โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้: เรื่องเล่าจากนักดับเพลิงในภารกิจพิชิตไฟไหม้โรงงานสารเคมี จ.สมุทรปราการ

    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เพราะเหตุการณ์ไฟไหม้ซานติก้าผับที่ย่านทองหล่อในคืนวันส่งท้ายปีเก่าปี 2551 นั่นเองที่ทำให้ณัฐภัทร หยุ่นกิ้มเซ้ง มุ่งมั่นฝึกฝนและพัฒนาตัวเองเป็นอาสาสมัครดับเพลิง

ณัฐภัทรซึ่งเป็นชาว อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ทำงานเป็นอาสาสมัครกู้ภัยตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ แต่เน้นที่การกู้ชีพและบรรเทาสาธารณภัยทั่วไป จนกระทั่งคืนวันเกิดเหตุไฟไหม้ที่ซานติก้าผับเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2551 ณัฐภัทรไปถึงที่เกิดเหตุเป็นคนแรก ๆ

"ตอนนั้นผมทำงานกู้ภัยมาได้ราว 10 ปี ผมไปถึงที่เกิดเหตุก่อนแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่มีความรู้และไม่มีอุปกรณ์ดับเพลิง เห็นคนติดอยู่ข้างใน แต่ช่วยอะไรไม่ได้ ตอนนั้นคิดว่าถ้าผมมีความรู้ความสามารถเรื่องการดับเพลิง มีอุปกรณ์ที่จะสามารถเข้าไปช่วย ผมคงจะช่วยคนได้มากขึ้น หลังจากนั้นผมก็เลยเริ่มศึกษาเรียนรู้เรื่องการดับเพลิง" ณัฐภัทร อาสาสมัครกู้ภัยวัย 43 ปี สังกัดมูลนิธิร่วมกตัญญูและหน่วยบรรเทาสาธารณภัยใต้ 36-00 สี่พระยาเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

หลังเหตุการณ์ซานติก้าผับ ณัฐภัทรเข้าฝึกอบรมด้านการดับเพลิงจนเชี่ยวชาญจึงกลับมาปฏิบัติหน้าที่ทั้งดับเพลิงและกู้ชีพ พร้อมกับเป็นผู้ช่วยครูฝึกสอนน้อง ๆ รุ่นใหม่ด้วย เขาใช้เวลาว่างจากการทำงานประจำในตำแหน่งหัวหน้าแผนกไฟฟ้าที่บริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งมาเป็นอาสาสมัครกู้ภัย จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีทีแล้ว เขาลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว จึงทำงานอาสาสมัครที่เขารักและภาคภูมิใจได้เต็มที่มากยิ่งขึ้น

วันที่เกิดเหตุไฟไหม้ที่โรงงานของบริษัท หมิงตี้ เคมิคอล จำกัด ใน ซ.กิ่งแก้ว 21 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 ก.ค.เวลาประมาณ 03.00 น. ณัฐภัทรหรือที่เครือข่ายนักดับเพลิงรู้จักกันในรหัส "ใต้ 3650" และ "ปู่เจ้า 21" จอดรถกู้ภัยอยู่ที่จุดประจำการข้างเทศบาลสำโรงใต้ ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 15-20 กม.

เมื่อได้รับแจ้งจากวิทยุสื่อสาร เขาบึ่งรถไปที่เกิดเหตุทันที และร่วมสมทบกับเจ้าหน้าที่และหน่วยบรรเทาสาธารณภัยที่ทยอยถึงพื้นที่แล้วเข้าควบคุมเหตุการณ์ทันที ขณะที่เจ้าหน้าที่บางชุดแบ่งออกไปค้นหาผู้ประสบภัยในพื้นที่โดยรอบ

"พอไปถึง ผมเห็นไฟโหมแรงมาก เพลิงสูงไม่ต่ำกว่า 15-20 เมตร มีเสียงระเบิดดังเป็นระยะ ๆ บ้านเรือนและรถยนต์เสียหายหลายคัน ที่สำคัญคือพอพวกเราฉีดน้ำดับเพลิงไปได้สักพักหนึ่ง ก็ยังมีการปะทุขึ้นเรื่อย ๆ เราก็เริ่มรู้ว่านี่ไม่ใช่เชื้อเพลิงธรรมดา แต่เป็นสารเคมี ก็คิดว่างานนี้ยาวแน่"

งานนี้ยาวจริงอย่างที่คาด ณัฐภัทรปฏิบัติภารกิจอยู่จนถึงรุ่งเช้า เขากลับบ้านไปงีบด้วยความอ่อนล้า แล้วกลับมาที่เกิดเหตุอีกครั้งไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้ทราบว่ามีนักดับเพลิงสูญหาย จึงได้ร่วมทีมค้นหาจนกระทั่งพบศพ

นายกรสิทธิ์ ลาวพันธ์ หรือ พอส นักดับเพลิงวัย 18 ปี สังกัดหน่วยกู้ภัยสมเด็จเจ้าพระยา คือผู้เสียชีวิต 1 รายในเหตุการณ์นี้

สภาพศพของกรสิทธิ์ หรือที่ณัฐภัทรเรียกว่า "น้องพอส" ยังเป็นภาพติดตาและนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจและอยู่ในความทรงจำของเขามากที่สุดในภารกิจนี้

"เจอศพน้องไหม้เกรียมพร้อมชุดดับเพลิงและอุปกรณ์ป้องกันไฟ ชุดดับเพลิง รองเท้า ถูกไฟไหม้ละลายติดร่าง..." ณัฐภัทรเล่าเหตุการณ์ด้วยเสียงเศร้า

"แว่บหนึ่งเราก็ถามตัวเองในใจว่าชุดและอุปกรณ์มันป้องกันเราได้จริงหรือเปล่า"

แม้เหตุการณ์จะสงบแล้ว เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจของหน่วยกู้ภัยทั้งหลาย แต่สำหรับณัฐภัทร ซึ่งเป็นคนสมุทรปราการ ยังมีหลายคำถามต่อเหตุการณ์นี้

"โรงงานเขาประกอบกิจการตรงนี้ได้ขออนุญาตถูกต้องหรือเปล่า มีการปกปิดข้อมูลหรือเปล่าว่าพื้นที่ตรงนี้เก็บสารเคมีได้ปริมาณเท่าไหร่ แต่จะผลักดันโรงงานออกนอกพื้นที่ก็ไม่ได้ เพราะโรงงานตั้งมาก่อน ดังนั้น การปลูกสร้างใด ๆ ต้องดูว่าห่างจากโรงงานอันตรายแค่ไหน มันต้องร่วมกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ว่าโรงงานต้องออกไปหรือชุมชนเข้ามาอยู่ไม่ได้" เขาให้ความเห็น

ณัฐภัทรบอกอีกด้วยว่าในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เขาเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้ในสมุทรปราการที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมและบ่อขยะมานับครั้งไม่ถ้วน เขาเชื่อว่าหากทุกฝ่ายทำตามหน้าที่ของตัวเอง ทั้งโรงงานและฝ่ายตรวจสอบตามมาตรฐานที่ควรเป็น เหตุการณ์เช่นนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

รวมภาพการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยในเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานสารเคมีย่านกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ 5-6 ก.ค. 2564

ภาพโดย Thai News Pix ทุกภาพมีลิขสิทธิ์