สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ระบุ "เป็นผู้เสียหาย" คดีสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

ที่มาของภาพ, เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์
นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารบริษัท บริษัทเรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ออกแถลงการณ์ยืนยันความบริสุทธ์ หลังถูกพาดพิงในข่าวว่า "เป็นผู้จ่ายเงิน 20 ล้านบาท" ให้กับนายหน้าและเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เขาระบุด้วยว่า ตัวเองเป็นผู้เสียหายจากการปลอมแปลงเอกสาร
เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. "เดอะทรูธ" (The Truth) ซึ่งอ้างว่าเป็นเว็บไซต์ข่าวแต่ไม่ปรากฏชื่อผู้ผลิตเนื้อหาหรือสถานที่ติดต่อ เผยแพร่คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ ลงวันที่ 27 พ.ย. 2562 ซึ่งสั่งจำคุกนายประสิทธิ อภัยพลชาญ อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์และนายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช นายหน้าค้าที่ดิน ในข้อหาเรียกรับสินบนและปลอมแปลงเอกสารราชการของสำนักทรัพย์สินฯ
คำพิพากษานี้จำเลยได้อ้างถึงชื่อนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารบริษัท บริษัทเรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นน้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ว่าได้จ่ายเงินจำนวน 20 ล้านบาทในการว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองดำเนินการติดต่อประสานงานเพื่อให้ทางบริษัทได้เช่าที่ดิน 2 แปลงใน ซ.ร่วมฤดี และย่านชิดลม จากสำนักงานทรัพย์สินฯ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการประมูลตามปกติ
อย่างไรก็ตามคดีนี้มีจำเลยเพียง 2 คน คือนายประสิทธิและนายสุรกิจ ส่วนนายสกุลธรนั้น ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและไม่ได้ระบุชื่อเป็นผู้ต้องหา

ที่มาของภาพ, ISARIN NOOMUANG
แถลงการณ์ 6 ข้อ
ล่าสุดนายสกุลธร ได้ออกแถลงการณ์ 6 ข้อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง สรุปได้ดังนี้
- ยืนยันว่าไม่รู้จักนายประสิทธิ เป็นการส่วนตัว และไม่รู้จักเจ้าหน้าที่ในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คนอื่นด้วย โดยเพิ่งรู้ว่านายประสิทธิเป็นใครหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบคดีแล้วเท่านั้น
- รู้จักกับนายสุรกิจในปี 2560 ผ่านนายหน้าอีกคนซึ่งไม่ได้มีความสนิทสนม มีนายหน้าหลายคนรวมตัวเข้ามาเสนอที่ดินให้กับเขา การที่เขาจะบอกให้นายสุรกิจซึ่งเพิ่งรู้จักกันนําเงินไปดําเนินการในสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้กับบุคคลที่สามหรือมีลักษณะเรียกเงินเพื่อให้มีการกระทําที่ทุจริตจึงเป็นไปไม่ได้
- ตลอดการทำงานเขาได้เน้นย้ำถึงความโปร่งใสและการทํางานบนความถูกต้อง โดยมีการระบุลงไปในสัญญาการจ้างอย่างชัดเจนว่า " ในการปฏิบัติงานนายหน้าจะต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย ตามข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ และรวมถึงการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานของวิชาชีพของนายหน้า"
- การชําระเงินตามที่มีข่าวออกไป เป็นการชําระค่าจ้างในลักษณะของ real estate consultancy ตามคู่สัญญาการค้าที่มีการระบุในสัญญาตามมาตรฐานธุรกิจทั่วไป โดยในกรณีนี้เขาได้รับความเสียหายจากเอกสารราชการที่ถูกทำปลอมขึ้นเพื่อยืนยันความคืบหน้าในการทํางานอันจะทําให้มีสิทธิขอเบิกค่าจ้างตามสัญญากำหนดไว้ได้
- ได้รับหนังสือจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2560 เชิญไปนำเสนอแผนพัฒนาโครงการในวันที่ 23 พ.ย. 2560 แต่ภายหลังทราบว่า เป็นหนังสือที่ถูกปลอมแปลงขึ้น และเขาได้รับโทรศัพท์จากนายหน้าว่าขอยกเลิกการประชุมก่อนที่จะถึงวันประชุม 1 วัน เป็นเหตุให้รู้สึกถึงความผิดปกติ จึงได้ส่งหนังสือถึงสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการเช่าที่ดินแปลงดังกล่าว และได้รับการตอบกลับว่า ยังไม่มีนโยบายในการหาผู้เช่ารายใหม่แต่อย่างใด เขาจึงได้ยกเลิกสัญญาและส่งหนังสือทวงหนี้ 2 ครั้งตามระบบ นายสกุลธรระบุว่า การที่ทางบริษัทของเขาตรวจสอบเอกสารจนค้นพบความจริงทั้งหมด แสดงถึงความบริสุทธิ์ว่า ไม่มีการไหว้วานใครให้ไปกระทำการผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังช่วยให้สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมจนพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสาร ทำให้สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้ในที่สุด
- นายสกุลธรยืนยันว่า เป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์นี้ และยืนยันในความบริสุทธิ์ สิ่งที่ได้ชี้แจงไปก็ปรากฏอยู่ในเอกสารสำนวนสอบสวนตั้งแต่แรก และค่านายหน้าที่ตกลงกันนั้นเป็นไปตามมาตรฐานของธุรกิจ ซึ่งจะมีการชำระก็ต่อเมื่อได้ทำธุรกรรมจดสิทธิ์การเช่าที่สำนักงานที่ดินแล้ว
"ข้าพเจ้าขอยืนยันสิ่งที่ชี้แจงมาทั้งหมดเป็นความสัตย์จริง และยืนยันว่าไม่เคยใช้ให้ผู้ใดไปดําเนินการสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามที่เป็นข่าว" นายสกุลธรระบุในแถลงการณ์

ที่มาของภาพ, Facebook/คณะก้าวหน้า - Progressive Movement
หลังมีการรายงานข่าวของ "เดอะทรูธ" ประเด็นนี้ถูกเผยแพร่ต่อในโซเชียลมีเดียและสื่อกระแสหลักอย่างกว้างขวาง นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เรียกร้องให้มีการตรวจสอบพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ว่า เหตุใดจึงไม่ระบุชื่อนายสกุลธรเป็นผู้ต้องหาในสำนวนคดีที่ส่งให้อัยการ และเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายวัชระได้ยื่นหนังสือร้องเรียนในประเด็นเดียวกันนี้อีกครั้งต่อคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายสิระ เจนจาคะ เป็นประธาน
แม้ว่าคำพิพากษาออกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่การกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้งของคดีนี้ทำให้สำนักงานอัยการสูงสุดและกองบังคับการปราบปรามซึ่งเป็นสองหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจง
คณะก้าวหน้าเชื่อ "หวังผลทางการเมือง"
ขณะที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เชื่อว่าข้อกล่าวหาเรื่อง "สกุลธรฮุบที่หลวง" ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างจงใจโดยฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของคณะก้าวหน้า เพื่อโจมตีนายธนาธรซึ่งกำลังอยู่ในช่วงช่วยหาเสียงให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 ธ.ค. นี้
น.ส. พรรณิการ์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าข้อกล่าวหานี้อาจเป็นความพยายามที่จะ "ปิดปาก" นายธนาธรและแนวร่วมที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปและตรวจสอบความโปร่งใสของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ก็เป็นได้
"ดิฉันคงพูดอะไรในสาระสำคัญของคดีไม่ได้เพราะอยู่ในระหว่างกระบวนการ...แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าคดีเกิดมาหลายปี อยู่ดี ๆ ก็มีการออกมาตีข่าวกันอย่างเป็นขบวนการในช่วงสองสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันที่ 20 ธ.ค." น.ส.พรรณิการ์กล่าว
เธอเชื่อว่าการหยิบเรื่องนี้มาพูดอีกครั้งค่อนข้างชัดเจนว่า "หวังผลทางการเมือง" กล่าวคือให้นายธนาธรเสียคะแนนในการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น

ที่มาของภาพ, Reuters
คำชี้แจงจากสำนักงานอัยการสูงสุด
เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่า อสส. "สั่งไม่ฟ้อง" นายสกุลธร โดยระบุว่าขณะนี้นายสกุลธรยังไม่ได้เป็นผู้ต้องหา และพนักงานสอบสวนกองปราบปรามยังอยู่ระหว่างการสอบสวน อัยการจึงยังไม่มีอำนาจที่จะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง
นายอิทธิพรยังได้สรุปเนื้อหาและลำดับความเป็นมาของคดีตามคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ ดังนี้
- ต้นปี 2560 นายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช นายหน้าค้าที่ดินอิสระไปพบกับนายสกุลธร ซึ่งเป็นประธานบริษัทเรียลแอสเสทฯ เพื่อนำที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำนวน 2 แปลงตั้งอยู่ใน ซ.ร่วมฤดี และที่ตั้งขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่านชิดลม มาเสนอให้เช่า ซึ่งนายสกุลธรให้ความสนใจ จึงได้ทำสัญญาว่าจ้างให้นายสุรกิจติดต่อประสานงานพื่อให้ทางบริษัทได้เช่าที่ดินโดยมีค่าตอบแทนวงเงิน 500 ล้านบาท หลังจากทำสัญญากันแล้ว นายสุรกิจและนายประสิทธิ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้แนะนำให้นายสกุลธรยื่นหนังสือขอเช่าที่ดินตามช่องทางปกติกับสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งนายสกุลธรได้จ่ายเงินงวดแรก 5 ล้านบาท เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้
- มี.ค. 2560 นายประสิทธิ์ได้ปลอมเอกสารราชการของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่ระบุว่าบริษัทเรียลแอสเสทฯ ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในการเป็นผู้เช่าที่ดินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อนายสกุลธรได้รับหนังสือแล้วจึงจ่ายเงินอีก 5 ล้านบาท
- พ.ย. 2560 เมื่อปรากฏว่าบริษัทยังไม่ได้สิทธิในการเช่าที่ดินทั้ง 2 แปลง นายสกุลธรจึงได้เร่งรัดให้นายสุรกิจไปดำเนินการ นายสุรกิจและนายประสิทธิจึงร่วมกันปลอมเอกสารของสำนักงานทรัพย์สินฯ อีกฉบับหนึ่งเป็นจดหมายเชิญตัวแทนบริษัทเรียลแอสเสทฯ ไปประชุม เมื่อได้รับหนังสือเชิญประชุม นายสกุลธรจึงจ่ายเงินอีก 10 ล้านบาท รวมยอดจ่ายเงิน 3 ครั้งเป็นเงิน 20 ล้านบาท ซึ่งนายสุรกิจและนายประสิทธิได้นำเงินไปแบ่งกัน แต่เมื่อใกล้ถึงวันประชุม นายสกุลธรได้รับแจ้งว่าการประชุมถูกยกเลิก จึงได้ทวงถามเอาเงินคืน ซึ่งจากการสอบสวนได้ความว่ามีการคืนเงินให้นายสกุลธร 7 ล้านบาท หลังจากนั้นสำนักงานทรัพย์สินฯ ทราบเรื่องจึงมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่เข้าร้องทุกข์กับกองบังคับการปราบปรามเพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
- เม.ย. 2562 หลังจากจับกุมนายสุรกิจและนายประสิทธิ ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนได้ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามการได้ดำเนินการสอบสวนจนเสร็จสิ้นและส่งสำนวนให้สำนักงานอัยการ โดยกล่าวหาว่าทั้งสองคนร่วมกันเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจงใจหรือไม่จงใจให้เจ้าพนักงานโดยวิธีการอันทุจริตหรือผิดกฎหมายให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลไทย ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พนักงานอัยการพิจารณาสำนวนคดีและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จำเลยทั้งสองคนให้การรับสารภาพ
- 27 พ.ย. 2562 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 2 คน ๆ ละ 3 ปี

ที่มาของภาพ, Facebook/คณะก้าวหน้า - Progressive Movement
โฆษก อสส. อธิบายเพิ่มเติมว่า พนักงานสอบสวนกองปราบปรามไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหานายสกุลธร เขาจึงไม่ได้เป็นผู้ต้องหาในสำนวนคดีนี้ พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องนายสกุลธร
อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้เขียนไว้ตอนท้ายของรายงานการสอบสวนว่า
"ในส่วนของนายสกุลธร ผู้ให้เงินแก่ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 โดยมีเจตนาให้นำไปให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำผิดหน้าที่ ช่วยเหลือบริษัทเรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ให้ได้สิทธิเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ โดยไม่ผ่านขั้นตอนตามปกติ จึงเข้าลักษณะเป็นการใช้ให้ผู้ต้องหาทั้งสองไปกระทำความผิด นายสกุลธร จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ซึ่งพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อไป"
นายอิทธิพรกล่าวต่อไปว่า บันทึกของพนักงานสอบสวนแสดงให้เห็นว่าพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ประสงค์จะแยกการดำเนินคดีนายสกุลธรเป็นอีกคดีหนึ่ง ดังนั้นอัยการจึงต้องรอให้พนักงานสอบสวนทำหน้าที่ เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วจึงจะส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องซึ่งอัยการจะพิจารณาไปตามหลักฐานที่อยู่ในสำนวน

ที่มาของภาพ, สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ










