ม.112 : อัยการสั่งฟ้อง 13 ผู้ต้องหาชุมนุมเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่หน้าสถานทูตเยอรมนี

กลุ่มผู้ต้องหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์จากการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กลุ่มผู้ต้องหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์จากการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนีเมื่อเดือน ต.ค. 2563 เดินทางมาพบอัยการซึ่งมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 13 คน วันนี้ (22 ก.ค.)

อัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา 13 คน ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาและประชาชนที่ร่วมการชุมนุมของกลุ่ม "ราษฎร" ที่หน้าสถานทูตเยอรมัน ถ.สาทร เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 ในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ 116 ตามลำดับ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานเมื่อเวลาประมาณ 11.40 น. วันนี้ (22 ก.ค.) ว่าพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 มีคำสั่งยื่นฟ้อง 13 ผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ปราศรัยและอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้สหพันธรัฐเยอรมนีตรวจสอบการใช้อำนาจของกษัตริย์รัชกาลที่ 10 ขณะพำนักอยู่ที่แคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี พร้อมกับร้องให้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยุบสภา ในการชุมนุมที่หน้าสถานทูตเยอรมนีเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว

ศูนย์ทนายฯ ระบุว่าผู้ถูกดำเนินคดีทั้ง 13 ราย ถูกแจ้งข้อหา "หมิ่นประมาทกษัตริย์" และ "ยุยงปลุกปั่น" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 เป็นข้อหาหลัก โดยคดีนี้ พนักงานอัยการได้เลื่อนฟังคำสั่งทางคดีมาแล้ว 3 ครั้ง ก่อนจะมีคำสั่งฟ้องในวันนี้ นับเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 33 ที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล ตั้งแต่มีการกลับมาใช้มาตรา 112 อีกครั้ง ช่วงปลายปี 2563

หลังอัยการยื่นฟ้องคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนีต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ทนายได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยซึ่งวันนี้เดินทางมา 12 คน อีก 1 คนจะมารายงานตัวในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ค.) โดยในการยื่นประกันใช้ตำแหน่งอาจารย์จำนวน 7 คน และตำแหน่ง ส.ส. จากพรรคก้าวไกลอีก 3 คน และในช่วงเย็นศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้ประกันจำเลยทั้งหมดระหว่างพิจารณคดี

เกิดอะไรขึ้นที่สถานทูตเยอรมนีเมื่อ26 ต.ค. 2563

กลุ่ม "ราษฎร" อธิบายว่ากิจกรรมในวันนั้นเป็นการ "ยกระดับการเคลื่อนไหว" หลังจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ยอมลาออกภายในเส้นตายที่กลุ่มราษฎรกำหนดไว้ในเวลา 22.00 น. ของวันที่ 24 ต.ค. ซึ่งทางกลุ่มประกาศไว้ว่าหากนายกฯ ไม่ทำตามข้อเรียกร้องนี้ รวมทั้งไม่ปล่อยแกนนำผู้ชุมนุมที่ยังถูกคุมขัง ผู้ชุมนุมจะยกระดับการเรียกร้อง "ให้ไปไกลกว่ารัฐบาล" ซึ่งก็คือการเรียกร้องรัฐบาลเยอรมนีให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการประทับ การทรงงานและการเสียภาษีของในหลวง รัชกาลที่ 10 ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เริ่มขึ้นช่วงกลางเดือน ก.ค. 2563 ที่สถานทูตต่างประเทศกลายมาเป็นเป้าหมายของการชุมนุมซึ่งมีข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการ คือ 1) ให้นายกฯ ลาออก 2) เปิดสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้องของประชาชน และ 3) ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

ผู้ชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" ถือป้ายเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หลังจากเดินขบวนจากสามย่านมาถึงสถานทูตเยอรมนี

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ผู้ชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" ถือป้ายเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หลังจากเดินขบวนจากสามย่านมาถึงสถานทูตเยอรมนีเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563

หลังจากผู้ชุมนุมเดินทางถึงสถานทูตเยอรมนีในช่วงค่ำ ในเวลาประมาณ 19.40 น. พวกเขาได้ส่งตัวแทน 3 คน—หนึ่งในนั้นคือ น.ส. ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ "มายด์" เข้าไปยื่น "จดหมายเปิดผนึกจากราษฎรชาวไทย ถึงสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย" ต่อนายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ระหว่างนั้นได้มีการอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องของกลุ่มให้ผู้ชุมนุมฟังเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาเยอรมัน

แถลงการณ์ระบุว่า ประชาชนชาวไทยผู้รักในประชาธิปไตยขอเรียกร้องให้รัฐบาลเยอรมนีตรวจสอบข้อเท็จจริงอันเกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และข้าราชบริพารในประเด็นต่าง ๆ เช่น การทรงใช้อำนาจอธิปไตยในแผ่นดินเยอรมนี การเสียภาษีมรดกตามกฎหมายเยอรมัน ข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของข้าราชบริพาร เป็นต้น

แถลงการณ์ลงท้ายว่า "ด้วยความเชื่อมั่นอย่างถึงที่สุดว่าประชาชนชาวเยอรมัน จะเห็นแก่สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด ขอแสดงความนับถือในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มีค่าเป็นคนมิใช่ผงธุลี"

การชุมนุมในวันนั้นยุติลงเมื่อเวลา 21.00 น. โดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น

13 ผู้ต้องหามีใครบ้าง

ผู้ถูกดำเนินคดีจากกรณีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนีทั้งสิ้น 13 คน เป็นนักศึกษา 5 คน และประชาชนที่อาสามาอ่านแถลงการณ์ภาษาอื่น เช่น นิสิตปัจจุบันและศิษย์เก่าของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาเยอรมัน ซึ่งบางคนไม่มีประวัติร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อน

สามวันหลังการชุมนุมที่สถานทูตเยอรมนี สน.ทุ่งมหาเมฆได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับแกนนำการชุมนุม 5 คน ในข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 แต่ศาลยกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าทั้งหมดยังเป็นนักศึกษาและไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

อีกราวหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผู้จัดการชุมนุมและผู้อ่านเริ่มได้รับหมายเรียกจากตำรวจให้มารับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 และต่อมาได้มีการแจ้งข้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพิ่มแก่บางคน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนสรุปว่ามีแกนนำผู้ชุมนุมและผู้อ่านแถลงการณ์ที่สถานทูตเยอรมนีถูกแจ้งข้อหาดำเนินคดีทั้งหมด 13 คน ในข้อหาหลักคือมาตรา 116 และมาตรา 112 ได้แก่

  • ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล - นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีมหานคร แกนนำผู้ชุมนุมและตัวแทนยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงสถานทูต
  • อรรถพล บัวพัฒน์ - แกนนำกลุ่มราษฎร
  • ชลธิศ โชติสวัสดิ์ - นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาไทย
  • เบนจา อะปัญ - นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาไทย
  • กรกช แสงเย็นพันธ์ - ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาไทย
  • ชนินทร์ วงษ์ศรี - กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาไทย
  • ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา - ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ
  • วัชรากร ไชยแก้ว - กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ
  • โจเซฟ (สงวนชื่อจริงและนามสกุล) - พนักงานบริษัท ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ
  • อัครพล ตีบไธสง - เอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อม ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาเยอรมัน
  • รวิศรา เอกสกุล - ศิษย์เก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาเยอรมัน
  • สุธินี จ่างพิพัฒนวกิจ - นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาเยอรมัน
  • แอน (นามสมมติ) - พนักงานบริษัท ผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาเยอรมัน
"มายด์" ภัสราวลี

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "มายด์" ภัสราวลีเดินทางมาพบอัยการตามนัดวันนี้ (22 ก.ค.)
"ครูใหญ่" อรรถพล บัวพัฒน์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "ครูใหญ่" อรรถพล บัวพัฒน์ หนึ่งใน 13 ผู้ต้องหาคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน

บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ ระบุว่าเนื้อหาบางส่วนของแถลงการณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมอ่านในวันนั้น "เป็นการใส่ความพระมหากษัตริย์ ทำให้พระองค์เสื่อมพระเกียรติ" นอกจากนี้พนักงานสอบสวนยังอ้างถึงมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญมาประกอบข้อกล่าวหา ซึ่งระบุว่ากษัตริย์ดำรงสถานะเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะกล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้

บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาบรรยายไว้ด้วยว่า ข้อความในแถลงการณ์ถือเป็นการจาบจ้วง ปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมมีความรู้สึกดูหมิ่นเกลียดชัง และมีการมุ่งหวังให้ประชาชนละเมิดกฎหมายที่บัญญัติไว้เพื่อปกป้องสถาบันฯ

ก่อนหน้านี้ น.ส.รวิสรา หนึ่งในผู้ต้องหาซึ่งเป็นอดีตนิสิตและนิสิตคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาเยอรมัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เป็นผู้ร่วมอ่านแถลงการณ์เป็นภาษาเยอรมัน ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า เธอเป็นเพียงหนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมที่เข้าไปอาสาอ่านแถลงการณ์ท่อนหนึ่ง ร่วมกับผู้ชุมนุมอีก 4 คน ทั้งหมดไม่ได้เป็นแกนนำหรือผู้ปราศรัย

แถลงการณ์จากพรรคกรีนส์ เยอรมนี

เมื่อ 21 ก.ค. พรรคกรีนส์ แห่งเยอรมนี เผยแพร่แถลงการณ์เพื่อแสดงจุดยืนกับผู้ชุมนุมทั้ง 13 ที่ถูกยื่นฟ้องในคดี "หมิ่นประมาทกษัตริย์" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อ 26 ต.ค. ปีที่แล้ว

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยแพร่คำแปลภาษาไทยของแถลงการณ์ที่ชื่อ "ประเทศไทย: การเรียกร้องประชาธิปไตยและการวิจารณ์การปกครองแบบอำนาจนิยมไม่ใช่อาชญากรรม" มีเนื้อหาว่า ดร. ฟริตยอฟ ชมิดต์ สมาชิกคณะกรรมการการต่างประเทศ และ มาร์กาเรเทอ เบาเซอ ส.ส. จากพรรคกรีนส์ โฆษกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ขอแสดงจุดยืนร่วมกับผู้ชุมนุมทั้ง 13 คน ซึ่งได้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยร่วมกับผู้คนอีกจำนวนมาก และ หากมีการสั่งคุมขังกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าว จะต้องอนุญาตให้สามารถประกันตัวได้ รวมถึงต้องรับประกันว่าจะพิจารณาคดีของผู้ชุมนุมอย่างยุติธรรม และต้องรับประกันว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีสามารถติดตามกระบวนการดำเนินคดีได้

"เราขอประณามการดำเนินการที่รุนแรงต่อผู้ที่ชุมนุมอย่างสันติ ซึ่งรวมไปถึงการฟ้องร้องคดีโดยมีแรงจูงใจทางการเมือง ในประเด็นนี้เรายังได้แสดงจุดยืนในจดหมายที่ได้ยื่นแก่สถานทูตไทยไปแล้วด้วย เราขอยืนหยัดอยู่ข้างทุกคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิผลเมืองโดยสันติ" แถลงการณ์ระบุ

"รัฐบาลเยอรมันและสหภาพยุโรปมีหน้าที่ต้องปกป้องประชาธิปไตย การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีและเสรีภาพในการชุมนุม อันเป็นคุณค่าพื้นฐานของยุโรป โดยเฉพาะจากการปกครองแบบอำนาจนิยม การฟ้องร้องคดีโดยมีแรงจูงใจทางการเมืองต้องถูกกล่าวถึงและถูกประณามอย่างเปิดเผย"