โควิด-19: ศบค. ลดเวลาเคอร์ฟิวเป็น 5 ทุ่ม-ตี 3 ลดพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้มเหลือ 23 จังหวัด รับเปิดประเทศ 1 พ.ย.

AFP/Getty Images

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เห็นชอบแผนการเปิดประเทศ 1 พ.ย. รับนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางจากประเทศเสี่ยงต่ำ 5 ประเทศ เข้าไทย โดยยังไม่ได้ระบุรายชื่อประเทศเพิ่มเติม ส่วนมาตรการการจัดการสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ เห็นชอบให้ลดเวลาเคอร์ฟิวในพื้นที่สีแดงเข้มเป็น 23.00- 03.00 น. เริ่มวันที่ 16 ต.ค. นี้ พร้อมลดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดหรือสีแดงเข้ม จาก 29 จังหวัด เป็น 23 จังหวัด

ข้อสรุปที่สำคัญจากที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ได้ให้ศูนย์ปฏิบัติการ ศบค. ไปพิจารณาแนวทางการเข้าราชอาณาจักรแบบไม่กักตัว โดยมีแนวทางตามที่กระทรวงสาธารณสุขนำเสนอ จึงยังไม่มีการเพิ่มรายชื่อประเทศเสี่ยงต่ำเพิ่มเติม

"โดยสรุปคือวันนี้ ยังไม่ได้บอกประเทศเพิ่มเติม" นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงเมื่อเวลา 13.00 น. วันนี้ (14 ต.ค.)

ทั้งนี้ ในเดือน ธ.ค. รัฐบาลคาดว่าจะพิจารณาประกาศรายชื่อประเทศเสี่ยงต่ำเพิ่มขึ้นจากจำนวนเดิมที่ได้ประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่พร้อมได้เดินทางมาท่องเที่ยวไทยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี หรือ ไฮซีซัน

นพ.ทวีศิลป์ เริ่มต้นการแถลงด้วยการยกฉากทัศน์ผลจากมาตรการล็อกกดาวน์ว่า ภาพรวมสถานการณ์ผู้ป่วยรายใหม่ สอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้ คือลดค่า R หรือจำนวนคนที่ติดเชื้อ 1 คน ที่แพร่เชื้อต่อให้กับคนอื่น ๆ ได้ 25%

เช่นเดียวกับการเสียชีวิตที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่ายังคงต้องจับตาสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ และจังหวัดอื่น ๆ ที่พบกการป่วยเพิ่ม จึงเป็นที่มาให้ประชุมใหญ่ ศบค. ที่มีมติลดเวลาการห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลากลางคืน หรือเคอร์ฟิว จากเดิม 22.00-04.00 น. มาเป็น 23.00-03.00 น.

นอกจากนี้ หนึ่งในประเด็นการเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ว่าวันที่ 1 ธ.ค. จะพิจารณาอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในร้านอาหารได้ วันนี้ (14 ต.ค.) ศบค. ยังไม่มีรายละเอียดของการอนุญาตให้เปิดบริการ แต่รอการเตรียมการให้แล้วเสร็จภายใน 31 ต.ค.

ก่อนการแถลงของ โฆษก ศบค. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้นำคณะรัฐมนตรีแถลงว่า ผลการประชุมมีรายละเอียดต่าง ๆ มากมายที่จะทำให้เกิดความร่วมมือเตรียมการให้พร้อมทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการเปิดประเทศให้ทันตามที่ได้ประกาศเปิดประกาศไว้ 1 พ.ย. ซึ่งมาตรการต่าง ๆ เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับต่างประเทศ ที่จะเข้ามาในประเทศไทย ตลอดจนมาตรการรองรับของเราในฐานะเจ้าของบ้าน ที่จะทำให้เกิดความพร้อมมากที่สุด จะต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ในเดือน ต.ค. และ พ.ย. พิจารณา 2 มาตรการที่กำหนดไว้แล้ว คือ มาตรการเปิดประเทศและการผ่อนคลายกิจการ กิจกรรมต่างๆ โดยอาศัยกรอบของสาธารณสุขที่ต้องพิจารณาร่วมกัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม ศบค.วันนี้แสดงให้เห็นว่า เวลาที่คนไทยจะร่วมมือกัน จะสามารถทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายได้เสมอ ทราบดีว่าทุกฝ่ายต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อจะให้เกิดขึ้นได้ภายใน 2 สัปดาห์ จึงขอขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีทุกคน ภาคเอกชน ที่ต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่ต้องรับผิดชอบพื้นที่การท่องเที่ยว

ขณะเดียวกันมาตรการต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะคนต่างประเทศ แต่ต้องรองรับคนไทยที่จะเดินทางกลับประเทศด้วย ภายใต้กติกาเดียวกัน แต่เพื่อความรอบคอบ ยังต้องหารือรายละเอียดกันอีกครั้ง

มติ ศบค. ที่มีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ออกมาใหม่ รวมทั้งแผนการเปิดประเทศ โดยสรุป มีดังนี้

คง 5 ประเทศเสี่ยงต่ำ กลุ่มแรกเข้าไทยไม่ต้องกักตัว 1 พ.ย.

ประเด็นที่ถูกจับตา เรื่องการพิจารณาผ่อนคลายหลายมาตรการเพื่อให้สอดรับกับการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. โฆษก ศบค. ระบุว่า ที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกการกำหนดประเทศดินแดนความเสี่ยงของสถานการณ์โรคโควิด-19 เพื่อเปิดรับผู้เดินทางเข้าไทยทางอากาศ

เบื้องต้นประเทศความเสี่ยงต่ำ ตามการให้ข้อมูลของโฆษก ศบค.ได้แก่ สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์ และจีน

โฆษก ศบค. ระบุว่า ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด- 19 (ศปก.ศบค.) จะพิจารณาแนวทางการเข้าราชอาณาจักรแบบไม่กักตัว ไม่จำกัดพื้นที่ ตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขนำเสนอ จึงยังไม่มีการประกาศรายชื่อประเทศเพิ่มเติม

นพ. ทวีศิลป์ กล่าวด้วยว่าการเดินทางเข้าประเทศอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญอื่น ๆ คือ ฉีดวัคซีนครบโดส มาจากประเทศเสี่ยงต่ำ แสดงผลการตรวจเชื้อด้วยวิธี RT-PCR และตรวจเชื้ออีกครั้งเมื่อมาถึง

ข้อมูลที่ นพ.ทวีศิลป์ แถลงในวันนี้ จึงยังไม่มีการเห็นชอบรายชื่อประเทศเสี่ยงต่ำเพิ่มเติม ในการเปิดประเทศวันที่ 1 พ.ย. ตามที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุรายชื่อก่อนหน้านี้ตามที่ปรากฏในสื่อ รวม 21 ประเทศ

ขยายพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวเป็น 17 จังหวัด

นพ.ทวีศิลป์ ระบุว่า เมื่อมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวแล้ว ก็จำเป็นต้องขยายพื้นที่นำร่องจากเดิมมีเพียง 4 จังหวัด คือ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี พังงา และกระบี่ ให้เพิ่มเป็นมี 17 จังหวัด ในช่วงวันที่ 1-30 พ.ย.

โดยการเปิดพื้นที่เพิ่มในระยะที่ 1 ในเดือน พ.ย. นั้น จะเพิ่มพื้นที่จังหวัดอื่น ตัวอย่างเช่น กรุงเทพฯ กระบี่ (ทั้งจังหวัด) พังงา (ทั้งจังหวัด) ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน หนองแก) เพชรบุรี (เทศบาลเมือง ชะอำ) เป็นต้น ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ

ขณะที่ระยะที่ 2 จะเปิดในเดือน ธ.ค. ซึ่งจะเพิ่มอีก 16 จังหวัด รวมเป็น 33 จังหวัด เช่น เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน แพร่ เป็นต้น ซึ่งเป็นหัวเมืองสำคัญ ๆ รองลงมา

ทั้งหมดจะมีการให้รายละเอียดในการประชุมเพิ่มเติมต่อไป

ปรับพื้นที่สีเพื่อการควบคุมโรค ลดพื้นที่สีแดงเข้มเหลือ 23 จังหวัด

นพ. ทวีศิลป์ เปิดเกณฑ์การพิจารณาปรับระดับพื้นที่ตามสถานการณ์ย่อย โดยมีการคำนึงอัตราการการติดเชื้อเป็นสำคัญ ซึ่งจะประกาศพื้นที่ใหม่ในวันที่ 16 ต.ค. ดังนี้

  • พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด คือ มีผู้ป่วยมากกว่า 100 คน อย่างน่อย 1 วันใน 1 สัปดาห์
  • พื้นที่ควบคุมสูงสุด คือ มีผู้ป่วยเฉลี่ยใน 1 สัปดาห์ 20-50 รายต่อวัน
  • พื้นที่ควบคุม คือ มีผู้ป่วยเฉลี่ยใน 1 สัปดาห์น้อยกว่า 20 รายต่อวัน
  • พื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด คือ มีผู้ป่วยเฉลี่ยใน 1 สัปดาห์ น้อยกว่า 10 รายต่อวัน
  • พื้นที่เฝ้าระวัง คือ ไม่มีผู้ป่วยอย่างน้อย 1 สัปดาห์

รวมถึงพิจารณาร่วมกับลักษณะพื้นที่ที่มีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน มีโอกาสแพร่เชื้อง่ายจากสถานประกอบการ โรงงาน และสัดส่วนการได้รับวัคซีน

เปิดชื่อจังหวัดในพื้นที่ควบคุม 3 ประเภท

  • พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) 29 จังหวัด เหลือ 23 จังหวัด

ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี จันทบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก นครปฐม นครนายก นครราชสีมา นราธิวาส นนทบุรี ปทุมธานี ปราจีนบุรี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา ยะลา ระยอง ราชบุรี สงขลา สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสระบุรี

  • พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) 37 จังหวัด เหลือ 30 จังหวัด

ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี มหาสารคาม ระนอง ลพบุรี ศรีสะเกษ สตูล สระแก้ว สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ อ่างทอง อุดรธานี อุบลราชธานี เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา

  • พื้นที่ควบคุม(สีส้ม) 11 จังหวัด กลายเป็น 24 จังหวัด

โดยไม่มีพื้นที่เข้าข่ายเฝ้าระวัง ซึ่งแต่ละจังหวัดสามารถกำหนดพื้นที่บ่อนในระดับอำเภอ ให้เข้มกว่าที่ ศบค. กำหนดได้ตามสถานการณ์

มาตรการที่เปลี่ยนแปลงในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

  • ลดเวลาเคอร์ฟิวในพื้นที่สีแดงเข้ม เหลือ 23.00 น. ถึง 03.00 น.
  • ร้านสะดวกซื้อเปิดได้ถึง 22.00 น.
  • กิจกรรมอื่นที่กำหนดเวลา เช่น โรงภาพยนตร์ ร้านอาหาร โรงมหรสพ สนามกีฬา ศูนย์การค้า ขยายเวลาเปิดถึง 22.00 น.
  • สถานดูแลผู้สูงอายุ สามารถรับผู้เดินทางไปกลับได้
  • ขนส่งสาธารณะปรับเพิ่มได้มากกว่า 75%
  • ศูนย์แสดงสินค้า สถานที่จัดงาน และสถานที่ลักษณะใกล้เคียงกัน กลับมาเปิดได้ แต่จำกัดจำนวนไม่เกิน 500 คน จัดเลี้ยงอาหารแบบแยกชุด ทำตามมาตรการควบคุมโรค โดยทั้งหมดต้องขออนุญาตคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หากรวมตัวเกิน 50 คน

มาตรการที่เปลี่ยนแปลงสำหรับทุกพื้นที่

  • ห้างสรรพสินค้า กลับมาเปิดเครื่องล่น ตู้เกม ร้านเกม รายบุคคลได้ แต่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดยังห้าม
  • ยังคงห้ามการเปิดบริการสวนน้ำทุกจังหวัด
  • สนามกีฬาขยายเวลาเปิดได้ถึง 22.00 น.
  • ศูนย์แสดงสินค้า สถานที่จัดงาน และสถานที่ลักษณะใกล้เคียงกัน กลับมาเปิดได้ และเพิ่มจำนวนคนได้ตามลำดับ ดังนี้ 50,100,200,300,500 คน แต่เน้นย้ำมาตรการ
  • สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ยังไม่เปิดให้บริการ รอการเตรียมการให้แล้วเสร็จภายใน 31 ต.ค.

" ท่านทำมาตรการภายในเตรียมไว้ก่อน ในเดือนถัด ๆ ไป จะมีการเร่งรัดกำหนดมาตรการเตรียมการให้แล้วเสร็จเพื่อเปิดดำเนินการ แต่ในตอนนี้ ความเสี่ยงยังสูง ขอให้ท่านช่วยเป็นส่วนหนึ่งที่ปรับปรุงกิจการภายในของท่านด้วย" นพ.ทวีศิลป์ระบุ