เลือกตั้งท้องถิ่น : ปรากฏการณ์ใหม่-ข้อมูล-สถิติน่าสนใจในศึกเลือกตั้ง อบจ. 63

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในวันที่ 20 ธ.ค. นี้ ถือเป็นอีกครั้งที่คนไทย 76 จังหวัดจะได้ใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงเพื่อกำหนดชะตากรรมตัวเอง หลังเคยเข้าคูหาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มาแล้วเมื่อต้นปี 2562
นี่ถือเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นรูปแบบแรกในรอบ 6 ปี นับจากผู้บริหารท้องถิ่นทยอยหมดวาระลง ทว่ายังต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 1/2557 ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2557
บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลน่ารู้และสถิติน่าสนใจใน "ศึกเลือกตั้งนายกฯ เล็ก" มาไว้ ณ ที่นี้
ปรากฏการณ์ใหม่
การเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. ครั้งนี้มีความสำคัญ และมี "ปรากฏการณ์ใหม่" เกิดขึ้นอย่างน้อย 5 ประการ
- เป็นครั้งแรกที่.. มีการเลือกตั้งท้องถิ่นนับจากรัฐประหารปี 2557
- เป็นครั้งแรกที่.. การเลือกตั้ง อบจ. เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศ 76 จังหวัด
- เป็นครั้งแรกที่.. ประชาชนอายุระหว่าง 18-26 ปี จะได้ใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น นับจากมีการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งสุดท้ายปี 2555
- เป็นครั้งแรกที่.. มีแคมเปญรณรงค์ระดับชาติเกิดขึ้นกับผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่น และมีการทำป้ายหาเสียงด้วย "นโยบาย/คำขวัญบรรทัดเดียว"
- เป็นครั้งแรกที่.. ผู้สมัครเปิดตัว "สวมเสื้อพรรคการเมือง" ลงสู่สนามเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยพรรคเพื่อไทย (พท.) ส่งผู้สมัครนายก อบจ. 25 จังหวัด และคณะก้าวหน้าส่ง 42 จังหวัด

ที่มาของภาพ, กองโฆษก คณะก้าวหน้า
"การสวมเสื้อคลุมของการเมืองระดับชาติลงสู่สนามท้องถิ่น ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างพรรคกับพื้นที่ที่ชัดเจนขึ้น จากในอดีต พรรคการเมืองกับผู้สมัคร อบจ. มักมีความเชื่อมโยงกันแบบไม่เปิดเผย แต่นี่ลุกขึ้นมาเปิดตัวเลย และส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายพรรคส่วนกลางกับพื้นที่" รศ.ดร. อลงกรณ์ อรรคแสง รองคณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ม.มหาสารคาม กล่าวกับบีบีซีไทย
ทว่าด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของ อบจ. ภายใต้รัฐราชการแบบรวมศูนย์ ทำให้ชุดนโยบายหาเสียงที่จัดทำโดย 1 พรรคการเมือง และ 1 กลุ่มการเมือง ยังถูกนำเสนอภายใต้ข้อจำกัด และไต่ไปไม่ถึงระดับที่จะ "พลิกท้องถิ่นได้" ตามความเห็นของนักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องการกระจายอำนาจและท้องถิ่นไทย และเพิ่งจัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ของผู้สมัครนายก อบจ. มหาสารคาม ไปหมาด ๆ
นอกจากผู้สมัครที่จัดทำนโยบายหาเสียงเชื่อมโยงกับพรรค/กลุ่มการเมืองระดับชาติ รศ.ดร. อลงกรณ์ยังพบว่ามีนโยบายอีก 2 ประเภทจากคนอีก 2 กลุ่มคือ นโยบายจากประสบการณ์ของผู้สมัครที่เป็นอดีตนายก อบจ. และนโยบายแบบลูกทุ่ง ๆ จากผู้สมัครอิสระหน้าใหม่ที่สนใจการเมือง แต่ยังไม่มีประสบการณ์ โดยออกมาในทำนอง "มุ่งมั่น ตั้งใจ หวังเปลี่ยนแปลง"

ที่มาของภาพ, RACHAPHON RIANSIRI/BBC THAI
ข้อมูลพื้นฐานว่าด้วย อบจ.
อบจ. เป็นการปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่สุด ทว่ามีความใกล้ชิดกับประชาชน เนื่องจากมีภารกิจสำคัญคือการจัดบริการสาธารณะให้แก่คนในท้องที่
การได้มาซึ่งนายก อบจ./ส.อบจ. : มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองอย่าง ส.ส. ทั้งนี้ในการเลือกตั้งนายก อบจ. ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ส่วนสมาชิก อบจ. ใช้เขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง
จำนวน : ในแต่ละจังหวัด (ยกเว้นกรุงเทพฯ) มีนายก อบจ. 1 คน ส่วนสมาชิก อบจ. มีตั้งแต่ 24-48 คน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในจังหวัดนั้น ๆ
อำนาจหน้าที่ : นายก อบจ. กับ ส.อบจ. แบ่งบทการเมืองกัน โดยนายก อบจ. รับหน้าที่ฝ่ายบริหาร ทั้งจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น, จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี และรายงานผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายงบให้สภาท้องถิ่นทราบ ขณะที่ ส.อบจ. เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ออกข้อบัญญัติที่ใช้ในท้องถิ่น เช่น การจัดการขยะ ประปา, ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาท้องถิ่น, ให้ความเห็นชอบงบ และตรวจสอบและควบคุมการปฏิบัติงานของผู้บริหารท้องถิ่น
วาระ : อยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี ติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ
ค่าตอบแทน : นายก อบจ. ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทน 75,530 บาท หรือคิดเป็น 3.62 ล้านบาทหากดำรงตำแหน่งครบวาระ ส่วน ส.อบจ. ได้ค่าตอบแทน 19,440 บาท หรือคิดเป็น 9.33 แสนบาทหากครบวาระ

งบ อบจ.
รายได้ของ อบจ. เกิดจาก 2 แหล่งสำคัญ แหล่งแรก มาจากการเก็บภาษีต่างๆ ในจังหวัด เช่น ภาษีบำรุงท้องที่, ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีป้าย อีกแหล่ง มาจากงบอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้
ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลได้จัดสรรงบอุดหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 90,978.4 ล้านบาท ในส่วนของ อบจ. 76 จังหวัดได้รับงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วงเงินรวม 28,797.8 ล้านบาท
อบจ.สิงห์บุรี เป็น อบจ. ที่ได้รับการจัดสรรงบน้อยสุดที่ 118.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นงบ 473 ล้านบาท ตลอด 4 ปีของวาระในการดำรงตำแหน่ง
ขณะที่ อบจ.นครราชสีมา ได้รับการจัดสรรงบสูงสุดถึง 2,303.4 ล้านบาท นั่นเท่ากับว่าจะมีงบกว่า 9,200 ล้านบาทในช่วง 1 เทอมของอำนาจ
บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า อบจ. 5 ที่ได้รับงบอุดหนุนสูงสุด 5 อันดับแรก ล้วนแต่อยู่ในภาคอีสาน

ด้วยงบประมาณก้อนโตนี้เองที่ รศ.ดร. อลงกรณ์เชื่อว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้อดีตนักการเมืองระดับชาติลงมาเล่นการเมืองท้องถิ่นมากขึ้น อย่างใน จ.มหาสารคาม มีผู้สมัครที่เป็นอดีตรัฐมนตรี โดยเปิดตัวทีมเป็นอดีต ส.ส. และ ส.ว.
"การที่ ส.ส. ลงมาเล่นการเมืองท้องถิ่น เพราะเขาส่งผ่านภารกิจการเป็น ส.ส. ให้เครือญาติไปแล้ว แล้วตัวเองก็ขยับขึ้นเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) แต่ด้วยระบบเลือกตั้งใหม่ทำให้เขาไม่ได้เป็น ส.ส. ก็เลยต้องหาพื้นที่ให้ตัวเอง ซึ่งสนาม อบจ. ก็น่าสนใจ แม้มีอำนาจหน้าที่และบทบาทจำกัด แต่งบประมาณก็ไม่น้อย และอยู่ในตำแหน่งถึง 4 ปี บางทีมีงบมากกว่าบางกระทรวงด้วยซ้ำ และยิ่งถ้าตกที่นั่ง ส.ส. ฝ่ายค้าน ก็ยิ่งไม่ได้เอ็กเซอร์ไซส์พาวเวอร์ (บริหารอำนาจ) หากเทียบกับ อบจ." รศ.ดร. อลงกรณ์กล่าว
สถิติน่าสนใจในศึก อบจ. 63
ในการเปิดสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ. ระหว่างวันที่ 2-6 พ.ย. ปรากฏว่ามีผู้สมัครสูงถึง 8,521 คน ตามรายงานสรุปผลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อ 10 พ.ย. แต่ต่อมามีผู้สมัครบางส่วนถูกตรวจพบว่าขาดคุณสมบัติ แบ่งเป็น ผู้สมัครนายก อบจ. 4 คน และ ส.อบจ. 116 คน ทำให้เหลือผู้สมัครนายก อบจ. ทั้งสิ้น 331 คน และ ส.อบจ. 8,070 คน
สำหรับข้อมูลที่น่าสนใจมี ดังนี้
ยอดสูงสุด
จังหวัดที่มีผู้สมัครมากที่สุดคือ บุรีรัมย์ 352 คน (นายก อบจ. 8 คน และ ส.อบจ. 344 คน แต่ต่อมาถูกตัดสิทธิไป 1 คน เหลือ 343 คน รวมยอดผู้สมัครเหลือ 351 คน)
จังหวัดที่มีผู้สมัครนายก อบจ. มากที่สุดคือ ขอนแก่น 10 คน
ยอดต่ำสุด
จังหวัดที่มีผู้สมัคร อบจ. น้อยที่สุดคือ เพชรบุรี 34 คน (นายก อบจ. 1 คน และ ส.อบจ. 33 คน)
จังหวัดที่มีผู้สมัครนายก อบจ. น้อยที่สุดคือ กระบี่, เพชรบุรี, อุทัยธานี จังหวัดละ 1 คน โดยที่ 3 คนนี้ก็เป็นอดีตนายก อบจ. คนล่าสุดด้วย

ผู้สมัคร = สมาชิกพึงมี
จังหวัดที่มีผู้สมัคร ส.อบจ. เท่ากับจำนวนสมาชิกพึงมี 1 คน รวม 32 จังหวัด 167 เขตเลือกตั้ง
แต่ถึงกระนั้นผู้สมัครเหล่านี้ต้องผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ปี 2562 มาตรา 111 โดยต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด (โหวตโน) และคะแนนที่ได้ต้องไม่น้อยกว่า 10% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ
งบหาเสียงของผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกเล็ก
นักพยากรณ์เศรษฐกิจคาดการณ์ว่าศึก อบจ. 63 จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อมผ่านเม็ดเงินที่ผู้สมัครใช้ในการหาเสียง หลังเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะซบเซาจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19
กกต. ได้ออกประกาศกำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 76 จังหวัด โดยกำหนดวงเงินให้จ่ายได้แตกต่างกันไปตามขนาดของพื้นที่และจำนวนประชากร โดยมีตัวเลขตั้งแต่ 6-8 หลัก
ผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา เป็นผู้สมัครที่ใช้งบหาเสียงได้มากที่สุดภายใต้วงเงิน 19 ล้านบาท รองลงมาคือ อุดรธานี 15.12 ล้านบาท และขอนแก่น 13.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีอีก 5 จังหวัดที่ผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกเล็กหาเสียงได้ภายใต้งบประมาณหลัก 10 ล้านบาท ประกอบด้วย กำแพงเพชร, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, ศรีษะเกษ และอุบลราชธานี
ส่วนผู้สมัครนายก อบจ. ที่ใช้งบหาเสียงได้น้อยที่สุดคือ สมุทรสงคราม 1.2 ล้านบาท

ขณะที่ผู้สมัคร ส.อบจ. ที่มีวงเงินหาเสียงมากที่สุดคือ ชัยภูมิ กำหนดงบไว้ที่ 6 แสนบาท/คน รองลงมาคือ ชุมพร 5.5 แสนบาท/คน และชัยนาท 5.1 แสนบาท/คน นอกจากนี้อีก 3 จังหวัด ที่ผู้สมัคร ส.อบจ. มีงบหาเสียงหัวละ "ครึ่งล้าน" ได้แก่ ฉะเชิงเทรา, กำแพงเพชร และบุรีรัมย์
ส่วนผู้สมัคร ส.อบจ.พะเยา ใช้งบได้น้อยที่สุดเพียง 1.35 แสนบาท/คน
เหตุที่งบหาเสียงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะผู้สมัครแต่ละคน-แต่ละทีมต้องนำเงินไปใช้จ่ายใน 13 รายการสำคัญ อาทิ ค่าสมัคร, ค่าจ้างแรงงาน, ค่าจ้างทำของ ค่าโฆษณาในสื่อต่าง ๆ, ค่าใช้จ่ายในการสื่อสารทางอิเท็กทรอนิกส์, ค่าเช่ายานพาหนะ, ค่าอาหารผู้ช่วยหาเสียง ฯลฯ ทั้งนี้ภายใน 90 วันหลังวันเลือกตั้ง ผู้สมัครต้องยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมหลักฐานประกอบ
ยกตัวอย่าง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีผู้สมัครมากที่สุดของไทย แบ่งเป็น นายก อบจ. 8 คน ถูกตั้งค่าใช้จ่ายในการหาเสียงไว้หัวละไม่เกิน 10 ล้านบาท และ ส.อบจ. 42 เขต มีผู้สมัครรวม 343 คน หาเสียงได้หัวละไม่เกิน 5 แสนบาท หากผู้สมัครทั้งหมดใช้งบหาเสียงเต็มเพดาน ย่อมหมายความว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในศึก อบจ. เมืองปราสาทหินสูงถึง 251.5 ล้านบาท (นายก อบจ. 80 ล้านบาท และ ส.อบจ. 171.5 ล้านบาท)

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
หรือ จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีผู้ท้าชิงเก้าอี้ นายก อบจ. 6 คน ถูกตั้งค่าใช้จ่ายในการหาเสียงไว้หัวละไม่เกิน 6.3 ล้านบาท และสมัคร ส.อบจ. 42 เขต รวม 140 คน หาเสียงได้หัวละไม่เกิน 1.5 แสนบาท หากผู้สมัครทุกคนพร้อมใจกันทุ่มงบหาเสียงเต็มกำลัง ก็จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนที่นั่น 58.8 ล้านบาท (นายก อบจ. 37.8 ล้านบาท และ ส.อบจ. 21 ล้านบาท)
ข้อควรรู้สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ศึกเลือกตั้ง อบจ. ที่ว่างเว้นมากว่า 6 ปีนับจากรัฐประหารปี 2557 ทำให้มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นหน้าใหม่ (อายุ 18-26 ปี) เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ไม่ต่างจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 ที่เกิดขึ้นในรอบ 8 ปีนับจากการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายปี 2554 ที่ยอดผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกทะลุ 7.3 ล้านเสียง
สำหรับชาวไทยที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อบจ. ทั้ง 76 จังหวัด ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ที่นี่ และมีข้อควรรู้ ดังนี้
- คูหาเลือกตั้งเปิดตั้งแต่ 08.00-17.00 น. ของวันที่ 20 ธ.ค.
- เมื่อเดินเข้าหน่วยเลือกตั้งคูหา ให้แสดงหลักฐานบัตรประชาชน หรือบัตรอื่นที่ราชการออกให้แล้วมีเลขบัตรประชาชน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใบแรก กากบาทเลือกนายก อบจ. และอีกใบ กากบาทเลือกสมาชิก อบจ.
- ไม่เปิดให้มีการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า หรือการเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด
- หากไม่สามารถไปเลือกตั้งได้ ต้องแจ้งเหตุจำเป็นต่อนายทะเบียนอำเภอ/นายทะเบียนท้องถิ่น ภายใน 7 วัน (ก่อนหรือหลังวันเลือกตั้งก็ได้) ไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 2 ปี ห้ามสมัครเล่นการเมืองทุกระดับ และห้ามรับราชการ









