เกษียร เตชะพีระ มอง 15 ปีการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ สร้าง “สาธารณรัฐจำแลง-เสมือนสัมบูรณาญาสิทธิ์”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ถอดบทเรียนของอังกฤษ ประเทศต้นแบบระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ก่อนย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีแนวโน้มกลายสภาพเป็น "สาธารณรัฐจำแลง" และ "เสมือนสัมบูรณาญาสิทธิ์" ในช่วง 15 ปีหลังมานี้
เหตุผลสำคัญที่สุดที่ควรคงสถาบันกษัตริย์อังกฤษไว้สืบต่อไปภายใต้ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่อำนาจเปลี่ยนไปแล้ว เป็นเพราะ "ประชาชนอังกฤษส่วนใหญ่ยังโง่อยู่"
คือเนื้อหาตอนหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือ The English Constitutional ค.ศ. 1867 หรือ พ.ศ. 2410 เขียนโดย วอลเตอร์ เบจชอต ปัญญาชนและนักหนังสือพิมพ์อังกฤษ และถูก ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) หยิบยกมาใช้อ้างอิงในระหว่างกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "สาธารณรัฐจำแลงกับเสมือนสัมบูรณาญาสิทธิ์: สองแนวโน้มฝังแฝงที่ขัดแย้งกันในระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญไทย" ที่คณะรัฐศาสตร์ มธ. วันนี้ (23 มิ.ย.)
คำว่า สาธารณรัฐจำแลง ก็เป็นคำที่เบจชอตใช้เรียกระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอังกฤษเช่นกัน
ศ.ดร. เกษียรเริ่มต้นปาฐกถาด้วยการเล่าว่าได้ครุ่นคิดกับระบอบการเมืองไทยมานานร่วม 10 ปี และเป็นประเด็นคาใจมาโดยตลอด
สิ่งที่เขาทำคือการเก็บเอา "คำร้องทัก" ของฝ่ายต่าง ๆ มานำเสนออย่างเป็นระบบ
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์กล่าวว่า หลังสิ้นสุดสงครามประชาชนในประเทศปี 2528 และผ่านเหตุการณ์พฤษภา 2535 ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญของไทย หรือที่เรียกกันว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดูจะมีความมั่นคงลงตัวพอสมควร กล่าวคือปลอดจากการคัดค้านทางการเมืองต่อระบบทั้งระบบ หรือที่อยู่นอกระบบ เช่น ขบวนการคอมมิวนิสต์
ทว่านับจากปี 2549 การเมืองไทยประสบความไร้เสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการรัฐประหาร 2 ครั้ง การชุมนุมใหญ่เพื่อต่อต้านรัฐบาล 9 ระลอก ซึ่งนำไปสู่เหตุปะทะ ปราบปราม และสลายการชุมนุม 5 ยก
(2549-2564)
6 คนนายกรัฐมนตรี
2 ครั้งรัฐประหาร
4 ฉบับรัฐธรรมนูญ
9 ระลอกม็อบใหญ่ต้านรัฐบาล
5 ยกการปะทะ/ปราบปราม/สลายการชุมนุม
สาธารณรัฐจำแลง กับ เสมือนสัมบูรณาญาสิทธิ์
ในช่วงทศวรรษครึ่งของความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ได้ปรากฏการคัดค้านและทางเลือกเชิงระบบต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์รายนี้ได้ประมวลคำร้องทักของฝ่ายต่าง ๆ ผ่านการเขียนบทความ/ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแบบต่างกรรมต่างวาระ ก่อนชี้ให้เห็นแนวโน้มที่แบ่งออกเป็น 2 กระแสหลัก
กระแสแรก เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นสิ่งที่ ศ.ดร. เกษียรเรียกว่า "ระบอบสาธารณรัฐจำแลง" (Disguised Republic) พร้อมยกเอาคำร้องทักของ ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอดีตกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ว่า "ระบอบทักษิณ" เป็นปัญหา มีความเอนเอียงไปในทางเหมือนระบอบประธานาธิบดี มาอ้างอิง
"ระบบของปี 2540 พลาดที่มีบัญชีเดียวทั้งประเทศ ทำให้พรรคที่ได้เสียงมากที่สุดในประเทศ แกนึกว่าพรรคแกมีคะแนนเสียงประชาชนสนับสนุน 14 ล้านเสียง 19 ล้านเสียง อหังการ มมังการ จะคิดเทียบชั้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มันไม่ถูกหลักของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบรัฐสภา มันไม่ใช่ประธานาธิบดี" ศ.พิเศษ จรัญ กล่าวเมื่อ 7 มิ.ย. 2550

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
กระแสที่สอง เป็นผลในทางปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเปลี่ยนไปจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ก็ไม่ใช่ระบอบราชาธิปไตยล้วน ๆ พร้อมอ้างถึงความเห็นของ ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และคำแถลงของพรรคก้าวไกลที่เรียกระบอบการเมืองปัจจุบันว่า "ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมสมบูรณาญาสิทธิ์" แต่ ศ.ดร. เกษียรขอเรียกมันว่า "ระบอบเสมือนสัมบูรณาญาสิทธิ์" (Virtual Absolutism)
"หน้าใหม่นั้นคือเราได้เปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญไปเสียแล้ว โดยไม่ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ต้องผ่านประชามติ และโดยไม่มีการยึดอำนาจด้วยกำลังของฝ่ายใดเลย..." ศ.ดร. นิธิ กล่าวเมื่อ 29 ก.ย. 2562 และยังขยายความด้วยว่าระบอบนี้ นายกฯ มาจากการเลือกของสภา (ส.ส. เลือกตั้ง และ ส.ว. แต่งตั้ง) แต่ฝ่ายบริหารต้องได้รับพระบรมราชานุญาตและความไว้วางใจจากพระมหากษัตริย์ เหตุดังนั้นพระมหากษัตริย์จึงไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรงกับการบริหารของนายกฯ เพราะไม่ได้ทรงแต่งตั้งนายกฯ หลักการ The King can do no wrong ก็ยังอยู่ จึงไม่ใช่ระบอบราชาธิปไตย
ไม่ว่า ระบอบสาธารณรัฐจำแลง หรือ ระบอบเสมือนสัมบูรณาญาสิทธิ์ อาจารย์เกษียรเห็นว่าต่างไปจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการปรากฏขึ้นของระบอบทางเลือกทั้ง 2 นี้ สะท้อนว่าเงื่อนไขที่เคยรองรับ ค้ำจุน ผลักดันระบอบเดิมได้เปลี่ยนแปลงคลี่คลายไปคือ พระราชอำนาจนำ และฉันทมติภูมิพล ทำให้ผู้คนต่างพากันร้องทัก

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
ต้นแบบราชาธิปไตยใต้ รธน. เมื่อประมุขอังกฤษเป็นเพียงสัญลักษณ์
จากนั้นนักรัฐศาสตร์อาวุโสได้กล่าวถึงหนังสือ The English Constitutional ค.ศ. 1867 หรือ พ.ศ. 2410 ของ วอลเตอร์ เบจชอต โดยชี้ว่าเป็น "คัมภีร์หลักของนักวิชาการไทยที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์" ซึ่งมักใช้อังกฤษเป็นต้นแบบในการอธิบายระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และอ้างถึงสิทธิทางการเมือง 3 ประการของสถาบันกษัตริย์ ประกอบด้วย สิทธิที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือ, สิทธิที่จะทรงให้กำลังใจ และสิทธิที่จะทรงตักเตือน ทว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงย่อหน้าเดียวในการอภิปรายรวม 4 หน้าครึ่ง
เนื้อหาอื่น ๆ ของหนังสือแม่บทหลักแห่งระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอังกฤษที่ ศ.ดร. เกษียรอ่านจนจบ แล้วสรุปสาระสำคัญออกมาถ่ายทอดมี ดังนี้
หนึ่ง เบจชอตเสนอว่า เหตุผลสำคัญที่สุดที่ควรคงสถาบันกษัตริย์อังกฤษไว้สืบต่อไปภายใต้ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่อำนาจเปลี่ยนไปแล้ว เป็นเพราะประชาชนอังกฤษส่วนใหญ่ยังโง่อยู่ สถาบันฯ จะช่วยให้คนอังกฤษยอมรับระเบียบอำนาจใหม่ ซึ่งอำนาจทางการเมืองที่แท้ไม่ได้อยู่ที่สถาบันฯ อีกต่อไป หากอยู่กับนักการเมือง รัฐบาล รัฐสภา

ที่มาของภาพ, Getty Images
สอง หลักวิเคราะห์ระบอบรัฐธรรมนูญตามประเพณีอังกฤษของเบจชอต แยกส่วนที่ทรงเกียรติศักดิ์ กับ ส่วนที่ทรงประสิทธิภาพ ออกจากกัน โดยส่วนแรก เป็นส่วนที่กระตุ้นและผดุงไว้ซึ่งความเคารพยำเกรงในหมู่ประชาชน และส่วนหลัง เป็นส่วนที่รัฐธรรมนูญอาศัยมันดำเนินงานและปกครองในทางเป็นจริง
สาม การจัดวางอำนาจภายใต้ระบอบต่าง ๆ มี ดังนี้
- ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่วนที่ทรงเกียรติศักดิ์กับส่วนที่ทรงประสิทธิภาพ รวมอยู่ในกษัตริย์
- ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญตอนต้น กษัตริย์กับขุนนางจะแบ่งปันการใช้อำนาจอธิปไตย โดยมีสภาสามัญในฐานะตัวแทนประชาชนคอยตรวจสอบบ้าง
- ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญตอนสุกงอม ระบอบสาธารณรัฐได้แฝงฝังตัวเองไปอยู่ใต้อ้อมกอดของสถาบันกษัตริย์ โดยแยกส่วนที่ทรงเกียรติศักดิ์กับส่วนที่ทรงประสิทธิภาพออกจากกัน แล้วเชื่อมต่อยึดโยงเข้าด้วยกันอีกที รักษาส่วนที่ทรงเกียรติศักดิ์เพื่อปิดบังอำพรางและช่วงชิงความจงรักภักดีมาให้ส่วนที่ทรงประสิทธิภาพ
"คนอาจนินทา บอริส จอห์นสัน (นายกรัฐมนตรีอังกฤษ) ว่าแสดงออกแปลก ๆ ผมไม่หวี แต่พอมีภาพกับควีนอลิซาเบธ ความชอบธรรมที่คนอังกฤษให้แก่พระองค์ ก็ทำให้บอริสได้อาศัยใบบุญไปด้วย" ศ.ดร. เกษียรกล่าว

ที่มาของภาพ, Press Association
สี่ เบจชอตเรียกระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่สุกงอมของอังกฤษว่า ระบอบสาธารณรัฐจำแลง ซึ่งบรรดาส่วนประกอบที่เคยเป็นภาคผนวกของสถาบันกษัตริย์ได้กลายเป็นแก่นสารใจกลางของสาธารณรัฐ เพื่อปิดบังอำพรางการเปลี่ยนย้ายอำนาจแบบปฏิวัติที่ได้เกิดขึ้นเอาไว้จากมวลมหาชนภายใต้ฉากบังหน้าของรัฐธรรมนูญ
"นี่คือแนวโน้มหนึ่งที่เป็นไปได้ของระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และคือสิ่งที่เบจชอตร้องทักไว้ตั้งแต่ต้น โดยอำนาจบริหารแท้จริงตกอยู่กับนักการเมืองกระฎุมพี สถาบันกษัตริย์เป็นเพียงประมุขเชิงสัญลักษณที่ช่วยตกแต่งประดับอำนาจรัฐแบบทุนนิยม ประโยชน์นิยมของกระฎุมพี ให้อลังการน่าเคารพยำเกรง" ศ.ดร. เกษียรกล่าว
โชกุน กับ รูปเทพารักษ์ ใต้ระบอบเผด็จการทหารไทย
เมื่อกลับมามองประเทศไทย อาจารย์เกษียรเชื่อว่าความกังวลใจของ ศ.พิเศษ จรัญ น่าจะเป็นความวิตกต่อระบอบสาธารณรัฐจำแลง หาใช่ระบอบสาธารณรัฐโดยแท้จริงไม่
เขายังชวนย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยในยุคใกล้ที่ฉายภาพตัวอย่างของสาธารณรัฐจำแลง ผ่านงานเขียนของ ศ.ดร. ปรีดี พนมยงค์ หนึ่งในคณะราษฎร และผู้ประศาสน์การ มธ. หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และงานของ ศ.ดร. เบเนดิก แอนเดอร์สัน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งแม้ผลิตในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่ทั้งคู่วิเคราะห์ระบอบเผด็จการทหารไทยด้วยการใช้คำเปรียบว่า "โชกุน" กับ "เทพารักษ์" เหมือนกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในญี่ปุ่น ช่วงศตวรรษที่ 11 มีผู้แสดงความเคารพและเทิดทูนพระจักรพรรดิเสมือนเทพารักษ์สืบสายจากเทพเจ้าดวงอาทิตย์ ให้พระองค์หมดพระราชอำนาจและภารกิจแผ่นดิน โดยทรงบำเพ็ญกรณีในพิธีศาสนาและประทับพระราชลัญจกรตามที่ผู้เผด็จการระบบโชกุนต้องการเท่านั้น
ในไทย คนที่ช่วยทำให้ยุคแรกของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เป็นลัทธิทหารมีลักษณะแบบโชกุน และจากนั้นก็เปลี่ยนแปลงบรรยากาศทั้งหมดของการเมืองไทยไปอย่างสิ้นเชิงคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
"ประวัติศาสตร์และปรากฏการณ์ปัจจุบันของหลายประเทศที่สถาปนาประมุขรัฐเพียงเสมือนเป็นรูปเทพารักษ์ที่ประดิษฐานไว้ในศาลพระภูมิหรือศาลเจ้านั้น ก็เพื่อบุคคลอื่นมีอำนาจเผด็จการ" ศ.ดร. ปรีดีระบุไว้เมื่อปี 2516
ศ.ดร. เกษียรกล่าวต่อไปว่า กระบวนการทำให้เป็นรูปเทพารักษ์บรรลุระดับไคลแมกซ์ (จุดสุดยอด) ในปี 2514 เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร ปรากฏในจอโทรทัศน์ภายหลังทำการรัฐประหารรัฐบาลของตัวเอง และทำพิธีเปิดหนังสือพระบรมราชโองการที่วางมาในถอดทองคำต่อหน้าผู้ชม เพื่อแสดงว่าเขาได้รับความเห็นชอบ
แม้ถูกให้คำจำกัดความว่าเป็นสาธารณรัฐจำแลงเหมือนกัน แต่ ศ.ดร. เกษียรยืนยืนยันว่ามีความแตกต่างระหว่างจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ซึ่งเป็นนายทหารที่มีอำนาจจากการรัฐประหาร กับนายทักษิณ นักการเมืองกระฎุมพีที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน
เสียงร้องทักเรื่องการ "หมุนกลับ" ของสมบูรณาญาสิทธิ์
ขณะเดียวกันเขายังทดลองชี้ชวนให้สังคมมองมุมกลับ เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการเกิดขึ้นของระบอบเสมือนสัมบูรณาญาสิทธิ์ภายใต้เงื่อนไขอีกแบบหนึ่ง หากสัมพันธภาพทางอำนาจเปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนที่ทรงเกียรติศักดิ์อยู่เหนือส่วนที่ทรงประสิทธิภาพของรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
นี่เป็นอีกครั้งที่นักรัฐศาสตร์อาวุโสยกเอาคำร้องทักของผู้คนมาสนับสนุนสมมติฐาน โดยสมาชิกฝ่ายถอนรากถอนโคนของคณะ ร.ศ. 130 (กบฏเก็กเหม็ง) ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยต้น ร. 6 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบสาธารณรัฐ แต่ตอนหลังได้แพ้ความเห็นของฝ่ายประนีประนอม ที่ให้เปลี่ยนเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ร้องทักเอาไว้ตั้งแต่ก่อน 2475
ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) หัวหน้าคณะปฏิวัติ ให้เหตุผลว่า "สยามเหมาะกับการปกครองแบบ รีปัปบลิ๊ก มากกว่า ลิมิตเต็ด มอนากี้ เนื่องจากหากสยามปกครองแบบ ลิมิเต็ด มอนากี้ กษัตริย์อาจกลับไปอยู่เหนือกฎหมายแบบเดิมได้อีก" นอกจากนี้ยังมีสมาชิกฝ่ายถอนรากถอนโคนรายอื่น ๆ แสดงความวิตกกลัวการ "หมุนกลับ" และ "หวนกลับ" ว่าอาจเกิดขึ้นได้ภายใต้ ลิมิตเต็ด มอนากี้
ศ.ดร. เกษียรได้ศึกษาและอ้างถึงงานของนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อย่างน้อย 3 คน ก่อนสรุปเงื่อนไขสำคัญของแนวโน้มระบอบเสมือนสัมบูรณาญาสิทธิ์ว่ามี 3 ประการ
- บทบาททางการเมืองที่เป็น องค์ประธานผู้กระทำการ หรือ ผู้รับการกระทำ ซึ่งถือเป็นข้อแตกต่างชี้ขาดระหว่างสถานภาพของจักรพรรดิญี่ปุ่นยุคหลังการปฏิรูปเมจิ กับสถานภาพสถาบันกษัตริย์ไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
- กระแสสูงของอุดมการณ์และการเคลื่อนไหวมวลชนไฮเปอร์รอยัลลิสม์ไทยช่วงเปลี่ยนผ่าน
- บทบาทฐานะสำคัญของนายกรัฐมนตรี เช่น รัฐธรรมนูญ 2475 ได้ฟื้นฟูพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์อย่างมาก และ "ขอเพียงให้คนที่เป็นนายกฯ เป็นผู้ที่ทรงว่ากล่าวได้ พระมหากษัตริย์ก็จะทรงมีพระราชอำนาจที่เป็นจริงได้..."

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ท้ายที่สุด ศ.ดร. เกษียรชี้ว่า ปมเงื่อนคือสมการของเกลียวสัมพันธ์ทางอำนาจที่ก่อตัวและเปลี่ยนแปลงไปนับแต่ปี 2490 ระหว่าง 3 ส่วน ได้แก่ สถาบันกษัตริย์, กองทัพ ซึ่งอาจออกมาในลักษณะทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือกองทัพที่ครอบงำสถาบันฯ ก็ได้ และชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกา หรือจีน










