้นำ" กรุ๊ปทัวร์ กลายมาเป็น "ผู้รับฟัง" ทำตามออเดอร์ของลูกค้า
"เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริง อยู่ในปัจจุบัน อย่างเป็นไกด์เราเป็น 'ผู้นำ' ระบบความคิดของเราจะเป็นแผนการทุกอย่างว่าต้องจุดนั้นจุดนี้ ทานข้าวตรงไหน แต่พอมาขายอาหารเราก็กลายเป็น 'ผู้รับฟัง' ลูกค้าอยากจะทานแบบนี้เราก็ต้องเปลี่ยนทำให้ได้ มันคือคนระบบไปเลย"
การหายไปของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กระทบต่อรายได้ของไกด์ที่มีใบอนุญาตอยู่ราว 70,000 คนในไทย ข้อมูลจากกรรมการสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย ระบุว่ามัคคุเทศก์บ้างก็ผันตัวไปเป็นล่าม บ้างก็กลับบ้านเกิดไปปลูกเห็ด ทำไร่ชา ทำสวนยางพารา บ้างก็เป็น รปภ. แต่งานค้าขายคืออาชีพยอดฮิตของเหล่าไกด์
แม้การเปิดประเทศจะใกล้เข้ามาขึ้นทุกวัน แต่ชัยกรณ์บอกว่าจนบัดนี้เขาและเพื่อน ๆ มัคคุเทศก์ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากลูกค้าและบริษัททัวร์แต่อย่างใด เนื่องจากการจัดกรุ๊ปทัวร์จะต้องผ่านกระบวนการติดต่อจองล่วงหน้าไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน จึงไม่ได้แปลว่าพอเปิดประเทศแล้ว มัคคุเทศก์จะสามารถกลับไปทำอาชีพเดิมได้ทันที ดังนั้นชัยกรณ์จึงเลือกที่จะโฟกัสที่การขายอาหารเพื่อหารายได้วันต่อวัน เน้นการอยู่กับปัจจุบัน ไม่ยึดติดกับอดีตและไม่คาดหวังถึงอนาคตมากนัก เพราะอาจจะต้องเจอการเปลี่ยนแปลงอีก
"มันเหมือน 'แสงสว่างเพียงน้อยนิด' น่ะ เราผ่านมาแล้ว 2 ปี เปิดประเทศปุ๊บ เราก็ต้องหวัง อาจจะเปิดได้หรือเปิดไม่ได้ เราก็ไม่รู้ แต่เราต้องหวังว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องทำได้ เราต้องกลับไปอาชีพเดิมของเรา"
ไพศาล ซื่อธานุวงศ์ กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นถึงการเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. ว่า แสงสว่างแห่งความหวังคงยังไม่เกิดขึ้นในทันที เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวของไทยในช่วง 2 ปีนี้อ่อนแอมาก มีผู้ประกอบการสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งเลือกปิดกิจการไป เช่น สวนเสือศรีราชา จ.ชลบุรี ปางช้างแม่สา จ.เชียงใหม่ และโรงละครสยามนิรมิต กทม. ทำให้ความน่าสนใจของไทยในฐานะประเทศท่องเที่ยวย่อมลดลงไปด้วย
นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปจากวิกฤตโควิด ซึ่งเขาวิเคราะห์ว่าในการเริ่มต้น นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะเริ่มเป็นลักษณะกลุ่มย่อย อาจเป็นครอบครัว 4-6 คน หรือคู่รักมาฮันนีมูน การเอาคน 30 คนมาอยู่ในรถบัสคันเดียวกัน กินเหมือนกัน นอนที่เดียวกัน ในอนาคตอาจไม่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวแล้ว
ไพศาลชี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ "การสร้างความเชื่อมั่นต่อนานาประเทศว่าประเทศไทยเป็นที่ที่ปลอดภัย" และคงต้องรอไปอีกสักระยะหนึ่งกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง
"เชื่อได้ว่าถึงแม้เราเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวก็อาจจะยังไม่มา หรือมาน้อยมาก ส่วนหนึ่งเราก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศ แต่อย่างน้อยการออกมาประกาศเปิดประเทศก็ทำให้บทบาทของไทยในเวทีโลกกลับมาเป็นจุดโฟกัสอีกครั้งหนึ่ง" กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์ฯ กล่าว
ปัจจุบันของร้านอาหารกระแสรอง
เฮมล็อก (Hemlock) ร้านอาหารไทยบนถนนพระอาทิตย์ที่ประกาศตัวเป็น "culture club" ในยุคบุกเบิก หาใช่เพียงแหล่งสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว เนตรนภิส วรศิริ-ปีติ กุลศิโรรัตน์ แต่ยังเป็น "พื้นที่ชีวิต" ของทั้งคู่ตลอดระยะเวลา 27 ปี ในฐานะจุดรวมพลมิตรสหาย ทั้งศิลปิน นักดนตรี นักคิด และนักเขียน แม้แต่งานฉลองสมรสของทั้งคู่ก็ถูกจัดขึ้นที่นี่
เมื่อลมหายใจธุรกิจแผ่วลงด้วยพิษโควิด-19 ชีวิตของเนตรนภิสจึงพลิกผัน จากเคยเริ่มทำงานช่วงบ่ายแบบชิล ๆ เธอต้องรุดไปร้านแต่เช้า เพื่อให้ทันทำข้าวกล่องส่งในมื้อกลางวันและมื้อเย็น เพราะปัจจุบันเหลือลูกจ้าง 1 คนถ้วนคือแม่ครัว
"ในภาวะแบบนี้มันเหลือจะพอ เพราะไม่มีออเดอร์ แทบไม่ได้เปิดบิลอะ ไม่ใช่แบบวันเดียวด้วยนะ ในหนึ่งเดือนมีหลายวันที่เป็นแบบนี้ แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนไปจ้างเด็ก ๆ" เนตรนภิสบอก
ชาวต่างชาติที่หายไป ทำให้เฮมล็อกเสียฐานลูกค้าหลักราว 90% ทันที รายได้ที่เคยแตะหลักหมื่น ปัจจุบันมีตั้งแต่ 0, 300, 500 และไปถึง 1,000 บาท เงินทองที่สามี-ภรรยาคู่นี้เก็บสะสมมาทั้งชีวิต จึงค่อย ๆ ถูกดึงออกใช้ประคับประคองร้าน ทั้งจ่ายค่าเช่าที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต
ปิติเล่าว่า ฐานลูกค้าของเฮมล็อกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นชาวต่างชาติในทศวรรษ 2540 โดยเริ่มต้นจากฝรั่งที่สนใจมาเสพวัฒนธรรมนอกเหนือจากการกินอาหาร ก่อนพัฒนา "ฝรั่งกระแสหลัก" ที่ตามรอยหนังคู่มือนักท่องเที่ยวหลายเล่มมาชิมอาหาร
"เราห่างจากคนไทยมานาน เราไม่ได้เข้าไปอยู่ในกระแสหลัก เราเป็นเจอเนอเรชันของหนังสือ ไกด์บุ๊กทุกเล่ม ดังนั้นการจะให้เรามาทำตลาดใหม่ให้คนไทยรู้จักช่วงที่มันกระทันหันแบบนี้ไม่ง่าย และในสภาพที่มีการเดลิเวอรีเต็มไปหมด มันก็กลายเป็นร้านคอนเน็กชันใครคอนเน็กชันมันแล้ว แต่ละคนก็มีเพื่อนทำร้านอาหารเต็มไปหมด ทุกคนแห่มาทำร้านอาหารกันหมด ความหวังเดียวต้องรอต่างชาติกลับมาใหม่" ปิติระบุถึงมาตรการที่จะช่วย "ชุบชีวิต" ผู้ประกอบการอย่างเขา
แม้ผ่านประสบการณ์ทำร้านอาหารมาเกินครึ่งชีวิต แต่เจ้าของร้านรายนี้ไม่อาจคาดการณ์ชีวิตวิถีใหม่ (นิวนอร์มัล) ของร้านอาหาร ภายใต้การบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 และแผนจัดการวัคซีนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดสภาพการณ์ที่ปิติบรรรยายไว้ว่า "คลุมเครือ กระอักกระอ่วน กลับไปกลับมา ทุลักทุเล อเนจอนาถ" พร้อมคาดการณ์ว่าภายหลังเปิดประเทศ การท่องเที่ยวไทยจะ "โตแบบเซ็ง ๆ"
"พอนักท่องเที่ยวกลับเข้ามา โควิดอาจจะระบาดอีกระลอก แล้วการท่องเที่ยวก็ถูกทำให้เป็นผู้ร้ายไปอีก เป็นแพะรับบาปไปอีก คล้าย ๆ กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นแพะรับบาปตลอด คือการท่องเที่ยวต้องมาเป็นแพ็ค ทั้งบรรยากาศ การเอื้ออำนวย เขามาแล้ว คุณมาห้ามนั่นนี่ ปิดนั่นปิดนี่ มันก็กั๊ก ๆ สุดท้ายทำให้บรรยากาศชะลอตัว น่าเบื่อหน่าย" ปิติให้ความเห็น
อย่างไรก็ตาม เจ้าของร้านอาหารกระแสรองยังไม่คิดทิ้งร้านที่ทั้งรักและผูกพัน เนตรนภิสในวัย 54 ปียืนยันว่าไม่เคยคิดถึงอาชีพอื่น เพราะ "มีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำกับข้าวให้คนกิน ไม่ว่าจะเดลิเวอรี ซื้อกลับบ้าน หรือนั่งกินในร้าน"
สิ่งที่เธอคิดหลังไวรัสโควิดบุกมาเคาะประตูร้านคือ "จะทำให้ร้านอยู่รอดได้ไหม" ส่วนสิ่งที่เธอทำคือพยายามรักษามาตรฐานเอาไว้ไม่ให้ตก ทว่าด้วยอายุตัวที่มากขึ้นก็ทำให้ "แพสชัน (ความหลงใหล) แทบไม่เหลือในการทำร้าน" และพยายามอยู่กับปัจจุบัน ไม่คาดหวังเพื่อไม่ให้เป็นทุกข์