ราษฎร: คืนแรกนอกเรือนจำของ "รุ้ง ปนัสยา" กับความคืบหน้าขอประกันตัวจำเลย 112 ที่เหลือ

ที่มาของภาพ, Reuters
"เหมือนฝัน" คือความรู้สึกของปนัสยาและเมธาวี สิทธิจิรวัฒนกุล ขณะที่สองพี่น้องนั่งอยู่ในรถยนต์ส่วนตัวกลับบ้านเมื่อวานนี้ (6 พ.ค.)
"น้องรุ้งถามขึ้นมาว่า 'นี่เรื่องจริงหรือเปล่า'" เมธาวีเล่าบทสนทนาระหว่างที่เธอขับรถพาน้องสาวกลับจากการตรวจร่างกายที่ รพ.พระราม 9 ให้บีบีซีไทยฟัง
"พี่เมย์ก็คิดเหมือนกันว่านี่พี่เมย์ขับรถให้หนูนั่งจริง ๆ หรือเปล่า" เธอตอบรุ้งกลับไปเช่นนั้น
เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนเต็มที่ปนัสยา นักศึกษา มธ. และแกนนำกลุ่ม "ราษฎร" วัย 22 ปีเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางหลังจากพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องเธอในข้อหาหลักคือหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันที่ 8 มี.ค. และศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี
หลังจากยื่นขอประกันตัวหลายครั้ง ในที่สุดเมื่อวานนี้ศาลอาญาก็มีคำสั่งให้ประกันตัวโดยตีราคาประกัน 2 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมอันเป็นที่เสื่อมเสียแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และมาตามนัดศาลอย่างเคร่งครัด
ปนัสยาได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อเวลาประมาณ 18.40 น. วานนี้โดยมีแม่ พี่สาว เพื่อน ๆ และมวลชนกลุ่ม "ราษฎร" จำนวนหนึ่งไปรอรับ
หลังจากออกจากทัณฑสถาน ครอบครัวได้พาปนัสยาไปตรวจร่างกายที่ รพ.พระราม 9 แม้ไม่มีปัญหาสุขภาพที่น่าเป็นกังวล ยกเว้นยังอ่อนเพลียจากการอดอาหารประท้วง หมอแนะนำให้นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล และเริ่มรับประทานอาหารที่ละนิดเพื่อให้กระเพาะอาหารได้ปรับตัว
"น้องรุ้งไม่อยากแอดมิทเพราะเขาไม่อยากนอนคนเดียวที่โรงพยาบาลซึ่งตอนนี้ห้ามเยี่ยมเพื่อป้องกันโควิด เราก็เลยตัดสินใจกลับมานอนที่บ้านกัน" เมธาวีเล่า
ที่บ้านพักของครอบครัว มีกลุ่มเพื่อนสนิทของปนัสยาสมัยมัธยมและมหาวิทยาลัยมาหา เด็ก ๆ พูดคุยกันจนดึก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"เขาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่าอยู่ในนั้น (เรือนจำ) เป็นยังไงบ้าง ใช้ชีวิตยังไง แล้วเพื่อน ๆ ก็อัพเดทเหตุการณ์ข้างนอกว่าช่วงที่รุ้งไม่อยู่มันเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง ส่วนครอบครัวก็ถามไถ่แต่เรื่องสุขภาพ" พี่สาวผู้เป็นกำลังหลักของครอบครัวสิทธิจิรวัฒนกุลในการติดตามคดีและต่อสู้เพื่อให้น้องสาวคนเล็กของบ้านได้รับการประกันตัว
"เราได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว เป็นครั้งแรกตั้งแต่ถูกสั่งฟ้องที่เมย์ได้กอดน้องเต็ม ๆ เพราะที่ผ่านมาแค่ได้จับมือแตะแขนบ้างตอนน้องถูกนำตัวมาที่ห้องพิจารณาคดี"
เมธาวีบอกว่าตอนนี้ยังไม่ได้คุยกันเรื่องคดีหรือแนวทางการต่อสู้ "เราอยากให้น้องรุ้งได้พักกายพักใจก่อน"
บีบีซีไทยพยายามติดต่อปนัสยา แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เข้าใจว่าอยู่ระหว่างการพักฟื้น
เดินหน้ายื่นประกันจำเลยที่เหลือ
ปนัสยาเป็น 1 ใน 7 แกนนำกลุ่ม "ราษฎร" ที่อัยการมีคำสั่งฟ้องในคดี ม.112 จากการชุมนุม "19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร" ที่ ม.ธรรมศาสตร์และสนามหลวง เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563
อัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาชุดแรก 4 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา พริษฐ์ ชิวารักษ์ สมยศ พฤกษาเกษมสุขและปฏิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม เมื่อวันที่ 19 ก.พ. และสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เหลืออีก 3 คน คือ ปนัสยา จตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและภาณุพงศ์ จาดนอก เมื่อวันที่ 8 มี.ค.
จำเลยทั้งหมดไม่ได้รับการประกันตัวหลังอัยการมีคำสั่งฟ้อง ทนาย คณาจารย์และครอบครัวยื่นขอประกันตัวหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธ จนกระทั่งวันที่ 9 เม.ย. ศาลอนุญาตให้ประกันตัวปฏิวัฒน์หรือ "หมอลำแบงค์" เป็นคนแรกในบรรดาจำเลยทั้ง 7 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ต่อมาวันที่ 23 เม.ย. ศาลอนุญาตให้ประกันตัวสมยศและจตุภัทร์ หรือ "ไผ่ ดาวดิน" ด้วยวงเงินประกัน 2 แสนบาท โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมที่ทำให้สถาบันเสื่อมเสียและเดินทางออกนอกประเทศ
และเมื่อวานนี้ (6 พ.ค.) ปนัสยาก็ได้รับการประกันตัวเป็นคนที่ 4 ทำให้ขณะนี้ยังคงมีจำเลยคดีชุมนุม 19 กันยาที่ยังไม่ได้รับการประกันตัวอีก 3 คน คือพริษฐ์ หรือ "เพนกวิน" ทนายอานนท์และภาณุพงศ์หรือ "ไมค์"
ล่าสุดวันนี้ (7 พ.ค.) ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวพริษฐ์และนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ "แอมมี่" สมาชิกกลุ่ม "ราษฎร" อีกคนหนึ่งที่ตกเป็นจำเลยในคดี ม.112 จากข้อหาเผาพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 โดยศาลนัดไต่สวนในวันที่ 11 พ.ค.
ขณะนี้ทนายและครอบครัวของจำเลยที่ยังไม่ได้รับการประกันตัวทั้งในคดี 19กันยา และคดีอื่น ๆ มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของพวกเขาหลังจากกรมราชทัณฑ์ยืนยันว่านายอานนท์และนายชูเกียรติ แสงวงศ์ ติดโควิด-19 ขณะอยู่ในเรือนจำ
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ทวีตวันเดียวกันว่า เมื่อเวลา 16.04 น. ศาลอาญาธนบุรีมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว "ตี้ พะเยา" หรือ น.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา โดยให้ใช้เงินจำนวน 2 แสนบาท เป็นหลักประกัน พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำผิดซ้ำอันจะทำให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันกษัตริย์, ห้ามชุมนุมก่อความวุ่นวาย, ห้ามออกนอกประเทศ และต้องมาศาลทุกนัด
น.ส.วรรณวลี เป็น 1 ใน 4 ผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดี "หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์" ตามกฎหมายอาญามาตรา 112 หนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี เมื่อ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
โควิดในเรือนจำ
นพ. วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์" ว่าในกลุ่มแกนนำ "ราษฎร" มีผู้ป่วยโควิด-19 ยืนยัน 2 รายคือ นายชูเกียรติและนายอานนท์ ทั้งนี้ในส่วนของจัสตินติดเชื้อหลังเดินทางกลับจากศาล "แต่ติดจากศาลไหม เราไม่อาจยืนยัน"
ส่วนความเป็นไปได้ในการรับเชื้อจากผู้คุมภายในเรือนจำ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์คิดว่า "ยาก" เพราะเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 มีไม่กี่คน และปฏิบัติงานอยู่แผนกสวัสดิการซึ่งอยู่ด้านนอก ไม่ใช่อยู่ในเรือนจำ "ก็เหลือระหว่างติดที่ศาล กับผู้ต้องขังด้วยกันเอง" ทั้งนี้ผลการตรวจเชื้อของจัสตินจะออกมาเป็นบวก มีผู้ต้องขังรายอื่นที่ผลตรวจเป็นบวกก่อน
นพ. วีระกิตติ์ให้ข้อมูลด้วยว่า เดิมนายชูเกียรติและนายอานนท์อยู่ในแดนสอง หรือ "แดนกักโรค" แต่ต่อมาเมื่อนายพริษฐ์กลับจากสถานกักขังปทุมธานี จึงแจ้งให้อยู่ที่สถานพยาบาลก่อน แต่เจ้าตัววิตกเล็กน้อยตามประสา และอยากได้เพื่อนมาอยู่ด้วย ก็เลยให้แกนนำราษฎรรายอื่นมาอยู่ด้วยกัน 3-4 คน อาทิ นายชูเกียรติ และนายไชยอมร
รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ระบุด้วยว่า ประชากรราชทัณฑ์มีราว 3 หมื่นคน แต่มีคนรับใหม่ราว 300-400 ราย กระจายไปอยู่ตามเรือนจำต่าง ๆ ซึ่งกรมได้เพิ่มระยะเวลาในการกักโรคเป็น 21 วัน หลังโควิดระลอกใหม่เปลี่ยนลักษณะ และไม่แสดงอาการ ทำให้การวัดไข้บอกไม่ได้ว่าคนนั้นติดโควิดหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีการเปิด รพ.สนาม โดยใช้พื้นที่ "แดนตรวจพิสูจน์" ภายในเรือนจำคกลางลองเปรม รองรับผู้ป่วยได้ 600 เตียง ซึ่งเมื่อวานนี้ (6 พ.ค.) ได้นำผู้ติดเชื้อ 200 คนมาอยู่แล้ว
เพจเฟซบุ๊ก "อานนท์ นำภา" โพสต์เมื่อช่วงเย็นวันที่ 7 พ.ค. ว่า "อานนท์ถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เป็นที่เรียบร้อย เป็นกำลังใจให้คุณหมอ พยาบาลทุกๆคน และเป็นกำลังใจให้อานนท์ต่อสู้กับโควิดด้วยนะ"










