วัคซีนโควิด: นายกฯ-อนุทินโต้ธนาธร ระบุบิดเบือน-ไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของ สธ. ออกมาตอบโต้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่วิจารณ์การจัดซื้อวัคซีนและตั้งข้อสังเกตถึงการที่ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนในพระปรมาภิไธยเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดวัคซีน

นายกฯ กล่าวว่านายธนาธร "บิดเบือน" ขณะที่นายอนุทินโจมตีนายธนาธรว่า "ไม่รู้จักสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ" ของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อการสาธารณสุขไทย รวมทั้งในช่วงการระบาดของโควิด-19

ด้าน นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติยืนยันว่าการจัดซื้อวัคซีนจาก แอสตร้าเซนเนก้า และสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนให้ สยามไบโอไซเอนซ์ มีความโปร่งใสและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายธนาธรออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดหาและการผลิตวัคซีนทางเฟซบุ๊กไลฟ์ในหัวข้อ "วัคซีนพระราชทาน: ใครได้ใครเสีย?" คืนวานนี้ (18 ม.ค.) มีประเด็นหลัก ๆ คือ เขามองว่ารัฐบาลดำเนินการล่าช้า ไม่เปิดหาทางเลือกจากบริษัทที่หลากหลาย ทำให้ไทยได้วัคซีนที่ช้า ราคาแพงและไม่ครอบคลุมกลุ่มประชากรที่มากพอ เขายังตั้งคำถามถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าการที่ตัดสินใจให้ บ.สยามไบโไซเอนซ์ ซึ่งมีในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นผู้ถือหุ้น ลงมาเป็นผู้เล่นในตลาดวัคซีน หากเกิดความผิดพลาดขึ้น นายกฯ จะรับผิดชอบไหวหรือไม่

นายอนุทินเป็นคนแรกที่ออกมาตอบโต้นายธนาธร โดยให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีว่า คนที่ออกมาวิจารณ์ในเรื่องนี้ไม่รู้จักสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

"ไทยมาถึงวันนี้ได้ ใครเป็นผู้วางรากฐานสาธารณสุข ทำให้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลก ทำให้ประชาชนภายในประเทศมีพื้นฐานสุขภาพที่ดี มีวิถีชีวิตที่ดี มีความแข็งแรง ใครเป็นคนพระราชทานสิ่งของต่าง ๆ ยามมีภัยพิบัติไม่ว่าจะเป็นทางธรรมชาติหรือโรคระบาด พร้อมพระราชทานรถตรวจโควิดพระราชทานเคลื่อนที่กว่า 20 คัน รวมทั้งชุดพีพีอี และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ให้กับโรงพยาบาล"

นายอนุทินกล่าวอีกว่าการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ "เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม"

รมว.สธ. กล่าวว่าเรื่องวัคซีนโควิดเป็นเรื่องสำคัญมากในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ จึงต้องไม่เอาเรื่องการเมืองมาเป็นประเด็น ควรปล่อยให้แพทย์ทำหน้าที่ และ "เมื่อมือไม่พายก็อย่าเอาอะไรมาราน้ำ"

"ถ้าไม่ได้ทำอะไร พูดอะไรก็ได้หมด ถ้าอยากทำอะไรให้ได้ตามที่ตัวเองต้องการ ก็เข้ามาบริหารบ้านเมืองให้ได้เสียก่อน" นายอนุทินกล่าว โดยเข้าใจว่าพาดพิงถึงนายธนาธร

ในช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังการประชุม ครม. ว่าการที่นายธนาธรใช้คำว่า "วัคซีนพระราชทาน" เป็นการบิดเบือน ส่วนประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตนั้นก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริง พร้อมกับเตือนสื่อมวลชนให้ระมัดระวังการเสนอข่าว เพราะเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายหากมีการเผยแพร่สิ่งที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของรัฐบาล

ผอ.สถาบันวัคซีนฯ: การเข้ามาของ บ.สยามไบโอไซเอนซ์ "เป็นเรื่องน่าสรรเสริญ"

เวลา 11.00 น. ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขร่วมกัน "แถลงข้อเท็จจริงการจัดหาวัคซีนที่เป็นประเด็นข่าว" หนึ่งในนั้นคือ นพ. นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งยืนยันว่า บ.สยามไบโอไซเอนซ์มีความพร้อมมากที่สุดในการเป็นผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก บ.แอสตร้าเซนเนก้า และผลิตวัคซีนโควิด-19

บีบีซีไทยเรียบเรียงคำชี้แจงของ นพ.นคร คำต่อคำ ดังนี้

บ.สยามไบโอไซเอนซ์เท่านั้นที่มีศักยภาพ

สถานการณ์โควิด-19 ต่างจากสถานการณ์ปกติโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นจะใช้ความรู้หรือประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมเพียงแค่นั้นไม่พอ เป็นการบริหารจัดการในภาวะที่มีความเร่งด่วนและมีความไม่แน่นอน การที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดหาวัคซีนโดยวิธีจัดซื้อล่วงหน้านั้นใช้ข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน ไม่ใช่แค่เจรจาจัดซื้อวัคซีนธรรมดา ๆ โดยทั่วไป ต้องพิจารณาข้อมูลรูปแบบของวัคซีนที่มีการวิจัยพัฒนาอยู่ว่ามีลักษณะอย่างไร แล้วมีแนวโน้มว่าจะใช้การได้อย่างไร และมีแนวโน้มว่าจะนำมาใช้ในประเทศไทยได้อย่างไร มันไม่ใช่เพียงแค่พิจารณาตามชื่อของบริษัทหรือตามตัววัคซีนเพียงอย่างเดียว

กรณีบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าเป็นการจองซื้อโดยมีข้อตกลงเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอีกด้วย ซึ่งบริษัทจำเป็นต้องหาบริษัทที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในช่วงเวลาเร่งด่วน จึงต้องเป็นคนที่พร้อมที่สุด มีความสามารถมากที่สุด ที่เขามั่นใจที่สุด ซึ่ง บ.แอสตร้าเซนเนก้าได้ทบทวนคุณสมบัติของบริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าเดียว แต่ก็เห็นว่ามีเพียง บ.สยามไบโอไซเอนซ์เท่านั้นที่มีศักยภาพในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตในรูปแบบของ viral vector vaccine ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลับอ็อกซฟอร์ด แม้กระทั่งองค์การเภสัชกรรมเองก็ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะรับเทคโนโลยีการผลิตนี้ เพราะเป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ต้องมีความพร้อม และคนที่มาสอนก็จะต้องไม่เสียเวลามากเกินไปเพราะมีความเร่งด่วน

บ.แอสตร้าเซนเนก้าเป็นผู้คัดเลือก บ.สยามไบโอไซเอนซ์ เรามีเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ดกับเครือเอสซีจีซึ่งเป็นหน่วยงานที่พัฒนาเรื่องของความร่วมมือด้านนวัตกรรมกับ กับมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ดมาอย่างต่อเนื่องจึงได้เจรจาดึงให้ บ.แอสตร้าเซนเนก้ามาประเมินศักยภาพ บ. สยามไบโอไซเอนซ์

ขณะเดียวกัน บ.แอสตร้าเซนเนก้ากำลังต้องการขยายการผลิตออกไปทั่วโลกจำนวนมาก บริษัทที่เขาเลือกต้องสามารถผลิตได้ 200 ล้านโดสต่อปีขึ้นไปถึงจะได้รับการพิจารณา ซึ่ง บ.สยามไบโอไซเอนซ์เข้าได้กับหลักเกณฑ์ที่ บ.แอสตร้าเซนเนก้าต้องการ

รัชกาลที่ 9 ทรงวางรากฐาน

มีหลายประเทศที่อยากได้ข้อตกลงในทำนองเดียวกันนี้ มีผู้ที่พยายามจะแข่งเข้ามาเพื่อให้ บ.แอสตร้าเซนเนก้าคัดเลือก แต่ด้วยความพยายามของพวกเราที่ทำงานกันเป็น "ทีมประเทศไทย" ประกอบด้วย สธ. สถาบันวัคซีนแห่งชาติ บ.สยามไบโอไซเอนซ์ และเครือเอสซีจี ใช้การเจรจาและการแสดงศักยภาพให้เขาเห็น รวมทั้งรัฐบาลก็ได้แสดงความมุ่งมั่นในการสนับสนุน พัฒนา บ.สยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งเดิมผลิตเพียงแค่ชีววัตถุหรือว่ายาที่ใช้ในการเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังเท่านั้น ให้สามารถที่จะปรับศักยภาพการผลิตให้มาผลิตวัคซีนชนิด viral vector ได้ รัฐบาลก็ให้การสนับสนุนงบประมาณ 559 ล้านบาท บวกกับทางด้านเอสซีจีสนับสนุนอีก 100 ล้านบาท เพื่อมาจัดซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ บ.สยามไบโอไซเอนซ์พัฒนาขีดความสามารถจนเข้าคุณลักษณะของ บ.แอสตร้าเซนเนก้าได้ นับเป็นผลจากความร่วมมือของทีมประเทศไทย ไม่ได้เกิดเพียงชั่วข้ามคืน โดยมีพื้นฐานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานและทรงวางแนวทางไว้ว่า "Our loss is our gain" ซึ่งหมายถึงว่า บริษัทการผลิตยาชีววัตถุต้องลงทุนมหาศาล แล้วรายได้หรือผลกำไรในแต่ละปีไม่เพียงพอที่จะคืนทุนได้ในเวลาอันรวดเร็ว หมายเป็นการขาดทุนเพื่อกำไร...กำไรที่ประเทศไทยเรามีศักยภาพในการผลิตยาชีววัตถุ ลดการนำเข้าที่ผ่านมาเป็นมูลค่าที่มากกว่าส่วนที่ขาดทุนไปเสียอีก แต่เป็นการประหยัดงบประมาณในส่วนภาพรวมของงานสาธารณสุข ซึ่งส่วนนี้คนที่ไม่เห็นก็อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการสนับสนุนบริษัทที่มีการขาดทุน แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เพราะนี่เป็นไปตามหลักปรัชญาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ให้เรา

การที่เรามีต้นทุนด้าน คน ความรู้ เป็นเหตุให้เราได้รับการคัดเลือกจาก บ.แอสตร้าเซนเนก้าในวันนี้ ถ้าไม่ได้มีการทำไว้ก่อนตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา วันนี้ไม่มี และเราก็ไม่มีวัคซีนที่เราจะเข้าถึง การที่เราเข้าถึงวัคซีนได้ 26 ล้านโดส ที่รัฐบาลได้อนุมัติให้ไปเจรจาจองซื้ออีก 35 ล้านโดส เป็น 61 ล้านโดส ทั้งหมดก็เพื่อจัดหาวัคซีนมาให้เพียงพอต่อความต้องการ

ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าวัคซีนจะไม่เพียงพอ เรามีวัคซีนเพียงพอสำหรับความต้องการแน่ เพราะมีศักยภาพในการผลิตในประเทศ แม้จะเป็นสิทธิการจำหน่ายของแอสตร้าเซนเนก้า แต่ก็อยู่บนฐานความร่วมมือ และเราจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคตหากมีการติดต่อของโรคอุบัติใหม่

การที่ บ.สยามไบโอไซเอนซ์เข้ามาร่วมในการทำงานในลักษณะทีมประเทศไทย เป็นเรื่องที่ต้องน่าสรรเสริญ เพราะ บ.สยามไบโอไซเอนซ์ต้องหยุดการผลิตสินค้าหรือชีววัตถุที่มีอยู่เดิมทั้งหมดที่สร้างรายได้ในแต่ละปีต้องหยุดไป แล้วมาพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตวัคซีน

เวลานี้เราได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ ทาง บ.แอสตร้าเซนเนก้าส่งวัคซีนมาให้เราแค่ 1 ซีซีเอง เราต้องขยายการผลิตให้ได้ 2,000 ลิตร ซึ่งต้องใช้ความสามารถอย่างมาก และเจ้าหน้าที่ บ.สยามไบโอไซเอนซ์ ทุ่มสรรพกำลังที่มีทั้งหมดเพื่อให้ได้จำนวนวัคซีนตามที่กำหนด ซึ่งขณะนี้เป็นไปตามแผนทั้งสิ้น และเรามั่นใจว่าเราจะได้วัคซีนแน่ในช่วงปลายเดือน พ.ค. ถึงต้นเดือน มิ.ย. และเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพตรงตามที่ ม.อ็อกซฟอร์ด และ บ.แอสตร้าเซนเนก้ากำหนด

รัฐไม่ได้สนับสนุนแค่ บ.สยามไบโอไซเอนซ์

สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ของบประมาณเพื่อสนับสนุนการวิจัยพัฒนาวัคซีนในประเทศ ตอนนี้ ครม. ได้อนุมัติงบประมาณมาสนับสนุน บ.ไบโอเนทเอเชีย บ.ใบยาไฟโตฟาร์ม ม.พระจอมเกล้าธนบุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทุกหน่วยงานที่กำลังวิจัยพัฒนาเป็นทีมประเทศไทยก็จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ก็กำลังพัฒนาวัคซีนตั้งแต่ต้นทางเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้านำมาเชื่อมต่อกับสยามไบโอไซเอนซ์ ก็จะทำให้เราทำได้เองตั้งแต่ต้นจนจบ โดยสิ่งสำคัญคือการกระจายวัคซีนที่มีออกไปให้ได้ตามแผน ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการหาวัคซีนจำนวนมากในคราเดียว

ที่เราตั้งเป้าจัดหาวัคซีนให้ได้ 50% ของประชากรเป็นแค่เป้าของปี 2564 ต้องนึกถึงจำนวนวัคซีนที่จะมาทั้งหมด 66 ล้านโดส การกระจายวัคซีนออกไปต้องใช้ความสามารถอย่างมาก ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนว่าต้องหาวัคซีนมาให้ได้ทีเดียว 100% ของประชากรไทย ยูนิเซฟคาดการณ์ว่าปลายปีนี้ จำนวนวัคซีนจะมีเพียงพอกับประชากรทั้งโลกด้วยซ้ำไป จึงขอย้ำว่าวัคซีนมีเพียงพอ เพียงแต่เป็นการใช้วัคซีนในภาวะเร่งด่วน การรีบร้อนนำวัคซีนมาใช้อาจจะมีข้อเสีย

ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีข้อมูลไม่ครบ ต้องใช้ความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลให้มากกว่านี้ แล้วเราจะเห็นว่าบางประเทศที่มีการใช้วัคซีนไปก่อนหน้า ก็เริ่มมีรายงานของการเจ็บป่วยอันเป็นผลมาจากวัคซีน ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นใจในการใช้วัคซีน

ไม่มีกำไร แต่ไม่ขาดทุน

การที่ บ.แอสตร้าเซนเนก้าขายวัคซีนให้ไทย ให้เราจองซื้อและจำหน่ายให้กับเราอยู่บนพื้นฐานของหลักการ "no profit, no loss" คือ ไม่มีกำไรแต่จะไม่ขาดทุน พูดง่าย ๆ คือคิดราคาทุนเท่านั้น เมื่อเขาขายราคาทุนให้กับเรา ค่าจ้างที่ไปเป็นค่าผลิตวัตซีนจึงเป็นการคิดราคาทุนเช่นเดียวกัน เสมือนว่า บ.สยามไบโอไซเอนซ์ต้องผลิตวัคซีนตามคำสั่งซื้อของแอสตร้าเซนเนก้าในราคาต้นทุน จำหน่ายให้ในราคาต้นทุน เพื่อให้แอสตร้าเซนเนก้ามาขายให้ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในราคาต้นทุนเช่นเดียวกัน ดังนั้นนี่ไม่เป็นเรื่องของการหากำไร แต่เป็นเรื่องของการทุ่มเทเพื่อให้ได้วัคซีนจริง ๆ

งบประมาณที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้รับจากรัฐบาลเพื่อสนับสนุนให้การพัฒนาศักยภาพของ บ.สยามไบโอไซเอนซ์ วงเงิน 600 ล้านบาทนั้น ในสัญญาระบุไว้ว่าเมื่อผลิตวัคซีนได้ตามมาตรฐานของแอสตร้าเซนเนก้าแล้ว บ.สยามไบโอไซเอนซ์จะคืนวัคซีนในจำนวนเท่ากับทุนที่ได้รับจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ คืนให้กับรัฐบาลไทยด้วย เพราะฉะนั้นการสนับสนุน บ.สยามไบโอไซเอนซ์ไม่ใช่เป็นการให้เปล่า แต่เป็นการสนับสนุนเพื่อให้เพิ่มศักยภาพให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ได้

ปกติรัฐบาลให้ทุนในลักษณะให้เปล่า แต่ บ.สยามไบโอไซเอนซ์เป็นผู้เสนอเองว่าเพื่อลดข้อสงสัยต่าง ๆในการสนับสนุนเอกชน จึงแสดงเจตจำนงไว้ในสัญญาการรับทุนเลยว่า จะคืนวัคซีนให้รัฐบาลไทยในจำนวนที่เท่ากันในทุนที่รับไปด้วย ดังนั้นข้อกล่าวหาอันเลื่อนลอยและคลาดเคลื่อนควรจะหมดไป และไม่ควรจะไปโยงกับเรื่องของสถาบันที่พวกเราเคารพรัก

อธิบดีกรมการแพทย์: "ไม่ได้แทงม้าตัวเดียว"

ด้าน นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า รัฐบาลเล็งเห็นว่าการฉีดวัคซีนเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันในระดับที่จะลดการแพร่เชื้อได้เป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งเริ่มต้นการจัดหาตั้งแต่วัคซีนยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง โดยขณะนั้นข้อมูลทั้งหมดยังไม่ชัดเจน จึงต้องอาศัยการคาดการณ์และการวางแผน แต่ยืนยันได้ว่่า "ไม่ได้แทงม้าตัวเดียว" ตามที่นายธนาธรวิจารณ์

นพ. ศุภกิจกล่าวว่าไทยน่าจะได้รับวัคซีนเพื่อทำการฉีดให้ครอบคลุม 50% ของประชากร จาก 3 ช่องทาง คือ

  • Covax facility จำนวน 20% โคแวคเป็นการรวมกันของผู้ผลิตวัคซีนจากหลายบริษัท โดยแต่ละประเทศจะแสดงความสนใจสั่งซื้อ ซึ่งราคาที่ได้ก็จะแตกต่างกันไป อย่างไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เงื่อนไขการซื้อก็จะราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศรายได้ต่ำ ทั้งนี้การทำสัญญาจองซื้อมีความยุ่งยากบางประการทำให้การได้มาของวัคซีนยังไม่แน่นอน และอาจจะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก
  • การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิต จำนวน 20% ประมาณ 26 ล้านโดส
  • อื่น ๆ จำนวน 10% ซึ่งจะติดตามผลการทดลองจากบริษัทวัคซีนทุกแห่ง โดยอาจไม่ได้เปิดเผยสาธารณะ เนื่องจากต้องทำข้อตกลงบางประการ

"การที่เราได้มาจำนวนหนึ่งจากซิโนแวค ในช่วง ก.พ.- เม.ย. แล้วต่อด้วย 26 ล้านโดสจากแอสตร้าเซนเนก้าในช่วงปลายเดือน พ.ค. จากนั้นเราก็จะเจรจาขอซื้อเพิ่มเติมเพื่อให้ครบถ้วนในปี 2564 ก็อยู่ในวิสัยที่มีความเป็นไปได้" นพ.ศุภกิจกล่าว

"ถามว่ามันล่าช้ามากไหม ผมคิดว่ามันอาจไม่ได้ล่าช้าอะไรมากมายนักเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ ประเทศที่ได้ฉีดก่อนส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ได้จองซื้อตั้งแต่เรียกว่าการวิจัยยังเป็นวุ้นอยู่เลย ซึ่งอันนั้นจะมีข้อแตกต่างจากการดำเนินการของประเทศเราอยู่พอสมควร ซึ่งต้องมีความรอบในการดำเนินการ"

นพ. ศุภกิจเปิดเผยว่านับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กับ บ. สยามไบโอไซเอนซ์ ได้ร่วมมือกันทำงานมาโดยตลอด เช่น การทดลองและผลิตน้ำยาตรวจหาเชื้อโควิด ซึ่ง บ.สยามไบโอไซเอนซ์ได้สนับสนุนน้ำยาหลายแสนตัวอย่างให้ สธ.

ปลัด สธ.: ในหลวงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 4 พันล้านเพื่อการสาธารณสุข

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าวที่ สธ. นพ.เกียรติภูมิ วงส์รจิต ปลัด สธ.ได้กล่าวแสดงความสำนึกในพะมหากรุณาธิคุณของสถาบันกษัตริย์ไทยที่มีต่อการแพทย์และการสาธารณสุขไทยมาโดยตลอด เริ่มมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ต่อยอดเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 10 ซึ่งพระราชทานคำแนะนำ กำลังใจ และทรัพย์ส่วนพระองค์

"ท่าน (รัชกาลที่ 10) พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์หลายคราวด้วยกัน คือ วันที่ 7 พ.ค. 2562 ท่านพระราชทานถึง 2,400 ล้านบาทให้แก่โรงพยาบาลทั่วพระเทศ และวันถัดมาอีก 631 ล้านบาทเพื่อนำไปใช้ปรับปรุงดูแลสถานที่ รวมถึงการซื้อเครื่องเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ท้ายสุดในห้วงการระบาดของโควิด-19 นี่นะครับ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเวชภัณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์...ที่ไม่ได้กล่าวยังมีอีกมากมาย รวมพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไปในห้วงเวลานี้ก็กว่า 4,000 ล้านบาทแล้ว ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้มา สธ.จะไม่มีประสิทธิภาพในการดูแลและการควบคุมการติดเชื้อโควิดได้เท่าปัจจุบัน ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง พวกเราประชาชนชาวสาธารณสุข ประชาชนชาวไทยก็สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง "