ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ : จาก 13 ร่าง รัฐสภาโหวตผ่านร่างเดียว เรื่องแก้ระบบเลือกตั้ง ส.ส.

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม รวม 13 ฉบับ ผ่านการรับรองด้วยเสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภาตามข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ ในวาระแรก เพียงฉบับเดียว หลังอภิปรายกันมา 2 วัน และการขานชื่อเพื่อลงมติและรวบรวมคะแนนเป็นเวลากว่า 8 ชั่วโมง
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83, 91 (แก้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ) เสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับคณะ ที่เรียกว่า "ร่างที่ 13" ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 552 ไม่เห็นชอบ 24 งดออกเสียง 130 และไม่ลงคะแนนเสียง 27
การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 มิ.ย. ก่อนเริ่มลงมติในเวลา 16.55 น. จนกระทั่งเวลาตี 1 เศษของวันใหม่ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ขึ้นบัลลังก์แจ้งผลการลงมติของแต่ละร่าง
ในการผ่านวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ต้องได้คะแนนเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ 367 จาก 733 เสียง (ส.ส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้มี 483 คน ส.ว. มี 250 คน) ในจำนวนนี้ต้องมี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 84 คน
ในร่างที่ 13 นี้ มี ส.ส. เห็นชอบ 342 ราย และ ส.ว. เห็นชอบ 210 ราย
ขณะที่ร่างที่ 1 เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น รวม 13 มาตรา โดยมีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นเจ้าของร่าง พบว่า ส.ว. ทุกคนลงมติไม่รับหลักการหรืองดออกเสียง ทำให้ถูกตีตกไปตั้งแต่วาระแรก
นายชวนสั่งปิดประชุมเมื่อเวลา 01.55 น. หลังที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 45 เพื่อพิจารณาร่างกฏหมายนี้ ประกอบด้วย ส.ส. 30 คน และ ส.ว. 15 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"ราษฎร" เดินเท้ามารัฐสภา
เมื่อช่วงบ่าย กลุ่มนักกิจกรรมที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" ได้ใช้ฤกษ์วันครบรอบ 89 ปี การอภิวัฒน์สยาม 2475 เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน มายังรัฐสภา แยกเกียกกาย เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อรัฐสภา เรียกร้องให้การแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นไปโดยให้ราษฎรเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด มิใช่เพื่อผลประโยชน์หรือความพึงพอใจของผู้มีอำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยมี ส.ส.ฝ่ายค้าน อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย, นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย, นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มารับหนังสือจากผู้ชุมุนม, หมุดคณะราษฎร 2563 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
น.ส. ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง เป็นตัวแทนราษฎร อ่านจดหมายเปิดผนึก และประกาศจุดยืนต่อรัฐธรรมนูญไว้ 3 ข้อ ได้แก่
- การแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ จะต้องกระทำผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
- รัฐธรรมนูญจะต้องไม่เป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจเผด็จการประยุทธ์และคณะ บทบัญญัติใดที่เอื้อให้เกิดการสืบทอดอำนาจอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น อำนาจของวุฒิสภาและองค์กรอิสระต่าง ๆ ต้องถูกยกเลิก
- การแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหมนั้น จะต้องร่างหรือแก้ไขได้ทุกหมวด ทุกมาตรา ไม่มีข้อยกเว้น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อย่างไรก็ตามการรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับผ่านกลไก ส.ส.ร. คล้ายเป็นเรื่องยาก หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 11 มี.ค. ว่ารัฐสภามีอำนาจและหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องจัดทำประชามติ 2 ครั้ง
ผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ รัฐสภาลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ในวาระ 3 เมื่อ 17 มี.ค. หลัง ส.ส. และ ส.ว. ตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการทำประชามติไม่ตรงกัน
