วัคซีนไฟเซอร์: เคาะเกณฑ์ใหม่บุคลากรการแพทย์ ให้รับได้ทั้ง 2 เข็ม และเป็นเข็มที่ 2

ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ปรับเกณฑ์การให้วัคซีนไฟเซอร์ใหม่แก่ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ด่านหน้าทุกคนที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยโควิดจากการปฏิบัติทั่วประเทศ รวมถึงนักศึกษาแพทย์ อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเก็บศพ โดยปรับเกณฑ์สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยได้วัคซีนให้สามารถรับไฟเซอร์ได้ 2 เข็ม และสามารถฉีดเป็นวัคซีนเข็มที่ 2 ได้
คำแนะนำการให้วัคซีนโควิด-19 ไฟเซอร์ในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่ออกมาล่าสุด เป็นมติจากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ภายหลังในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีการเผยแพร่เกณฑ์ให้วัคซีนไฟเซอร์ฉบับแรกที่จัดสรรเพื่อเป็นเข็มกระตุ้นเท่านั้น ไม่มีเริ่มเป็นเข็มแรก และกลุ่มบุคลากรการแพทย์ที่ฉีดซิโนแวคหรือแอสตร้าเซนเนก้าไป 1 เข็ม ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับวัคซีนไฟเซอร์ จนนำมาสู่กระแสพูดคุยในโลกทวิตเตอร์ผ่านแฮชแท็ก #ทวงPfizerให้หน่วยด่านหน้า และ #วัคซีนไฟเซอร์ ตลอดวันเสาร์ที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา
มติจากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ล่าสุด ระบุถึงกลุ่มเป้าหมายนี้ ได้รับจัดสรรมาทั้งหมด 700,000 โดส
นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงยืนยันในวันนี้ (2 ส.ค.) ว่า วัคซีนไฟเซอร์รอบนี้จะถูกจัดสรร ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับโควิด-19 โดยตรงทุกกลุ่ม เจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่ปฏิบัติงานเสี่ยงติดเชื้อในระดับท้องถิ่นตำบล กลุ่มเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเก็บศพ กู้ภัย สัปเหร่อ จะรวมในโควตาวัคซีนไฟเซอร์ของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 7 แสนโดสด้วย
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า ตัวเลขที่เป็นทางการที่มีการแถลงออกมาจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย มีทั้งสิ้น 1,503,450 โดส และย้ำว่าการให้วัคซีนตามเกณฑ์นี้เป็นไปตามความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ
สำหรับกลุ่มเป้าหมาย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าตามมติคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เป็นคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ระบุกลุ่มเป้าหมายสำหรับการให้วัคซีนไฟเซอร์ ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทุกคนที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยโควิด-19 จากการปฏิบัติงานทั่วประเทศ รวมทั้งนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยโควิดจากการปฏิบัติงาน เช่น แผนกผู้ป่วยนอก แผนกผู้ป่วยใน คลินิกทางเดินหายใจ ห้องฉุกเฉิน แผนกผู้ป่วยวิกฤต รพ.สนาม เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สอบสวนโรค เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสถานที่กักกัน หรือปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจดูแลผู้ป่วยโควิดอื่น ๆ ตามการพิจารณาของสถานพยาบาลหรือหน่วยงานต้นสังกัด

สำหรับหลักการให้วัคซีนซึ่งปรับเปลี่ยนจากฉบับที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่่ผ่านมา มีดังนี้
- บุคลากรที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค หรือซิโนฟาร์ม ครบ 2 เข็ม พิจารณาให้วัคซีนไฟเซอร์ กระตุ้น 1 เข็ม โดยเสนอจัดสรรให้ 600,000 โดส
- บุคลากรที่ได้รับวัคซีนใด ๆ มาแล้วเพียง 1 เข็ม พิจารณาให้วัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มที่ 2 ได้ โดยกำหนดระยะห่างระหว่างโดสตามชนิดของวัคซีนเข็มที่ 1 เป็นหลัก โดยเสนอให้จัดสรรให้ 50,000 โดส
- บุคลากรที่ไม่เคยได้วัคซีนใด ๆ มาก่อน พิจารณาให้ไฟเซอร์ 2 เข็ม ห่างกัน 3 สัปดาห์ โดยจัดสรรให้ 47,700 โดส (23,850 คน คนละ 2 เข็ม)
- บุคลากรที่เคยติดเชื้อโควิดและไม่เคยได้วัคซีนมาก่อน พิจารณาให้วัคซีนไฟเซอร์ 1 เข็ม โดยมีระยะห่างจากวันที่พบการติดเชื้ออย่างน้อย 1 เดือน จัดสรรให้ 2,300 โดส
ทั้งนี้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เคยได้รับวัคซีนดังต่อไปนี้ ได้แก่ ซิโนแวคเข็มแรก และแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 2, แอสตร้าเซนเนก้าทั้ง 2 เข็ม และซิโนแวค 2 เข็ม และได้เข็มกระตุ้นเป็นแอสตร้าเซนเนก้า 1 เข็ม คณะอนุกรรมการฯ พิจารณายังไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มกระตุ้น เพราะบุคลากรดังกล่าวยังมีภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูงในระยะนี้ เนื่องจากเพิ่งฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม จะมีการพิจารณาข้อมูลวิชาการและดำเนินการให้วัคซีนไฟเซอร์แก่บุคลากรกลุ่มนี้ต่อไปเมื่อมีวัคซีนเข้ามาเพิ่ม

ที่มาของภาพ, กระทรวงสาธารณสุข
13 จังหวัดแดงเข้ม ได้ 6.45 แสนโดส
นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคจากสหรัฐฯ กว่า 1.5 ล้านโดส จะมีการจัดสรรแบ่งเป็น 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่
- บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วประเทศ และกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มีความเสี่ยง 700,000 โดส
- ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรังอายุ 12 ปี ขึ้นไป และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไปใน 13 จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 645,000 โดสทั้งนี้ นพ.สุระ เสริมว่า ณ วันที่จัดสรรมี 13 จังหวัด ต่อมา ศบค.ได้ขยายพื้นที่สีแดงเข้มเป็น 9 จังหวัด
- ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย (เป็นผู้สูงอายุ เป็นผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรังอายุ 12 ปี ขึ้นไป และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป) และกลุ่มคนไทยที่มีความจำป็นต้องรับไฟเซอร์ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ 150,000 โดส กระทรวงการต่างประเทศ จัดทำบัญชีรายชื่อของกลุ่มนี้ส่งให้กระทรวงสาธารณสุข
- เพื่อการศึกษาวิจัย 5,000 โดส
- เก็บไว้เพื่อกรณีควบคุมการระบาดสายพันธุ์เดลตา 3,450 โดส
รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่ากลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่คิดว่ามีการตกหล่น สามารถส่งชื่อเข้ามาที่กรมควบคุมโรคผ่านทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดสีแดงเข้ม 13 จังหวัด ให้ประสานสาธารณสุขจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานครประสานผ่านสำนักอนามัย
ด้าน พล.อ.ต. นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่าสำหรับสมาชิกแพทยสภาที่ลงทะเบียนรับวัคซีนเข็มที่ 3 เป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าประมาณ 200 คน หากต้องการปรับเปลี่ยนสามารถแจ้งกับช่องทางของแพทยสภาได้
ต่างจังหวัดเสียชีวิตเพิ่มขึ้น
สำหรับแถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 ประจำวันนี้ (2 ส.ค.) พญ. อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กล่าวถึงอัตราการป่วยของประชากรทางระบาดของไทยว่า เทียบกับประชากร 1 ล้านคน ไทยมีผู้ติดเชื้อ 9,048 ราย และเสียชีวิตอยู่ที่ 74 ราย
ขณะที่ข้อมูลอัตราการติดเชื้อสูงสุดอยู่ที่สหรัฐฯ ที่ 107,381 รายต่อล้านประชากร และเสียชีวิตสูงสุดที่อังกฤษ 1,900 รายต่อล้านประชากร
"ประเทศไทยจะเป็นวงกลม (อัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตต่อล้านประชากร) ที่ยังเป็นสัดส่วนที่ยังเล็ก แต่สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง"
พญ. อภิสมัย กล่าวว่า การติดเชื้อในขณะนี้กระจายตัวหลายจังหวัด โดยกลุ่มก้อนผู้ติดเชื้อใน 67 จังหวัด นับเป็น "ตัวเลขใหญขึ้น" เป็น 10,192 ราย ซึ่งมากกว่ากรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้ จึงสอดคล้องกับข้อมูลการเสียชีวิตในต่างจังหวัดที่เพิ่มสูงขึ้น
โดย 70% ของผู้เสียชีวิตทั้งประเทศเป็นกลุ่มผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป
ไทยขยับรั้งอันดับ 42 ยอดผู้ป่วยสะสม
สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชม.จากการรายงานของ ศบค. พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 17,970 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 17,784 ราย เรือนจำ 175 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 11 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 633,284 ราย
หากนับเฉพาะระลอกเม.ย. 64 พบผู้ติดเชื้อ 604,421 ราย โดยในวันนี้มีการพบผู้ป่วยจากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 4,217 ราย
ผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ 208,875 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 4,768 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,028 ราย
จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ (3,144 ราย) สมุทรสาคร (1,252 ราย) ชลบุรี (1,141 ราย) สมุทรปราการ (872 ราย) และนนทบุรี (743 ราย)
โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 178 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ ม.ค. 2563 อยู่ที่ 5,168 ราย คิดเป็น 0.82% และหากนับเฉพาะระลอก เม.ย. อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 0.84%
- ค่ากลาง อายุ 66 ปี (17-94 ปี)
- ชาวไทย 171 ราย เมียนมา 5 ราย จีน 2 ราย
- ค่ากลางระยะการเสียชีวิต 7 วัน
- เสียชีวิตที่บ้าน 5 ราย
- 41% เสียชีวิตไม่เกิน 6 วันหลังทราบผลติดเชื้อ
ปัจจัยเสี่ยงและโรคประจำตัวของกลุ่มผู้เสียชีวิต คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคไต อ้วน หลอดเลือดสมอง โรคปอด ติดเตียง ตั้งครรภ์ รวมทั้งผู้ไม่มีโรคประจำตัว
ข้อมูลการเข้ารับบริการวัคซีนโควิด-19 ถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 1 ส.ค. ว่าให้ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. มีการให้บริการสะสมไปแล้ว 17,866,526 โดส ซึ่งเป็นการฉีดเข็มแรกในประชาชน 13,955,087 ราย










