โควิด-19 : เปิดสถิติผู้ป่วยโควิด 13 จ. แดงเข้ม หลัง ศบค. ชี้ล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว “ไม่ได้ผล”

Covid-19

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานยอดผู้ป่วยหน้าใหม่ของไทยประจำวันที่ 5 ส.ค. ทะลุ 20,000 ราย เป็นวันที่สองติดต่อกัน โดยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 20,920 ราย และเสียชีวิตอีก 160 ราย สวนทางกับมาตรการล็อกดาวน์ที่รัฐเชื่อกันว่าจะควบคุมการแพร่ระบาดได้

สถิติข้อมูลผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกอธิบายโดย พญ. อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. ว่า "กราฟเป็นทิศทางลง" ในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนที่จะ "กลับขึ้นอีก"

เมื่อเปรียบเทียบสถิติของผู้ติดเชื้อในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กับอีก 71 จังหวัดที่เหลือ พบว่า ต่างจังหวัดมีผู้ติดเชื้อคิดเป็น 60% ของการรายงานทั้งประเทศ

เปิดสถิติผู้ป่วยโควิด 13 จ. แดงเข้ม ก่อน-หลังล็อกดาวน์

สื่อหลายสำนัก อาทิ ไทยรัฐ, มติชน, ข่าวสด รายงานตรงกันโดยอ้างข้อวิเคราะห์จากวง ศบค. ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่พุ่งสูงถึง 20,000 ราย/วัน เป็นผลจากการเร่งตรวจค้นหาเชื้อเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) รวมถึงการจัด CCR Team ลุยตรวจในชุมชน ในมาตรการด้านสาธารณสุข "ยอมรับได้ในระดับหนึ่งแล้ว" และให้ใช้มาตรการตรวจเชิงรุกต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อเร่งแยกผู้ติดเชื้อนำมารักษา

ส่วนมาตรการล็อกดาวน์ และการห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) "ยอมรับว่ายังไม่ได้ผล เนื่องจากประชาชนยังปฏิบัติตามไม่มาก" แต่หากใช้มาตรการเข้มมากกว่านี้จะสร้างความเดือดร้อนมากขึ้น จึงต้องประเมินอีกสักระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตามในระหว่างการแถลงข่าวประจำวันนี้ (5 ส.ค.) พญ. อภิสมัยไม่ได้ให้รายละเอียดการประเมินมาตรการด้านสาธารณสุข และมาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวแต่อย่างใด แต่เธออธิบายว่าปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าถึงชุดตรวจโควิดแบบ ATK เพื่อใช้ตรวจหาเชื้อเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง

Covid-19

ที่มาของภาพ, BBC Thai

บีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลเชิงสถิติจาก ศบค. เพื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ใน 13 จังหวัด ซึ่งถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ล็อตแรก ในช่วงก่อน 20 ก.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิว กับข้อมูลล่าสุดวันนี้ พบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของจังหวัดสีแดงเข้มอย่างน้อย 10 จังหวัดได้เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าตัวในรอบ 2 สัปดาห์หลังยกระดับมาตรการ อย่างในกรุงเทพฯ ยอดผู้ป่วยยืนยันทะยานจาก 2,764 ราย/วัน (ณ 20 ก.ค.) ขึ้นเป็น 4,140 ราย/วัน (ณ 5 ส.ค.)

ขณะที่หลายจังหวัด ยอดผู้ป่วยได้พุ่งจากหลักร้อยเป็นหลักพันหากเปรียบเทียบข้อมูล ณ 20 ก.ค. กับ 5 ส.ค. อาทิ สมุทรปราการ จาก 673 ราย/วัน เป็น 1,326 ราย/วัน, ชลบุรี จาก 537 ราย เป็น 1,311 ราย/วัน, สมุทรสาคร 798 ราย เป็น 1,279 ราย/วัน ฯลฯ

การตรวจ ATK

สำหรับการตรวจหาเชื้อด้วยตนเองผ่านชุดตรวจ ATK นั้น ผู้ช่วยโฆษก ศบค. ย้ำว่า ขณะนี้สำนักงานองค์การอาหารและยา (อย.) ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว 19 ยี่ห้อ ใน 2 รูปแบบคือ ใช้ในสถานพยาบาล และใช้ด้วยตนเอง ซึ่งมีวิธีการใช้ต่างกันไปเพื่อความสะดวกและเหมาะสม

พญ. อภิสมัยยังกล่าวแนะนำประชาชนใน กทม. ที่มีอาการเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคโควิด-19 (Patient Under Investigation - PUI) ขอให้เข้ารับการตรวจ เพราะจากสถิติพบการติดเชื้อสูงกว่า 25% รวมถึงผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ไปสถานที่เสี่ยง มีอาชีพเสี่ยงด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าผู้ตรวจด้วยรูปแบบ ATK แต่ผลเป็นลบ เมื่อตรวจ RT-PCT ซ้ำได้ผลบวกถึง 13% จึงเน้นย้ำว่าต่อให้ตรวจเชื้อเองแล้วผลเป็นลบ ก็ขอให้สังเกตอาการ กักตัวต่อเนื่อง 2-3 วัน

Covid-19

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ร้านอาหารหน้าซูเปอร์เท่านันที่ขายตรงกับประชาชนได้

ส่วนอีกมาตรการของ ศบค. ที่สร้างความสับสนและก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากผู้ประกอบการและประชาชน หนีไม่พ้น การผ่อนปรนให้ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้ากลับมาขายได้ แต่ให้ขายแบบผ่านดีลิเวอรีเพียงอย่างเดียว ไม่อนุญาตให้ประชาชนไปซื้อกลับบ้านโดยตรง

ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศปก.ศบค. ที่มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นประธาน ยืนยันแนวทางเดิม โดยให้ซื้ออาหารกลับบ้านได้เฉพาะร้านที่ตั้งอยู่พื้นที่ภายในบริเวณซุปเปอร์มาเก็ต แต่ร้านที่ตั้งเป็นร้านเดี่ยวให้ดีลิเวอรีเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแออัดในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า และจะเกิดการแพร่ระบาดโควิดได้ง่าย

ขณะที่ผู้ช่วยโฆษก ศบค. ยังไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้

สถานการณ์ในรอบ 24 ชม. กับตัวเลข 2 หมื่นวันที่สอง

สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 20,920 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 20,650 ราย เรือนจำ 262 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 8 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 693,305 ราย

  • หากนับเฉพาะระลอกเดือน เม.ย. 64 พบผู้ติดเชื้อ 664,442 ราย โดยในวันนี้มีการพบผู้ป่วยจากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 3,338 ราย
  • ผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ 213,910 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 4,993 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,058 ราย
  • จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ (4,140 ราย) สมุทรปราการ (1,326 ราย) ชลบุรี (1,311 ราย) สมุทรสาคร (1,279 ราย) และนนทบุรี (754 ราย)
  • มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 160 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ ม.ค. 2563 อยู่ที่ 5,663 ราย คิดเป็น 0.82% และหากนับเฉพาะระลอก เม.ย. อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 0.84%
Covid-19

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ผู้เสียชีวิตทั้ง 160 ราย ดังนี้

ผู้ช่วยโฆษก ศบค. ระบุว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิต 160 ราย กว่า 67% เป็นผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี และ 23% เป็นกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค เน้นย้ำความสำคัญของการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งวันนี้ก็มีเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย

สำหรับข้อมูลอื่น ๆ เกี่ยวกับผู้เสียชีวิตมี ดังนี้

  • กรุงเทพฯ 78 ราย, สมุทรปราการ ปทุมธานี จังหวัดละ 8 ราย, นนทบุรี นครสวรรค์ จังหวดละ 7 ราย, สมุทรสาคร ปัตตานี ชลบุรี จังหวัดละ 6 ราย, ระยอง 4 ราย, ร้อยเอ็ด ตาก เพชรบูรณ์ จังหวัดละ 3 ราย, กาฬสินธุ์ นครราชสีมา สกลนคร 2 ราย, สงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครพนม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี ชัยนาท อุทัยธานี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ราชบุรี สระแก้ว จังหวัดละ 1 ราย
  • ค่ากลางอายุ 63 ปี (12-95 ปี)
  • ชาวไทย 158 ราย เมียนมา 2 ราย
  • ค่ากลางระยะการเสียชีวิต 10 วัน
Covid-19

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ต่างจังหวัดครองเตียงแดงแล้ว 75%

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้นในกรุงเทพฯ และปริณฑล ส่งผลต่อการครองเตียงใน รพ. ทำให้ประชาชนบางส่วนเดินทางกลับไปรักษาตัวในจังหวัดภูมิลำเนา ทั้งผ่านการบริหารจัดการโดยภาคประชาสังคม ภาคเอกชน หน่วยงานของรัฐ และท้องถิ่น

นพ. ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ก.ค. มีผู้ป่วยโควิด-19 เดินทางกลับภูมิลำเนาและเข้าระบบการรักษาแล้ว 94,664 ราย โดยกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคตะวันตะวันออกเฉียงเหนือ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในเขตสุขภาพที่ 7, 8, 9 และ 10 จำนวน 13,022 ราย 13,761 ราย 17,293 ราย และ 9,821 รายตามลำดับ

สำหรับการครองเตียงภาพรวมใน 12 เขตสุขภาพ ยกเว้นกรุงเทพฯ เดิมมีศักยภาพ 156,189 เตียง ปัจจุบันใช้ไป 114,786 เตียง คิดเป็น 73.49% คงเหลือเตียงว่าง 41,185 เตียง อย่างไรก็ตามเตียงว่างเหล่านี้ ในแต่ละพื้นที่ก็ในปริมาณแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การระบาด บางแห่งก็ครองเตียงเกือบ 70-80%

นพ. ธงชัย ระบุว่า การขยายเตียงสีเขียวและเตียงเหลืองในต่างจังหวัดไม่มีปัญหา แต่เตียงสีแดง อันหมายถึงผู้อาการป่วยหนัก เป็นสิ่งที่ยาก ด้วยข้อจำกัดที่มีผู้ป่วยรักษาตัวในไอซียูอยู่แล้ว โดยจุดสูงสุดคงต้องประเมินในอีก 2 สัปดาห์ที่จะมาถึง

"ถ้าดูภาพรวมทั้งหมด อัตราครองเตียงแดงอยู่ที่ประมาณ 75% ยังมีเหลืออยู่บ้าง 1,000 กว่าเตียงในภาพรวม ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในเขต(สุขภาพ) ไหน ในบางเขตอาจเหลือไม่เยอะ 20 30 เตียง 100 กว่าเตียง เป็นต้น"