ต่อมาเมื่อพรรคเพื่อไทย (พท.) เสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 อีกครั้ง เพื่อเปิดทางตั้ง ส.ส.ร. ไปยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยกเว้นหมวด 1 และ 2 โดยมี ส.ส. ฝ่ายค้านบางส่วนร่วมลงชื่อสนับสนุน นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ก็ไม่บรรจุระเบียบวาระให้ โดยอ้างถึงมติเอกฉันท์ของฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาว่ามีสาระสำคัญเหมือนร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไปแล้วว่าให้ไปทำประชามติก่อน "ถ้าไปท้าทายคำวินิจฉัยด้วยการบรรจุญัตติ ก็เท่ากับผมทำผิดรัฐธรรมนูญ" ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมร่วมรัฐสภาพร้อมอีก 13 ร่างที่เหลือ

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
กลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญล็อตนี้เสนอโดยพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 1 ฉบับ พรรคเพื่อไทย (พท.) 4 ฉบับ และพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรค 8 ฉบับ โดยมีประเด็นแตกต่างหลากหลาย ทว่าประเด็นหลักที่นักการเมืองให้ความสำคัญในช่วงครึ่งเทอมหลังของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 หนีไม่พ้นเรื่องที่มา ส.ส. และที่มาของนายกรัฐมนตรี
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ พท. เห็นตรงกันว่าให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบเพื่อเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งเคยใช้มาแล้วกับรัฐธรรมนูญ 2540
- นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. : ประชาชนมีความคุ้นเคย พอใจในการใช้สิทธิเลือกตั้งบัตร 2 ใบมากกว่า ดังนั้นเพื่อคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน จึงเสนอแก้ไขระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540
- นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. : เหตุผลมิใช่เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองใด แต่เพื่อให้ประชาชนได้มีเสรีภาพในการเลือก ส.ส. มาก
- นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พท. : การกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 มีจุดประสงค์ให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง พรรคใดชนะควรได้เป็นรัฐบาล
ขณะที่ พปชร. และ ก.ก. ให้ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสมแบบรัฐธรรมนูญ 2560 แต่เปลี่ยนมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยนำคะแนนเลือกพรรคมาคำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และให้เพิ่ม ส.ส.แบบแบ่งเขตจาก 350 คน เป็น 400 คน ลด ส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 150 คน เหลือ 100 คน
มี ส.ว. ไว้ทำไม
ส่วนที่มาของนายกรัฐมนตรี พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอให้ตัดอำนาจ ส.ว. ในการร่วมเลือกนายกฯ หรือที่ถูกเรียกขานว่า "ปิดสวิตช์ ส.ว." โดยมี ปชป. และ ภท. ร่วมสนับสนุน ต่างจาก พปชร. ที่ยืนกรานให้อำนาจสมาชิกสภาสูงดังเดิม

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก.ก. อภิปรายตอนหนึ่งว่า ประเด็นสำคัญต้องแก้ไขเร่งด่วนที่สุดคือมาตรา 272 ยกเลิกอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกฯ เพราะต้องยอมรับความจริงว่า ส.ว. ชุดนี้ คือกลไกการสืบทอดอำนาจ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร ผู้ที่มีความชอบธรรมในการเลือกนายกฯ ต้องได้รับมอบอำนาจจากประชาชน ซึ่ง ส.ว. ทั้งหมดไม่มีความชอบธรรมนั้น
ขณะที่ปฏิกิริยาจาก ส.ว. ที่ถูกรุม "ปิดสวิตช์" นายวันชัย สอนศิริ บอกว่า "สนับสนุน" ส่วนนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ใช้คำว่า "ไม่ขัดข้อง" ทว่าพวกเขาได้อภิปรายกระทบชิ่งไปยังสมาชิกสภาล่าง
นายวันชัยเห็นว่า พรรคการเมืองที่เสนอมา กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง ทำทีเรียกร้องประชาธิปไตย เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ ส.ว. เช่นเดียวกับประเด็นการเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้ประชาชนและยุทธศาสตร์ชาติ ถือเป็นเครื่องเคียงของการเสนอกฎหมายในครั้งนี้ ถ้าจะพูดตามคำกลอนของสุนทรภู่ก็ตรงกับบทที่ว่า "อันพริกไทยใบชีเหมือนสีกา ต้องโรยหน้าเสียหน่อยให้อร่อยใจ"
เขายังทำนายด้วยว่า การกลับไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบปี 2540 จะทำให้พรรคเล็กพรรคน้อยหายไป พรรคใหญ่ทุนหนาผงาด ลดบทบาทประชาชน นายทุนพรรคจะครอบงำพรรค และธุรกิจการเมืองกำลังจะกลับมา

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
ส่วนนายสุรชัยระบุว่า ส.ว. เป็นแค่อำนาจปลายทางในการเห็นชอบนายกฯ แต่ต้นทางอยู่ที่ ส.ส. เป็นผู้เสนอชื่อ ประเด็นทั้งหมดที่เสนอเข้ามาเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชน เชื่อว่า ส.ว. เห็นด้วย แต่อย่าเอาเรื่องสิทธิเสรีภาพเป็นตัวประกันไปผูกรวมเรื่องอื่น ส.ว. หนักใจในการให้ความเห็นชอบที่มัดมือชก เอาสิทธิเสรีภาพบังหน้า เอาประโยชน์ ส.ส. มาผูกรวมกัน นี่คือความจำเป็นต้องมี 2 สภาคอยกลั่นกรอง และเป็นคำตอบว่ามี ส.ว. ไว้ทำไม
นายสมชาย แสวงการ ได้อ้างถึงผลประชามติปี 2559 ที่ประชาชน 15.2 ล้านเสียงลงมติรับคำถามพ่วง ที่ให้ ส.ว. ร่วมเลือกนายกฯ ได้ และย้ำว่า ส.ว. ไม่ได้มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ อำนาจเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ยังอยู่ที่พรรคการเมือง
"ไม่เคารพองค์สถาปนาเลยหรือ 15.2 ล้านเสียง ประชาชนกำหนดมา ดังนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องมาปิดสวิตช์ เลือกตั้งครั้งหน้า ท่านไปรวมกันให้ได้ซัก 270-300 เสียง ส.ว. ก็ไม่มีปัญญาในการไปโหวตค้าน" ส.ว.สมชายกล่าว
นายถวิล เปลี่ยนศรี กล่าวว่า ส.ว. ไม่ใช่เสียงชี้ขาดในการเลือกนายกฯ แต่อยู่ที่ ส.ส. อย่างที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาเป็นนายกฯ ก็เพราะเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. แม้จะไม่มีเสียง ส.ว. สนับสนุนก็เป็นนายกฯ ได้ พร้อมเปรียบเปรยกรณีให้ ส.ส. และ ส.ว.แปรญัตติงบประมาณ ให้ตัวเองได้ประโยชน์ เป็นเหมือนการ "แก้มัดตราสังข์ ปล่อยผี ทำให้ป้าช้าแตก"
"ส.ว. เหมือนเนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่งกระดูกเอามาแขวนคอ หักดิบกันดื้อ ๆ ไม่ได้ ต้องไปย้อนต้นทาง คือทำประชามติ อีกทั้ง ส.ว. จะสิ้นสุดไปตามบทเฉพาะกาล ถึงเวลานั้น สวิตช์ก็จะปิดเอง ไม่ต้องให้ใครมาไล่ปิด" นายถวิลกล่าว
ส.ว.-พปชร. แตกคอ ม. 144, 185
อีกประเด็นที่ถูก ส.ว. อภิปรายโจมตี เป็นข้อเสนอในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ พปชร. ที่ให้แก้ไขมาตรา 144 เปิดทางให้ ส.ส. และ ส.ว. แปรญัตติงบประมาณได้ และมาตรา 185 ยกเลิกข้อห้าม ส.ส. และ ส.ว. แทรกแซงการทำงานของข้าราชการ พร้อมประกาศไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขใน 2 มาตรานี้

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
นายถวิลกล่าวว่า "แสลงใจ" และ "รับไม่ได้" เพราะนักการเมืองไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับข้าราชการ แต่ปล่อยให้ทำงานด้วยระบบคุณธรรมและไม่มีการแทรกแซง พร้อมเปรียบเปรยกรณีให้ ส.ส. และ ส.ว.แปรญัตติงบประมาณ ให้ตัวเองได้ประโยชน์ เป็นเหมือนการ "แก้มัดตราสัง ปล่อยผี ทำให้ป้าช้าแตกแน่นอน"
เช่นเดียวกับนายอำพล จินดาวัฒนะ ที่มองว่า เป็นการเขียนร่างรัฐธรรมนูญแบบถอยหลังเข้าคลอง และนำไปสู่การเจาะช่องโหว่เอื้อให้เกิดการทุจริต ทั้งที่รัฐธรรมนูญ 2560 ปิดช่องเอาไว้แล้ว
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ซึ่งเป็นอดีตประธาน ป.ป.ช. ชี้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 มาตรานี้ ขัดต่อบทบัญญัติในอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อป้องกันการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่นให้ด้อยลง ขาดความเชื่อถือศรัทธาในการดำเนินงานการค้าระหว่างประเทศ
ในช่วงสรุปการอภิปรายทั้งหมด นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. ในฐานะเจ้าของร่าง ได้ลุกขึ้นฟาดกลับข้อวิจารณ์ของสมาชิกสภาสูง โดยบอกว่าเป็นคำวิจารณ์ที่เกินไป และยืนยันว่าไม่ได้คิดจะไปโกงใคร ที่ผ่านมาได้ทำงานโดยซื่อสัตย์สุจริต ไม่เสนออะไรที่โกงชาติ
"ผมว่าถ้าท่านดีขนาดนี้ พวกผมเลวขนาดนั้น มันไปกันไม่ได้หรอกครับ ดังนั้นความตั้งใจจริงของสภา มีอะไร เราก็อยากจะแก้ไข ท่านเป็น ส.ว. ก็ฟังเราบ้าง แต่ถ้าท่านคิดว่า ส.ว. มีแต่ความถูกต้อง ส.ส. มีแต่ความไม่ถูกต้อง มันจะไปกันไม่ได้ในอนาคต" นายไพบูลย์กล่าว
อย่างไรก็ตามเมื่อมีปัญหาในความรู้สึกของ ส.ว. นายไพบูลย์ก็รับปากว่าจะแก้ไขให้ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผ่าน 1 ตก 12 ฉบับ
ผลการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา พบว่ามีเพียงร่างที่ 13 ที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระ 1 ส่วนที่เหลืออีก 11 ฉบับ แม้ได้รับเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ในสองสภา หรือ 367 เสียงขึ้นไป แต่เสียงเห็นชอบจาก ส.ว. ไม่ครบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 หรือ 84 เสียงขึ้นไป ทำให้ร่างตกไป
ขณะที่อีก 2 ร่างที่เหลือ คือร่างที่ 1 และร่างที่ 5 ถูกคว่ำไปด้วยคะแนนเห็นชอบไม่ถึงกึ่งของรัฐสภา
1) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 3 มาตรา 29, 41, 45, 83, 85, 86, 90, 91, 92, 94, 144, 185 และ 270 (5 ประเด็น 13 มาตรา) เสนอโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 334 เสียง (ส.ส. 134/ ส.ว. 9) ไม่เห็นชอบ 199 เสียง และงดออกเสียง 75 เสียง
2) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 25, 29, 29/1, 34, 45, 47, 49/1 และ 129 (เพิ่มสิทธิในกระบวนการยุติธรรม) เสนอโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 399 เสียง (ส.ส. 393/ ส.ว. 6) ไม่เห็นชอบ 136 เสียง และงดออกเสียง 171 เสียง
3) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83, 85, 86, 90, 91, 92 และยกเลิกมาตรา 93 และ 94 (แก้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ) เสนอโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พท. กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 376 เสียง (ส.ส. 340/ ส.ว. 36) ไม่เห็นชอบ 89 เสียง และงดออกเสียง 241 เสียง
4) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 159 และยกเลิกมาตรา 272 (ยกเลิกอำนาจ ส.ว. ร่วมเลือกนายกฯ) เสนอโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พท. กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 455 เสียง (ส.ส. 440/ ส.ว. 15) ไม่เห็นชอบ 101 เสียง และงดออกเสียง 150 เสียง
5) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 6 ยกเลิกมาตรา 65, แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 142, 162 และยกเลิกมาตรา 270, 271, 275 และ 279 (ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ยกเลิกอำนาจบางอย่างของ ส.ว.) เสนอโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พท. กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 327 เสียง (ส.ส. 326/ ส.ว. 1) ไม่เห็นชอบ 150 เสียง และงดออกเสียง 229 เสียง
6) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 65 (แก้ไขยุทธศาสตร์ชาติ) เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 454 เสียง (ส.ส. 419/ ส.ว. 35) ไม่เห็นชอบ 86 เสียง และงดออกเสียง 166 เสียง
7) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 5 และมาตรา 55/1 (หลักประกันรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า) เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ภท. กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 476 เสียง (ส.ส. 421/ ส.ว. 55) ไม่เห็นชอบ 78 เสียง และงดออกเสียง 152 เสียง
8) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 29, 43, 46 และ 72 (เพิ่มสิทธิประชาชน) เสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 469 เสียง (ส.ส. 421/ ส.ว. 48) ไม่เห็นชอบ 75 เสียง และงดออกเสียง 162 เสียง
9) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 (ตัดอำนาจ ส.ว. ในการแก้รัฐธรรมนูญ) เสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 415 เสียง (ส.ส. 400/ ส.ว. 15) ไม่เห็นชอบ 102 เสียง และงดออกเสียง 189 เสียง
10) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 236, 237 (แก้วิธีตรวจสอบ ป.ป.ช.) เสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 431 เสียง (ส.ส. 398/ ส.ว. 33) ไม่เห็นชอบ 97 เสียง และงดออกเสียง 178 เสียง
11) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 159 และยกเลิกมาตรา 272 (ยกเลิกอำนาจ ส.ว. ร่วมเลือกนายกฯ) เสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 461 เสียง (ส.ส. 440/ ส.ว. 21) ไม่เห็นชอบ 96 เสียง และงดออกเสียง 149 เสียง
12) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 76/1, 76/2, 249, 250, 251, 252, 253, 254 และเพิ่มมาตรา 250/1 (กระจายอำนาจท้องถิ่น) เสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 457 เสียง (ส.ส. 407/ ส.ว. 50) ไม่เห็นชอบ 82 เสียง และงดออกเสียง 167 เสียง
13) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83, 91 (แก้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ) เสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. กับคณะ
มติ: เห็นชอบ 552 เสียง (ส.ส. 342/ ส.ว. 210) ไม่เห็นชอบ 24 เสียง และงดออกเสียง 130 เสียง









