โควิด-19: นายกฯ ตั้งเป้าฉีดวัคซีนชาวกรุงเทพฯ 5 ล้านคน ศบค.พบคลัสเตอร์ใหม่ตลาดยิ่งเจริญ

ที่มาของภาพ, EPA
นายกรัฐมนตรียอมรับที่ผ่านมาการวางระบบการฉีดวัคซีนอาจมีปัญหาติดขัดบ้าง พร้อมขอโทษที่ทำให้ประชาชนไม่สะดวก แต่คาดว่าจะระดมฉีดวัคซีนแบบปูพรมในกรุงเทพให้ได้อย่างน้อย 5 ล้านคน หรือ 70% ของประชากร เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ภายใน 2 เดือน
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำวันนี้ (18 พ.ค.) ว่าการฉีดวัคซีนในช่วงที่ผ่านมามีปัญหาบ้างจากการที่ประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก เขาจึงได้ติดตามและเร่งรัดให้มีการปรับปรุงโดยรวดเร็ว
"ต้องขออภัยที่อาจทำให้เกิดความไม่สะดวกบ้าง แต่ผมขอยืนยันว่าทุกคนในประเทศไทยจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนอย่างแน่นอน" พล.อ. ประยุทธ์กล่าวพร้อมย้ำว่าการฉีดวัคซีนคือ "วาระแห่งชาติ" ซึ่งต้องเดินหน้าปูพรมฉีดวัคซีนเข็มแรกให้เร็ว และให้ถึงประชาชนให้มากที่สุด แผนการกระจายวัคซีนใน 3 ช่องทาง คือ
- ช่องทางแรก ผ่านระบบหมอพร้อม มีผู้มาลงทะเบียนแล้วประมาณ 7 ล้านคน สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และจะเปิดให้กลุ่มผู้อายุต่ำกว่า 60 ปีลงทะเบียนได้ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ซึ่งผู้ลงทะเบียนสามารถจองคิวฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลที่เลือกในวันเวลาที่เลือกเอง
- ช่องทางที่สอง คือ การลงทะเบียนที่จุดบริการฉีดวัคซีน หรือ Onsite Registration ในกรณีที่มีวัคซีนสนับสนุนเพียงพอ ณ จุดบริการนั้น
- ช่องทางที่สาม คือ การกระจายวัคซีนเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยการจัดสรรฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเฉพาะ คือประชาชนกลุ่มเฉพาะเสี่ยง กลุ่มที่มีความจำเป็นพิเศษ หรือมีความสำคัญต่อ ระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน

ที่มาของภาพ, EPA
"เราจะไม่รอให้คนวัยใดวัยหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้รับวัคซีนจนครบก่อน จึงค่อยเปิดให้คนกลุ่มอื่น ๆ ได้รับวัคซีน แต่เราจะปรับแผนการเดินหน้าประเทศ ด้วยการเปิดโอกาสให้ทุกคน ที่พร้อมฉีดวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นวัยใด เข้าถึงวัคซีนได้ โดยเฉพาะวัยทำงาน เพื่อปกป้องคนทำมาหากิน คนที่เป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงคนในบ้าน ให้ออกจากบ้านไปทำงาน ทำมาหาเลี้ยงชีพ และเดินหน้าชีวิตกันต่อไปได้"
ส่วนในระยะแรกรัฐบาลตั้งเป้าหมาย คือ กรุงเทพ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ให้ได้อย่างน้อย 5 ล้านคน หรือ 70% ของประชากร เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ภายใน 2 เดือน (มิ.ย.-ก.ค.)

ที่มาของภาพ, EPA
นอกจากนี้นายกฯ ยังกล่าวอีกว่า วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง มากเพียงพอ และจะเริ่มให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศในต้นเดือน ม.ย. นี้อย่างแน่นอน
"จากที่ผ่านมา ได้เร่งฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยงไปแล้วมากกว่า 2.3 ล้านโดส ได้ผลเป็นอย่างดี และไม่มีใครเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงเลยแม้แต่คนเดียว และกำชับให้ทุกหน่วยงานของรัฐให้เข้มงวดในการตรวจสอบดูแลข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องและชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนโดยเร็ว"
ติดเชื้อในเรือนจำเพิ่มอีก 1,408 ราย
กรมราชทัณฑ์รายงานสถานการณ์การติดเชื้อในเรือนจำวันนี้ (18 พ.ค.) ว่าพบผู้ติดเชื้อในเรือนจำทั้งหมด 13 แห่งทั่วประเทศ โดยเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,408 ราย และมีผู้ต้องขังติดเชื้อสะสม 11,670 ราย
นพ.วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ประเมินว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในกลุ่มเรือนจำในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ น่ะจเริ่มคงที่ ผู้ติดเชื้อรายใหม่อาจอยู่ในหลักร้อยจากการตรวจซ้ำผู้ต้องขังที่ผลตรวจหาเชื้อเป็นลบก่อนหน้านี้
"ในรายที่เป็นบวก เราค้นพบโดยมากแล้ว บางที่ก็มีการตรวจซ้ำ 7 วันแล้วนะครับ อย่างทัณฑสถานหญิง เราเจอเพิ่มอีก 100 กว่าคน" รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าว
Please activate Javascript to see the graphic.
ยอดผู้ติดเชื้อสะสมของไทยขยับขึ้นอันดับ 92 ของโลก
สถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. มีข้อมูลสำคัญดังนี้
พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 2,473 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,770 ราย เรือนจำ 680 ราย (ต่อมากรมราชทัณฑ์รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเรือนจำเพิ่มเป็น 1,408 ราย) และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 23 ราย
ยอดผู้ป่วยสะสม 113,555 ราย ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุดเป็นอันดับ 92 ของโลก ขยับขึ้นจากอันดับที่ 98-99 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
Nope
ผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ 42,988 ราย รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 21,199 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 1,150 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 384 ราย ส่วนผู้ป่วยอีก 21,789 ราย รักษาอยู่ใน รพ.สนาม
จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ (873ราย) นนทบุรี (155 ราย) สมุทรปราการ (121 ราย) ปทุมธานี (117 ราย) และสมุทรสาคร (63 ราย)
โดยผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 35 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุ 2 เดือน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คือ 16 รายอยู่ในกรุงเทพฯ ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ ม.ค. 2563 อยู่ที่ 647 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 0.57%

ที่มาของภาพ, ศบค.
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.ชี้ว่าการระบาดในกรุงเทพฯ ขณะนี้นั้นยังต้องเฝ้าระวังใน 19 เขตหลักซึ่งยังมีการระบาดต่อเนื่องใน 22 คลัสเตอร์ที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุด ได้แก่ ตลาดห้วยขวาง, แฟลตดินแดง, ประตูน้ำ, ชุมชนริมคลองสามเสน, แฟลตรถไฟมักกะสัน, แคมป์ก่อสร้างหลักสี่, แยกมหานาค-สะพานขาว-ตลาดผลไม้, คลองถมเซ็นเตอร์-เสือป่า-วงเวียน 22-วรจักร-ตลาดโบ๊เบ๊, ที่พักคนงานก่อสร้างคลองเตย,ชุมชนคลองเตย, สีลม, กลุ่มชาวกินี ย่านสาทร, ปากคลองตลาด, ตลาดบุญเรือง เขตประเวศ, ตลาดศาลาน้ำร้อน เขตบางกอกน้อย, ชุมชนโรงปูน เขตห้วยขวาง, แคมป์คนงาน เขตวัฒนา, ร้านเฟอร์นิเจอร์ เขตสวนหลวง, ราชทัณฑ์ เขตจตุจักร, บริษัทไฟแนนซ์ เขตราชเทวี
นอกจากนี้ยังมีคลัสเตอร์ที่พบใหม่ คือ ตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน ซึ่งในขณะนี้มีผู้ป่วยสะสม 25 ราย
สภาพัฒน์ฯ แจงงบปี 64 เพียงพอเยียวยาโควิด-19
จากกรณีที่มีผู้ตั้งคำถามถึงงบประมาณของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชน หลังจากมีรายงานว่ามีการใช้เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้โควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ไปเกือบเต็มจำนวนแล้ว นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) อธิบายว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณเพียงพอทั้งเงินคงเหลือจากงบประมาณเดิมและงบประมาณที่เตรียมไว้ในงบประมาณปีหน้า ประกอบด้วย
1.วงเงินที่อนุมัติสำหรับการดำเนินการของแผนงาน/ โครงการภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้โควิด-19 มีการอนุมัติวงเงินแล้วทั้งสิ้น 833,475 ล้านบาท วงเงินคงเหลือ 166,525 ล้านบาท
2. งบประมาณกลางปี 2564 วงเงิน 99,000 ล้านบาท วงเงินคงเหลือ 98,213.9 ล้านบาท
3. ค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 วงเงิน 40,325.6 ล้านบาท มีวงเงินคงเหลือ 37,108.2 ล้านบาท
4. งบประมาณกลางปี 2565 วงเงิน 89,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบได้

ที่มาของภาพ, EPA
สำหรับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทยนั้น เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา สภาพัฒน์ฯ รายงานสภาวะทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2564 ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ลดลง 2.6% ถือว่าปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการลดลง 4.2% ในไตรมาสก่อนหน้า และขยายตัวจากไตรมาสที่สี่ของปีที่แล้ว 0.2%
สภาพัฒน์ฯ ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวราว 1.5 - 2.5% ถือว่าปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ จากการลดลง 6.1% ในปี 2563 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก, แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ และ การปรับตัวตามฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในปี 2563










