บันทึกบทสนทนาสุดท้ายของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในวันที่โรคร้ายคร่าเกือบ 2 หมื่นชีวิตในไทย

ที่มาของภาพ, นภัส สวัสดิ์บัว
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ และ สมิตานัน หยงสตาร์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่ลดลงมาอยู่ในระดับ "ต่ำร้อย" เป็นบางวันในช่วงต้นเดือน ต.ค. ถูกใครหลายคนนิยามว่าเป็น "ข่าวดี" แต่สำหรับผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเพราะโควิดไปแล้ว คงไม่มีข่าวไหนที่เรียกได้ว่าเป็นข่าวดี ขณะที่พวกเขาและเธอยังคงพยายามทำใจยอมรับการพลัดพรากที่มาถึงโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่มีโอกาสได้กอดหรือจับมือลา แม้แต่ศพก็ไม่มีโอกาสได้เห็น
17,418 คือจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สะสมตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 จนถึง 7 ต.ค. แม้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเคยพูดว่าเขาเสียใจต่อทุกชีวิตที่สูญเสียไป และโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ก็แสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกครั้งที่แถลงตัวเลขคนตายรายวัน แต่ในช่วงที่ทุกฝ่ายมุ่งเน้นเรื่องการเปิดประเทศ หาทางอยู่ร่วมกับโควิดและมุ่งพิชิตเป้าหมายการฉีดวัคซีน จำนวนคนตายก็อาจกลายเป็นเพียงแค่ตัวเลขหนึ่งที่ถูกรายงานและผ่านเลย
บีบีซีไทยบันทึกเรื่องราวของ 6 ครอบครัวที่สูญเสียสมาชิกจากโควิดในช่วงการระบาดระลอกเดือน เม.ย. 2564 แม้ว่า 6 ครอบครัวนี้จะนับเป็นเพียงส่วนน้อยนิดเมื่อเทียบกับเกือบ 2 หมื่นชีวิตที่จากไป แต่พวกเขาก็เป็นตัวแทนของผู้สูญเสียที่ยืนยันข้อความที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งพร้อมใจกันโพสต์เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากโควิดไว้ว่า "จำนวนคนตายไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิตและเป็นคนในครอบครัวของใครสักคน"
ธิติกาญจน์ พรประสพศักดิ์ อายุ 67 ปี
เสียชีวิต 26 ก.ค.2564
บทสนทนาสุดท้ายกับลูกสาว "อยากกลับไปตายที่บ้าน"
นางธิติกาญจน์เป็นแม่ค้าขายปลาทูนึ่งที่ตลาดเทเวศร์มานานกว่า 50 ปี คนในตลาดและลูกค้าเรียกร้านเธอว่า "ปลาทูเจ๊เค็ง"
น.ส. นภัส สวัสดิ์บัว หรือ "ฟ้า" วัย 24 ปี ลูกสาวของนางธิติกาญจน์เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าแม่ของเธอตรวจพบว่าติดโควิดเมื่อเดือน มิ.ย. 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดคลัสเตอร์การระบาดที่ตลาดเทเวศร์
"แม่ติดโควิดก่อนจะที่จะถึงกำหนดนัดฉีดวัคซีนแค่ไม่กี่วัน" ฟ้าบอก และนี่เป็นสิ่งที่ยังคาใจเธออยู่จนถึงวันนี้ว่าถ้าแม่ได้ฉีดวัคซีนเร็วกว่านี้ก็อาจจะไม่ป่วยหนักจนถึงชีวิตก็ได้
หลังจากรู้ว่าติดเชื้อ ครอบครัวยอมเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อให้ธิติกาญจน์ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน
เข้าโรงพยาบาลวันแรก ธิติกาญจน์ยังสดชื่นดี เธอถ่ายรูปห้องผู้ป่วยมาอวดลูกสาว แถมยังมีแรงสั่งซื้อของออนไลน์ให้ไปส่งที่บ้านเทเวศร์ ฟ้าและพี่ชายสบายใจว่าแม่คงไม่เป็นอะไรมาก แต่ผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์ ธิติกาญจน์อาการทรุดเพราะเชื้อลงปอด หมอให้ออกซิเจนทางจมูกก่อนจะเพิ่มระดับมาเป็นการให้ออกซิเจนแบบไฮโฟลว์ แต่อาการไม่ดีขึ้นจนต้องเข้าไอซียู
หมอโทรศัพท์หาฟ้าเพื่อแจ้งว่าจะให้ยารักษาตัวใหม่ที่ราคาค่อนข้างแพงและญาติต้องจ่ายเอง ฟ้าตอบตกลงอย่างไม่ลังเล เธอโล่งใจเมื่อแม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาตัวนี้ และได้ออกจากห้องไอซียูในอีกไม่กี่วันต่อมา
"พอออกมาอยู่ห้องปกติ แม่ดีใจมาก โทรศัพท์คุยกับฟ้าแล้วบอกว่าให้สั่งแฮมเบอร์เกอร์ร้านโปรดให้เขากินหน่อย"
แต่สถานการณ์ก็พลิกกลับในชั่วข้ามคืน ธิติกาญจน์อาการทรุดลงอีกอย่างรวดเร็วและต้องกลับเข้าห้องไอซียูอีกครั้ง
"ระหว่างที่อยู่ในไอซียู วันหนึ่งเขาไลน์มาเล่าว่าหมอบอกว่าโอกาสหายยาก แล้วแม่ก็บอกว่าอยากกลับไปตายที่บ้าน ฟ้าก็ปลอบเขาว่าแม่ไม่ตายหรอก เชื้อมันหมดแล้ว ปอดแม่แค่เสียหายเฉย ๆ แค่รอปอดมันฟื้นกลับมา"
หลังจากบทสนทนาทางไลน์ในวันนั้น ลูก ๆ ก็ไม่ได้รับโทรศัพท์จากแม่อีก และข้อความที่ส่งไปทางไลน์ แม่ก็ไม่อ่าน แล้ววันหนึ่งหมอก็โทรศัพท์มาบอกว่าจำเป็นต้องช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยการใส่ท่อช่วยหายใจ
"ก่อนจะใส่ท่อช่วยหายใจแม่ก็โทรมาหา...ตอนนั้นเรารู้แล้วว่าถ้าใส่ท่อช่วยหายใจแล้วก็แทบไม่มีโอกาสได้คุยกันอีก ฟ้าก็เลยบอกไปว่าหนูรักแม่มาก ๆ ถ้าทำอะไรให้ได้ดีกว่านี้ก็อยากจะทำให้ ถ้าชาติหน้ามีจริง เราเกิดมาเป็นแม่ลูกกันอีกนะแม่นะ ตอนนั้นเขาก็ตอบแค่อือ ๆ อย่างเดียว แล้วฟ้าก็ถามว่าแม่มีอะไรอยากจะพูดมั้ย เขาบอกไม่มี หลังจากนั้นพ่อ พี่ชายและน้า ๆ ก็ผลัดกันพูดกับเขา เราวิดีโอคอลร่ำลากันได้แค่ 3-4 นาที หมอก็บอกว่าต้องช่วยชีวิตคนไข้แล้ว"

ที่มาของภาพ, นภัส สวัสดิ์บัว
ราว 5 วันหลังจากใส่เครื่องช่วยหายใจ ธิติกาญจน์มีสัญญาณชีพอ่อนลงเรื่อย ๆ โดยทางครอบครัวแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าไม่ประสงค์ให้ยื้อชีวิตผู้ป่วยด้วยการปั๊มห้วใจ ให้ยาพยุงชีพรหรือฟอกไต เพราะไม่อยากเพิ่มความทรมานในวาระสุดท้ายของชีวิต ช่วงสายของวันที่ 26 ก.ค. หมอโทรศัพท์มาบอกว่า "ใกล้ถึงเวลาแล้ว" และเปิดวิดีโอคอลให้ฟ้าส่งเสียงพูดกับแม่
"ฟ้าบอกแม่ว่าเดี๋ยวเราขึ้นไปไหว้พระบนห้องพระกันนะ แล้วก็บอกให้แม่คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่แม่เคยทำ บอกแม่ว่าไม่ต้องห่วงฟ้ากับที่บ้าน พวกเราดูแลกันได้ ถ้าเหนื่อยแล้วก็ให้ไปได้เลย"
หลังจากนั้นไม่นาน หมอโทรกลับมาแจ้งว่าแม่จากไปอย่างสงบแล้ว รวมเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาลทั้งหมด 47 วัน
"การบอกลากันผ่านวีดีโอคอลมันแย่ที่สุดแล้วอะ ไม่สามารถ move on ออกจากความรู้สึกนั้นได้เลย มันเหมือนเราไปส่งเค้าได้แค่นี้อะ เราทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้เลย ทำไม่ได้เลย" ฟ้า ซึ่งปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัวและเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในโลกออนไลน์ โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1.3 ล้านคน หลังการเสียชีวิตของแม่ราว 1 สัปดาห์
"จากวันที่รู้ว่าแม่ติดเชื้อ เราไม่คิดเลยว่ามันจะเดินทางมาถึงจุดนี้...(โควิด) เป็นโรคที่แทบไม่มีเวลาให้ผู้ป่วยและคนในครอบครัวได้เตรียมตัวก่อนอาการจะทรุดหนัก และสิ่งที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องการมากที่สุด ก็คือการได้นั่งอยู่กับเขาตรงนั้น ได้จับมือเขาไว้ ได้กอดเขาอีกสักที แต่อันนี้ศพก็ไม่ได้เห็น และเขาก็ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในโรงพยาบาล แล้วเราก็ต้องเผาศพวันนั้นเลย" ฟ้าบรรยายความรู้สึกให้บีบีซีไทยฟัง
"ทุกวันนี้ตื่นมาแล้วต้องบอกตัวเองให้ยอมรับความจริงว่าแม่ไม่อยู่แล้ว ไม่มีแม่ให้โทรหา ไม่มีโทรศัพท์จากแม่ ไม่มีแม่อยู่ดูเวลาที่เราทำงานสำเร็จ ไม่รู้ว่าเราจะหาเงินไปมาก ๆ ทำไมเพราะสุดท้ายแล้วคนที่เรารักมาก ๆ คนที่เราตั้งใจเก็บเงินไว้เพื่อที่จะดูแลเขาไม่อยู่ให้เราดูแลแล้ว"
น.อ. พญ.สรัญยา ฬาพานิช อายุ 50 ปี
เสียชีวิต 21 ส.ค. 2564
ข้อความสุดท้ายในแอปพลิเคชันไลน์ครอบครัว "ชั้นต้องหาย" "ชั้นจะไม่ยอมตาย"
ครอบครัวฬาพานิชสูญเสียสมาชิกในครอบครัวจากโควิด-19 ไปทั้งหมด 3 คน หนึ่งในนั้นคือ น.อ. พญ.สรัญยา หรือ "หมอแอ้ม" แพทย์ประจำโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเสียชีวิตหลังจากคุณแม่ และคุณพ่อ ซึ่งเสียชีวิตห่างกันไม่ถึงสัปดาห์คือวันที่ 25 และ 31 ก.ค.
การเสียชีวิตของสมาชิกครอบครัวฬาพานิชได้รับความสนใจจากสังคมหลังจาก นพ. สิทธิพงศ์ ฬาพานิช หรือ "หมอเตี๋ยว" น้องชายของหมอแอ้มออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยว่าหมอแอ้ม ติดโควิดและเสียชีวิตแม้จะได้รับวัคซีนซิโนแวคครบแล้ว 2 เข็ม พร้อมกับเรียกร้องให้มีการทบทวนข้อกฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้าวัคซีนต้านโควิดเพื่อให้ประเทศไทยมีวัคซีนที่ได้มาตรฐานอย่างเพียงพอและทันต่อสถานการณ์
หมอเตี๋ยว ซึ่งเป็นเจ้าของคลินิกศัลยกรรมความงามเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าเขามีพี่น้องทั้งหมด 3 คน หมอแอ้มเป็นพี่สาวคนโตและเขาเป็นคนสุดท้อง เขาเป็นคนเดียวที่แยกครอบครัวออกมาอยู่ต่างหาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่และพี่สาวทั้ง 2 คนอยู่ด้วยกันที่บ้านย่านสาทร
หมอเตี๋ยวมารู้ภายหลังจากบันทึกข้อความในโทรศัพท์ของหมอแอ้มเมื่อไม่นานมานี้ว่าเธอน่าจะติดเชื้อมาจากพยาบาลที่ทำงานด้วยกัน จากนั้นสมาชิกในบ้านอีก 5 คน คือ พ่อ แม่ สามีและลูกของหมอแอ้มทั้ง 2 คน ก็ติดเชื้อไปด้วย โชดีที่สามีและลูก ๆ รักษาหาย แต่พ่อ แม่และตัวเธอไม่สามารถเอาชนะไวรัสร้ายนี้ได้

ที่มาของภาพ, นพ.สิทธิพงศ์ ฬาพานิช
"คุณแม่อายุ 75 ส่วนคุณพ่ออายุ 78 ตอนที่แอดมิทเข้าโรงพยาบาล คุณแม่อาการหนักแล้ว คือปอดไปทั้ง 2 ข้างเลย ส่วนพี่แอ้มปอดไปข้างนึง พี่แอ้มยังบอกผมว่าให้ทำใจ แม่อาจจะไม่ได้ออกเร็ว ๆ นี้หรือไม่ได้ออกเลย ผมก็งง เพราะอย่างกรณีอดีตผู้ว่าฯ สมุทรสาคร (นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี) ปอดก็ถูกทำลายเยอะแต่ยังรักษาหาย เพราะเขามีเครื่องเอคโมหรือปอดเทียม แต่คุณแม่ไม่มี ถ้ามีเครื่องนี้รอดแน่นอน" หมอเตี๋ยวย้อนเหตุการณ์
"คำพูดสุดท้ายที่คุณแม่บอกผมคือดูแลลูก ๆ ให้ดี ๆ ผมก็รับปากและบอกแม่ไปว่าไม่เป็นอะไรหรอก"
"ผมเป็นคนไปรับศพคุณแม่ที่โรงพยาบาลโดย ไม่ได้บอกคุณพ่อและพี่แอ้มเพราะกลัวว่าถ้ารู้แล้วอาการจะทรุด พี่แอ้มคอยถามตลอดว่าแม่เป็นยังไงบ้าง ผมก็บอกไปว่าไม่เป็นอะไร ตอนนั้นพี่สาวคนรองก็กักตัว ผมก็เลยต้องจัดงานศพแม่คนเดียว"
หลังจากเผาศพคุณแม่ได้เพียงไม่กี่วัน คุณพ่อก็เสียชีวิต ขณะที่หมอแอ้มเองก็อาการทรุดลงเรื่อย ๆ ซึ่งระหว่างนั้น เธอก็ยังรายงานอาการและแนวทางการรักษาให้สมาชิกในครอบครัวรู้ทางแอปพลิเคชันไลน์ รวมทั้งข้อความที่บอกว่าเธอยังสู้ไม่ถอย "ชั้นต้องหาย...ชั้นจะไม่ยอมตาย"
แต่สุดท้ายหมอแอ้มก็เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่โรงพยาบาลภูมิพลฯ
"ความรู้สึกมันเหมือนโดนฟ้าผ่า...เราไม่ได้ร่ำลากันเลย แม้แต่ศพผมก็ไม่ได้เห็น ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้ากันครั้งสุดท้ายเลย ภาพเก่า ๆ ของคุณแม่ คุณพ่อแล้วก็พี่แอ้มมันย้อนกลับมา นึกถึงตอนที่แม่ไปรับที่โรงเรียนอนุบาลแล้วพาเราเดินกลับบ้าน มันเป็นความสุขที่เราได้อยู่ด้วยกัน ผมอยากพาแม่ไปเที่ยวอีก แล้วก็อยากบอกพี่แอ้มว่าผมจะช่วยดูแลหลาน ๆ ให้ดีที่สุด"

ที่มาของภาพ, Facebook/Avela Clinique
ความรู้สึก "เหมือนโดนฟ้าผ่า" ของหมอเตี๋ยวไม่ได้สิ้นสุดแค่การสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักไปถึง 3 คนในเวลาใกล้เคียงกัน เพราะหลังจากนั้นในโลกออนไลน์ได้มีการให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับหมอแอ้ม เช่น มีโรคประจำตัวซึ่งเขามองว่าเป็นไปเพื่อ "ปกป้องวัคซีนซิโนแวค" รวมทั้งอ้างคำพูดที่หมอแอ้มไม่เคยพูด ขณะที่ข้อความที่เขาโพสต์ในเฟซบุ๊กก็ถูกนำไปตัดต่อ-บิดเบือนโดยคนบางกลุ่ม
"...ทับถมครอบครัวของผม ด้อยค่าการเสียชีวิตของพี่สาวผม ตัดข้อความบางส่วนของผมไปเผยแพร่แล้ววิจารณ์ อีกฝ่ายก็สร้างข้อมูลเท็จขึ้นมา โลกออนไลน์เป็นโลกที่ไม่โอเคเลยสำหรับผม" หมอเตี๋ยวกล่าว
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เขายังไม่เห็นรัฐบาลปรับปรุงแนวทางและนโยบายการจัดหาวัคซีนให้ประเทศไทยมีการนำเข้าวัคซีนที่ได้มาตรฐานในจำนวนที่มากพอ ซึ่งหมอเตี๋ยวเชื่อว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้ครอบครัวอื่น ๆ ต้องพบกับความสูญเสียเช่นเดียวกับครอบครัวของเขา
นายชาญชัย ตั้งทรัพย์มณี อายุ 73 ปี
เสียชีวิต 10 ก.ค. 2564
นายชาญชัยหรือ "เฮียอ้วน" เจ้าของร้านก๋วยจั๊บชื่อดังย่านเยาวราช ทำได้เพียงพยักหน้าเบา ๆ อย่างอ่อนแรงเมื่อลูกชายบอกกับเขาว่า "เดี๋ยวป๊าก็ได้กลับบ้านแล้วนะ" ก่อนที่พยาบาลจะเข็นเขาเข้าไปในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขากับลูกชายคนโต—อดุลย์วิชญ์ ตั้งทรัพย์เจริญ วัย 42 ปี—ได้พูดคุยสื่อสารกัน
นายอดุลย์วิชญ์หรือ "ตี๋" เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า พ่อของเขามาจากเมืองจีนตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน เริ่มต้นทำงานเป็นลูกจ้างร้านก๋วยจั๊บ ต่อมาเมื่อแต่งงานและมีลูกคนแรก พ่อก็ขอเถ้าแก่ออกมาเปิดร้ายขายก๋วยจั๊บเอง เถ้าแก่ไม่ขัดข้องพร้อมให้สูตรก๋วยจั๊บตำรับซัวเถามาทำกิจการ นี่คือจุดเริ่มต้นของร้าน "อ้วนโภชนา" ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าโรงภาพยนตร์ไชน่าทาวน์รามา ย่านเยาวราชมานานกว่า 50 ปี
การต่อสู้กับโรคโควิดของครอบครัวตั้งทรัพย์มณีเริ่มต้นขึ้นช่วงปลายเดือน มิ.ย. เมื่อมีคนงานที่ร้านคนหนึ่งตรวจพบว่าติดโควิด อดุลย์วิชญ์เป็นคนต่อมาที่ผลเป็นบวก และเมื่อเฮียอ้วน ภรรยา และลูกสาวอีก 2 คนไปตรวจก็พบว่าติดโควิดกันยกบ้าน
"ตอนนั้นผมรักษาตัวอยู่ก่อนแล้วที่โรงพยาบาลเอกชน พอรู้ว่าป๊าติดเชื้อก็ติดต่อให้มารักษาที่โรงพยาบาลเดียวกัน อยู่ห้องเดียวกันกับผม ส่วนแม่ พี่สาวและน้องสาวก็แยกย้ายกันไปรักษาที่อื่น ๆ

ที่มาของภาพ, อดุลย์วิชญ์ ตั้งทรัพย์มณี
"วันแรก ๆ ป๊าก็ยังไม่มีอาการอะไรมาก ตอนอยู่ในห้องผู้ป่วยด้วยกันเขายังพูดกับผมว่า ป๊ายังแข็งแรงดีนะ ไม่มีอะไร วันที่ 2 เขาเริ่มหายใจเหนื่อย หมอให้ออกซิเจน พอวันที่ 3 เขาก็อาการทรุดหนัก และถูกพาเข้าห้องไอซียูในวันต่อมา ส่วนผมอาการดีขึ้นและได้กลับบ้านไม่กี่วันหลังจากนั้น พี่ ๆ น้องๆ ก็ทยอยกันหายและได้กลับบ้าน พวกเราก็ได้แต่รอฟังอาการจากคุณหมอที่โทรศัพท์มารายงาน แต่หลังจากนั้นป๊าก็อาการทรุดลงเรื่อย ๆ ไตเริ่มไม่ทำงาน ความดันตก" อดุลย์วิชญ์ย้อนเหตุการณ์ช่วงก่อนที่จะสูญเสียพ่อที่เขาเคารพรักยิ่ง
ในสายตายของอดุลย์วิชญ์ "ป๊า" เป็นคนสู้ชีวิต ทำงานหนักมาตลอดเพราะไม่อยากให้ลูก ๆ ลำบาก และเมื่อโตขึ้น ลูก ๆ ทุกคนก็ช่วยป๊าขายก๋วยจั๊บอย่างขยันขันแข็ง ทุกคนในครอบครัวทำงานเคียงข้างกันมานานเป็นสิบ ๆ ปี
"ลูกทุกคนรู้หน้าที่ว่าต้องทำอะไร ผมมีหน้าที่เตรียมน้ำซุป ส่วนป๊าเป็นคนตักขาย"
แต่ภาพของ "เฮียอ้วน" ที่ลูกค้าและคนย่านเยาวราชเรียกอย่างสนิทสนม หั่นหมู เครื่องใน ตักก๋วยจั๊บ โดยมีลูก ๆ ช่วยงานอย่างรายล้อมไม่มีให้เห็นอีกแล้ว หลังจากคุณหมอโทรศัพท์มาครอบครัวว่าเฮียอ้วนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ก.ค.

ที่มาของภาพ, อดุลย์วิชญ์ ตั้งทรัพย์มณี
เช่นเดียวกับผู้เสียชีวิตรายอื่นๆ ศพของเฮียอ้วนถูกนำไปประกอบพิธีทางศาสนาและเผาทันที โดยที่ลูก ๆ และภรรยาไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเป็นครั้งสุดท้าย เหลือเพียงพิธีกงเต็กแบบจีนที่อดุลย์วิชญ์บอกว่า "รอให้โควิดซาลงอีกนิดค่อยทำพิธี"
บ่อยครั้งที่อดุลย์วิชญ์คิดถึงช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เขากับพ่อรักษาตัวอยู่ในห้องเดียวกันที่โรงพยาบาล เมื่อมองย้อนกลับไป มันเป็นช่วงเวลาแสนมีค่าที่เขาได้ดูแลพ่อใกล้ชิด ทั้งเป็นเพื่อนคุยให้กำลังใจและช่วยเหลือพ่อที่ต้องนอนขับถ่ายบนเตียงเพราะลุกไม่ไหว
แม้เฮียอ้วนจะจากไป แต่ลูก ๆ ไม่ยอมให้ร้านก๋วยจั๊บที่พ่อสร้างมากับมือตายจากไปด้วย พวกเขากลับมาเปิดร้านอีกครั้ง โดยมีอดุลย์วิชญ์เป็นมือทำน้ำซุปเช่นเคย
นางตรีชฎา ถาวรมาศ อายุ 53 ปี
เสียชีวิต 5 ส.ค. 2564
บทสนทนาสุดท้ายทางโทรศัพท์กับลูกสาว "ไม่เป็นไร แม่อยากนอนพัก เดี๋ยวก็หาย"

ที่มาของภาพ, ครอบครัวถาวรมาศ
คำพูดของแม่ที่ส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์จาก จ.ตรัง ถึงลูกสาวที่อยู่กรุงเทพฯ เพื่อบอกเล่าอาการเจ็บป่วยและปลอบให้ลูกคลายกังวลนับเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่ลูกได้พูดคุยกัน
ตรีชฎา ถาวรมาศ ข้าราชการครูวัย 53 ปี หรือ "ครูโอ๋" ตามคำเรียกขานของลูกศิษย์ เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ของ จ.ตรัง ซึ่ง ณ วันที่ 7 ต.ค. มีรายงานผู้เสียชีวิตสะสม 36 ราย
ด้วยอัตราการเสียชีวิตที่ไม่สูงมากในจังหวัด ทำให้ณัฐชนก ถาวรมาศ วัย 25 ปี ลูกสาวของครูโอ๋ ไม่คาดคิดว่าเธอจะสูญเสียแม่ไป
กว่า 2 สัปดาห์ที่แม่รักษาตัวในโรงพยาบาล เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากสำหรับณัฐชนกซึ่งรีบกลับมาอยู่บ้าน เพราะพ่อและน้องสาวกลายเป็นผู้ป่วยโควิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับแม่ ณัฐชนกจึงกลายเป็นคนเดียวในบ้านที่คอยสื่อสารกับหมอ รับรู้กระบวนการรักษาและอาการของแม่
เนื่องจากครูโอ๋มีโรคประจำตัวคือเบาหวานและความดันโลหิตสูง จึงทำให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจไม่นานหลังจากเข้าโรงพยาบาล ซึ่งหลังจากนั้นครอบครัวก็ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับครูโอ๋อีกเลย

ที่มาของภาพ, ครอบครัวถาวรมาศ
ณัฐชนกเล่าว่าโรงพยาบาลอนุญาตให้ญาติโทรศัพท์สอบถามอาการของผู้ป่วยได้ทุกวัน ซึ่งเธอก็ทำเช่นนั้นไม่ขาด ได้รับข่าวดีบ้าง ร้ายบ้างสลับกันไป และในบางครั้งคุณหมอก็ส่งสัญญาณให้เธอเตรียมใจ ผ่านข้อความสั้น ๆ อย่าง "เสี่ยงที่จะไม่รอดนะ"
"อยากจะโทรไปเองมากกว่าให้หมอโทรมานะ เพราะรู้ว่าหมอโทรมาเวลานั้น แม่คงแย่แล้ว" ณัฐชนกเล่า
แล้วเวลาประมาณตี 1 ของวันที่ 5 ส.ค. ณัฐชนกก็ได้รับการติดต่อจากโรงพยาบาลเพื่อแจ้งว่าแพทย์จำเป็นต้องทำการหยุดรักษาด้วยการให้ยา เนื่องจากพบอาการเลือดออกในช่องท้อง เธอรีบมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลทันที แม้ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้า แต่อย่างน้อยก็ได้อยู่ใกล้ ๆ แม่ ซึ่งจากไปในคืนนั้นเอง
ณัฐชนกทำพิธีฌาปนกิจศพแม่เพียงลำพัง เพราะพ่อและน้องสาวยังรักษาตัวจากโควิด หลังจากทั้ง 2 คนหายแล้วจึงได้มาทำบุญอัฐิและลอยอังคารส่งแม่ร่วมกัน
หญิงวัย 57 ปี
เสียชีวิต 19 ส.ค. 2564
คำพูดสุดท้ายกับลูกชาย "รักบูม"
วันแม่ปีนี้เป็นวันที่มีความหมายเป็นพิเศษสำหรับธีรโชติ ไผ่สุรัตน์ หรือ "บูม" วัย 31 ปี เมื่อแม่ของเขา ซึ่งอยู่ระหว่างการรักษาโรคโควิด-19 ผ่านช่วงวิกฤตและมีอาการดีขึ้นจนถึงขั้นพูดคุยกับเขาผ่านวิดีโอคอลได้ ซึ่งวันนั้นแม่บอกกับเขาว่า "รักบูม"
แต่นั่นกลับกลายเป็นบทสนทนาสุดท้ายของเขากับแม่ ผู้ซึ่งธีรโชติขอสงวนนาม
แม่-ลูกได้คุยกันเพียงสั้น ๆ แต่ก็ทำให้ธีรโชติเต็มไปด้วยความหวัง เมื่อได้เห็นแม่สามารถกลับมาพูดได้หลังจากอาการวิกฤตมาหลายวัน แต่แล้วกี่วันหลังจากบทสนทนาสุดท้ายนั้นแม่ แม้จะเพิ่งผ่านช่วงเวลาวิกฤติมาก่อนหน้า แต่นั่นก็กลายบทสนทนาสุดท้าย เพราะหลังจากนั้นแม่ก็กลับมาอาการทรุดลงอีกและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 ส.ค. โดยทางโรงพยาบาลได้เปิดวิดีโอคอลให้ครอบครัวได้เห็นท่านในวาระสุดท้ายของชีวิต
"เราก็พยายามคิดว่าแม่เขาสู้มามากแล้ว เขาจะได้พัก"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ธีรโชติเล่าว่าแม่ของเขามีโรคประจำตัวคือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ทำให้ต้องไปหาหมอตามนัดเป็นประจำแม้ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก และโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วย
ครอบครัวสันนิษฐานว่าเธออาจติดโควิดจากการสัมผัสในสถานพยาบาลนี่เอง และจากนั้นสมาชิกในบ้านอีก 5 คน ประกอบด้วย ตา ยาย น้า น้องสาว และหลานติดเชื้อด้วย เว้นแต่ธีรโชติเพียงคนเดียว เขาจึงต้องเป็นผู้ประสานงานให้ทุกคนเข้าสู่ระบบการรักษาทั้งหมด
ก่อนที่แม่ของธีรโชติจะเสียชีวิตเพียงไม่กี่วัน เขาก็สูญเสียคุณตาวัย 81 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็งติดเตียงและติดโควิด
"ก่อนไปได้แต่บอกตาว่าจะพาไปหาหมอนะ แต่ตาป่วยมานาน...เขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโรค (โควิด-19) นี้อยู่บนโลก"
หลังจากแม่เสียชีวิต ธีรโชติพบว่ามีผู้นำภาพของเขาขณะเคลื่อนย้ายร่างของคุณแม่ไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ทำให้มีผู้คนจำนวนมากเขียนข้อความให้กำลังใจเขาและครอบครัว ซึ่งเขารู้สึกขอบคุณและอยากให้ภาพนั้นสร้างความตระหนักถึงความร้ายแรงของโควิดเพื่อที่ทุกคนจะได้ระมัดระวังมากขึ้น
อย่างไรก็ตามเขาเห็นว่าการเคารพสิทธิของครอบครัวก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยผู้ถ่ายภาพและผู้นำภาพไปเผยแพร่ควรจะขออนุญาตก่อนการบันทึกภาพ
"บางคนอาจจะไม่ได้อยากให้ใครเห็นช่วงที่เราเศร้าที่สุดก็ได้" ธีรโชติกล่าว
แม้ว่าการจากไปของบุคคลผู้เป็นที่รักถึง 2 คนจากโควิดในช่วงเวลาใกล้ ๆ กันจะเป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ลำบาก แต่ธีรโชติก็ต้องมีชีวิตและการงานที่ต้องรับผิดชอบต่อไป สิ่งหนึ่งที่เขาและสมาชิกในครอบครัวทำคือเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการติดเชื้อ เพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียใครในบ้านไปอีก
สุรพันธ์ วงษ์สมุทร์ อายุ 70 ปี
เสียชีวิต 16 ส.ค. 2564
หลังจากที่พ่อของเธอเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคโควิด-19 มานานกว่า 2 สัปดาห์ นันท์ชนก วงษ์สมุทร์ เฝ้ารอโอกาสที่เธอจะได้พูดกับพ่อสักครั้ง อยากให้พ่อได้ยินเสียงของเธอ แม้จะรู้ว่าท่านไม่สามารถพูดอะไรกับลูกได้แล้วก็ตาม
แต่เธอก็ไม่มีโอกาสนั้น
นันท์ชนกเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าหลังจากคุณพ่อ--นายสุรพันธ์ วงษ์สมุทร์ได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ติดเชื้อ ครอบครอบครัวก็พยายามติดต่อหาที่รักษาผ่านทุกสายด่วนและเบอร์โทรศัพท์ที่มี แต่ก็ไม่สามารถหาเตียงได้เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีผู้ป่วยจำนวนมากจนเกินศักยภาพของระบบสาธารณสุข
"พี่สาวหาหมอจิตอาสาจากในอินเทอร์เน็ต หมอก็มาดูอาการให้หลังจากที่พ่อเป็นมาหลายวันละ หมอบอกว่าพ่อออกซิเจนต่ำมาก ต้องไปโรงพยาบาลด่วน"
เมื่อรู้จะทำอย่างไร เธอจึงโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีที่มีคนรู้จักท่านหนึ่งซึ่งมีโอกาสรู้จักผ่านการทำงาน ได้เห็นข้อความนั้นจึงช่วยประสานงานในกลุ่มแพทย์ จนมีโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งรับตัวเข้ารักษา
หมอบอกพบว่าผู้ป่วยมีอาการเชื้อลงปอดแล้ว แต่ผลการรักษาก็เป็นไปในทางที่ดี
"ตอนนั้นเราคิดว่ารอดชัวร์ เพราะว่าไม่มีวี่แววว่าแย่ลง ระหว่างนั้นเขาอาการดีขึ้น กินข้าวได้เยอะขึ้น" นันท์ชนกเล่าให้บีบีซีไทยฟัง และบอกด้วยว่าช่วงนั้นคุณพ่อย้ำเสมอว่าหากอาการหนักขึ้น ท่านไม่ต้องการใส่ท่อช่วยหายใจ
แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่นันท์ชนกคิด คุณพ่อของเธอกลับอาการทรุดลง ซึ่งครอบครัวก็เคารพการตัดสินใจของท่านที่ไม่ต้องการใส่ท่อช่วยหายใจ จนกระทั่งท่านจากไปในวันที่ 16 ส.ค.
นันท์ชนกเคยไปงานศพที่มีพิธีการหลายขั้นตอน มีแขกเหรื่อจำนวนมาก และนึกว่างานศพน่าจะเป็นไปอย่างเรียบง่ายมากกว่านั้น
แต่เมื่อต้องเผาศพคุณพ่อที่เสียชีวิตจากโควิด โดยพิธีทางศาสนาเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที มีเฉพาะคนในครอบครัวร่วมพิธีเพียง 6 คน นันท์ชนกบอกว่าเธอกลับรู้สึกโหวงเหวงเคว้งคว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน










