โควิด-19: นักกฎหมายค้านออก พ.ร.ก. นิรโทษกรรมโควิด ชี้มีกฎหมายคุ้มครองบุคลากรทางแพทย์อยู่แล้ว

nurse

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

นักวิชาการด้านกฎหมายส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. จำกัดความรับผิดบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เพราะกฎหมายที่มีอยู่อย่าง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดยังคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่แล้ว ด้านผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และองค์กรด้านการแพทย์ออกแถลงการณ์ชี้แจงความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการคุ้มครองบุคลากรจาก "ข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงานโดยสุจริตใจ"

ร่างกฎหมายดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการยกร่างกฎหมายที่ สธ. ตั้งขึ้น ซึ่ง นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการยกร่างร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาควิชาชีพ ภาคกฎหมายระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองผู้ทำงานในช่วงภัยพิบัติโรคระบาดให้ทำหน้าที่ได้เต็มความสามารถโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกฟ้องร้อง

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาที่สังคมจับตาและวิพากษ์วิจารณ์คือเนื้อหาของร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้มีเป้าประสงค์ในการ "นิรโทษกรรม" บุคคลากรทางสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลในรายชื่อที่ 7 จากเอกสารสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ที่เผยแพร่โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส. พรรคก้าวไกล คือ "บุคคล/คณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาหรือบริหารวัคซีน"

บีบีซีไทยถามความเห็นของนักวิชาการด้านกฎหมายและนักกฎหมายต่อการออกกฎหมายพิเศษเพื่อคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

ดร. เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่าปัจจุบันมีกฎหมายที่คุ้มครองข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่แล้ว

medical worker

ที่มาของภาพ, Reuters

"ในกรณีการบริการสาธารณสุข ถ้าเป็นบุคลากรทางแพทย์ของภาครัฐคือ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่จำเป็นต้องรับผิดส่วนตัว ยกเว้นว่าเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ส่วนบุคลากรทางแพทย์ในฝั่งภาคเอกชนจะมี พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2559 เช่นกัน หรือแม้แต่ในคดีอาญาเองก็มีเรื่องเกี่ยวกับการกระทำโดยความจำเป็นที่สามารถได้รับการยกเว้นความผิดไม่ให้มีโทษได้" ดร. เข็มทองกล่าว

ด้านนักกฎหมายขอสงวนนามอีกรายบอกบีบีซีไทยว่ากฎหมายที่มีอยู่สามารถคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางแพทย์ได้อยู่แล้ว โดยรัฐเป็นผู้รับผิดชอบแทน

"หากเกิดกรณีที่รักษาผู้ป่วยแล้วเสียชีวิต แต่คุณหมอรักษาเต็มที่แล้วหรือสุดวิสัยบุคลากรการแพทย์ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการในกระทรวงมาพิจารณาว่ารัฐจะช่วยรับผิดชอบอย่างไร" นักกฎหมายผู้นี้อธิบายเพิ่มเติม

สธ. ยังไม่ขอให้รายละเอียดเพิ่มเติม

หลังจากมีการเผยแพร่เอกสารสรุปประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.ก. จำกัดความรับผิดฯ นพ. ธเรศ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้จัดแถลงข่าวชี้แจงเมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมาโดยไม่ได้กล่าวถึงเอกสารที่ ส.ส. ก้าวไกลนำมาเปิดเผยแต่ยอมรับว่า สธ. ได้ตั้งคณะกรรมการยกร่างกฎหมายดังกล่าวจริง

เขายืนยันว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นไปเพื่อปกป้องบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ต้องปฏิบัติงานในช่วงที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ไม่ให้ถูกฟ้องร้อง อย่างไรก็ตาม นพ. ธเรศไม่ได้ชี้แจงประเด็นที่สังคมตั้งคำถามเรื่องการปกป้องผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัคซีนโควิด

เมื่อวานนี้ (10 ส.ค.) บีบีซีไทยได้สอบถาม นพ. ธเรศเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตกลุ่มผู้ที่จะได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ รวมทั้งความคืบหน้าในการยกร่าง และกรอบเวลาที่คาดว่าจะเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเพื่อนำส่งให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ และบรรจุเข้าเป็นญัตติเพื่อให้รัฐสภารับรอง

นพ. ธเรศ

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/กระทรวงสาธารณสุข

คำบรรยายภาพ, นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

นพ. ธเรศระบุว่ายังไม่สะดวกในการให้สัมภาษณ์เพราะ "กำลังรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจน" ขณะที่ นพ. รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขบอกกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ว่า "ไม่สามารถให้ข้อมูลเรื่องนี้ได้" พร้อมกับแนะนำให้ติดต่อขอข้อมูลจาก นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งบีบีซีไทยได้พยายามติดต่อทางโทรศัพท์ แต่ไม่สามารถติดต่อได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบข้อมูลที่ปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับ นพ. ธเรศกล่าวในระหว่างการแถลงข่าวยังมีความแตกต่างกัน ดังนี้

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.ก. จำกัดความรับผิดฯ จากคำอธิบายของ นพ. ธเรศระบุผู้ที่จะได้รับความคุ้มครองโดยไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งครอบคลุมความผิดทางแพ่ง ทางอาญา ความรับผิดชอบทางวินัย และความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย

1. บุคลากรทางด้านสาธารณสุข ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบโรคศิลปะในแขนงต่าง ๆ

2. อาสาสมัครสาธารณสุข และอาสาสมัครต่าง ๆ

3. บุคคลหรือคณะบุคคลที่มีส่วนในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมไปถึงยารักษาโรคและวัคซีน

พยาบาลดูแลผู้ป่วยโควิดอาการหนักในห้องไอซียูของ รพ. แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พยาบาลดูแลผู้ป่วยโควิดอาการหนักในห้องไอซียูของ รพ. แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ทว่า ในเอกสารที่เผยแพร่โดย ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่อ้างถึงมติที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ครั้งที่ 282 ประจำวันที่ 26 ก.ค. 2564 ที่มอบให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพพิจารณาการปรับปรุงกฎหมายเพิ่มเติมในประเด็นการคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์สำหรับการปฏิบัติงานตามข้อสั่งการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ระบุบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองโดยไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายประกอบด้วย บุคลากรสาธารณสุข 7 กลุ่มดังนี้

1. ผู้ประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ

2. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการแพทย์และสาธารณสุข

3. ผู้ปฏิบัติการตามกฎหมายว่าด้วยการแพทย์ฉุกเฉิน

4. อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน

5. อาสาสมัครเฉพาะกิจ

6. บุคคลที่ได้รับการร้องขอจากผู้ประกอบวิชาชีพ

เพื่อให้ปฏิบัติงานตามพระราชกําหนด

7. บุคคล/คณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาหรือบริหารวัคซีน

เอกสารดังกล่าวยังระบุถึงการรับผิดทางกฎหมายยังครอบคลุมถึง ความผิดทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัยและทางละเมิดของเข้าหน้าที่ และยังระบุเงื่อนไขการได้รับความคุ้มครอง "กรณีจัดหาและบริหารวัคซีน" ดังนี้

  • เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่ได้กระทําด้วยความจงใจให้เกิดความเสียหาย เว้นแต่กรณีจําเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
  • ไม่ได้กระทําด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ นายวิโรจน์ ผู้นำเอกสารมาเผยแพร่อ้างว่าเขาไม่ทราบว่าเนื้อหาในร่างกฎหมายมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากนี้หรือไม่

นักวิชาการถามต้องการปิดช่องเอาผิดผู้บริหารหรือไม่

หากพิจารณาจากแนวความคิดของร่าง พ.ร.ก. จำกัดความรับผิดบุคลากรสาธารณสุขที่นายวิโรจน์นำมาเผยแพร่ ดร. เข็มทองเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายในลักษณะนี้เพิ่มเติม สำหรับบุคลากรผู้ปฏิบัติงานยังได้รับความคุ้มครองอยู่แล้ว แต่ในส่วนผู้ที่ไม่ได้รับการยกเว้นจากกฎหมายที่มีอยู่ในขณะนี้ คือฝ่ายบริหารนโยบาย แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีการเอาผิดแต่ต้องรับผิดทางการเมือง

นายเข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มาของภาพ, PARIS JITPENTOM/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ดร. เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร. เข็มทองตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับกรณีโควิด-19 นอกจากจะมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นการจัดหาวัคซีนว่าเป็นความผิดพลาดเชิงนโยบายแล้ว (policy mistake) ยังมีการพูดถึงความผิดพลาดทางกฎหมาย (criminal mistake) ที่จำเป็นต้องรับผิดทางกฎหมายด้วย ไม่ใช่การรับผิดทางการเมืองเพียงอย่างเดียว จึงคาดว่า พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวมีแนวโน้มจะเข้ามาปิดช่องการเอาผิดดังกล่าวออกไป

แม้รัฐสภาปัดตกไปก็ไม่สะเทือนถึงผลการกระทำก่อนหน้า

สำหรับกฎหมายที่ออกมาในรูปแบบ พ.ร.ก. จำเป็นต้องนำร่าง พ.ร.ก. เข้าสภาเพื่อรับรอง หากว่าสภาไม่รับรองและถูกปัดตกไป ผลที่ออกมาก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น

parliament

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ดร. เข็มทองอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อ ร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้รับการเห็นชอบโดยคณะรัฐมนตรี ผลของการนิรโทษกรรมก็มีผลไปแล้ว แม้ว่าจะไม่ผ่านการรับรองโดยสภาก็ตาม แต่ผลแห่งการไม่รับรองของรัฐสภาจะไม่มีผลย้อนหลังกลับไปเอาผิดได้อีกแล้ว

"การออกกฎหมายลักษณะนี้ ก็เหมือนกับการนิรโทษกรรมทั่วไป ที่สามารถนำไปสู่สภาวะทางด้านศีลธรรม หรือ moral hazard ซึ่งในสังคมไทยมีลักษณะนี้อยู่แล้วอย่างวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดมีการขยายไปยังกลุ่มพลเรือนหรือนักการเมืองมากขึ้น ไม่เพียงแต่กลุ่มตำรวจและทหารใช้อำนาจล้อมปราบในเหตุต่างชั่วครั้งชั่วคราว"

ผู้บริหารสธ. ออกแถลงการณ์ขอให้รัฐคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน

เมื่อเวลา 13.30 น. ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขนำโดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารอันประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีทุกกรม เลขาธิการองค์การอาหารและยา สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม แพทยสภา สภาการพยาบาล ทันตแพทยสภา สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด และแพทยสมาคม ร่วมกันออกแถลงการณ์ โดยมีเนื้อหาสำคัญคือ ต้องการสะท้อนความเห็นพ้องต้องกันของภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพข้างต้นว่าโรคโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ร้ายแรงที่มีผลกระทบในวงกว้างทุกมิติ ทำให้มีผู้คนเจ็บป่วยจำนวนมากและบางครอบครัวต้องเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ระบบสาธารณสุขของไทยได้ต่อสู้กับโรคนี้มานานเกือบสองปี ด้วยสรรพกำลังทั้งภาครัฐและเอกชน จิตอาสา ประชาสังคมและประชาชน

ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขนำโดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารออกแถลงการณ์ขอให้รัฐคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/กระทรวงสาธารณสุข

คำบรรยายภาพ, ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขนำโดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารออกแถลงการณ์ขอให้รัฐคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน

"ด้วยสถานการณ์ทุกด้านมีความเร่งด่วนต้องการความร่วมมือร่วมใจในการควบคุมป้องกันโรค การรักษาพยาบาลในทุกวิถีทางที่จะทำได้ รวมทั้งการจัดหายา เวชภัณฑ์และวัคซีน ซึ่งการตัดสินใจและการทำงานในภาวะเร่งด่วน รวมทั้งมีข้อจำกัดในเรื่ององค์ความรู้และทรัพยากร อาจก่อให้เกิดความไม่สมบูรณ์ หรืออาจเกิดข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงานโดยสุจริตใจได้"

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพข้างต้น "ขอเสนอให้รัฐบาลได้โปรดพิจารณาดำเนินการหามาตรการในการปกป้องคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนนักวิชาการต่าง ๆ เพื่อลดความวิตกกังวลและสร้างความมั่นใจในการทำงานที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนต่อไป"

วิษณุ เตือน สธ. คิดให้ดีเรื่องออก พ.ร.ก.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นต่อร่าง พ.ร.ก. ฉบับที่กำลังถูกถกเถียงกันอยู่ว่า ในการหารือที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมาได้สอบถามประเด็นดังกล่าวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. สธ. ซึ่งได้ชี้แจงว่า เป็นเพียงการหารือของคณะแพทย์ หลังได้รับการร้องเรียนจากบุคลากรทางการแพทย์ ที่กังวลต่อการปฏิบัติหน้าที่ ยังไม่ถึงขั้นการยกร่างของกระทรวงสาธารณสุข และยังไม่มีการเสนอมายัง ครม. แต่อย่างใด

นายวิษณุกล่าวว่าได้แจ้งให้ สธ. กลับไปคิดให้ดี เพราะสถานการณ์ขณะนี้ ยังไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องทำขนาดนั้น อีกทั้งอาจไม่เข้าข่ายที่จะสามารถออกเป็น พ.ร.ก. ได้

นอกจากนี้ นายวิษณุยังแนะนำแนวทางให้บุคลากรทางการแพทย์เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองในการปฏิบัติหน้าที่นั้น สามารถดำเนินการได้ แต่อาจไม่ครอบคลุมหรือให้ความคุ้มครองตามกฎหมายได้ทุกคน ซึ่งจะรวมไปถึงบุคลากรด่านหน้า เช่น อาสาสมัครต่าง ๆ ด้วยหรือไม่ สธ. ต้องไปพิจารณาเพิ่มเติม

ความรับผิดทางละเมิดคืออะไร

ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบายถึง "ความรับผิดจากการละเมิด" ดังนี้

เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น หน่วยงานของรัฐจะรับภาระชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ได้รับความเสียหายไปก่อน แต่หน่วยงานของรัฐจะมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับเจ้าหน้าที่หรือไม่ และเพียงใด จำต้องพิจารณาว่าละเมิดนั้นได้เกิดขึ้นจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นหรือไม่ และแม้ว่าจะมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับเจ้าหน้าที่ก็อาจจะไล่เบี้ยได้ไม่เต็มจำนวน และในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคนก็จะใช้หลักกฎหมายเรื่องลูกหนี้ร่วมตามกฎหมายแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้

สำหรับในกรณีที่การละเมิดมิได้เกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ ความรับผิดอันเนื่องมาจากการละเมิดยังเป็นไปตามที่บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เมื่อเกิดความเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่เยียวยาความเสียหายจากการกระทำละเมิดนั้นต่อบุคคลภายนอกตาม

หลักเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 บัญญัติไว้ซึ่งตามหลักเกณฑ์นี้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวชดใช้ได้ 2 วิธี คือ การฟ้องคดีต่อศาล และการขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาล ตามมาตรา 5 บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้"

ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง"