ร.10 เสด็จอุดรธานีครั้งแรกในรอบ 21 ปี ทรงขอบใจพสกนิกร และชวน "รักษาความวิเศษของความเป็นไทย"

ที่มาของภาพ, Royal Household Bureau/Handout via REUTERS
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อ 10 พ.ย. เพื่อทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์และทรงเปิดอาคารทำการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี ในการนี้ได้พระราชทานพระราชหัตถ์แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และทรงมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ
เว็บไซต์ ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 19.37 น. ภายหลังแล้วเสร็จพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ เพื่อแสดงความจงรักภักดีที่ลานจอดเครื่องบินพระที่นั่ง ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี อย่างใกล้ชิด ซึ่งพสกนิกรชาวจังหวัดอุดรธานี ทั้ง 20 อำเภอ ต่างพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง และเสื้อสีส้ม ซึ่งเป็นสีประจำจังหวัด มาเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างเนืองแน่น พร้อมโบกธงชาติ ธงพระปรมาภิไธย วปร. และธงพระนามาภิไธย สท. พร้อมเปล่งเสียงถวายพระพร "ทรงพระเจริญ" ดังกึกก้องอันเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่มาของภาพ, Royal Household Bureau/Handout via REUTERS
มติชนออนไลน์รายงานว่า ในการเสด็จพระราชดำเนินมายัง จ.อุดรธานี มีพสกนิกรเฝ้ารอรับเสด็จ ทยอยมาตั้งแต่ 13.00 น. เพื่อรับการคัดกรอง ทั้งบริเวณลานจอดเครื่องบิน หน้าอาคารกองบังคับการกองบิน 23 , บริเวณศาลเยาวชนและครอบครัว จ.อุดรธานี และริมในถนนเฉลิมพระเกียรติ รวมแล้วกว่า 10,000 คน โดยพสกนิกรที่เฝ้ารับเสด็จ มาด้วยเสื้อสีเหลือง , หลากสี , สมาคม-องค์กร , ผ้าพื้นเมือง , ชุดชนเผ่า (ภูไท-พวน-โซ่ง) และชุดตามเชื้อชาติ (เวียดนาม) ที่เข้ามาพักอาศัยใน จ.อุดรธานี
เว็บไซต์สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นจังหวัดที่ 3 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อจากจังหวัดสกลนคร และจังหวัดอุบลราชธานี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงงานในพื้นที่ หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เปิดศาลหลักเมืองอุดรธานี เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2542 ซึ่งชาวอุดรธานี ถือเอาวันที่ 29 มกราคมของทุกปี เป็นวันก่อตั้งศาลหลักเมือง และจัดให้มีพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองเป็นประจำทุกปี เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ที่มาของภาพ, Royal Household Bureau/Handout via REUTERS
"รักษาความวิเศษของความเป็นไทย"
เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี ทรงให้พสกนิกรรับเสด็จอย่างใกล้ชิด หลังจากประกอบพิธีฯ โดยเฉพาะการลงลายพระหัตถ์ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และประชาชนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จที่ จังหวัดอุดรธานี ความตอนหนึ่งว่า "ขอบใจในความรักและกำลังใจ เราต่างรักกันห่วงกัน ห่วงประเทศชาติ ช่วยกันรักษา บ้านเราด้วยความดี เพื่อความสุขและความเจริญ รักษาความวิเศษของความเป็นไทย" และลงลายพระหัตถ์ในพระบรมฉายาลักษณ์ ที่พสกนิกรนำมาแสดงความจงรักภักดี
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
เว็บไซต์เนชั่นทีวีรายงานว่า พสกนิกรชาวจังหวัดอุดรธานี ที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ ต่างปลื้มปิติอย่างหาที่สุดมิได้ ที่มีโอกาสมาเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ มีกลุ่มแม่บ้านชน 3 เผ่า ลาว ย้อ ภูไท จากอำเภอศรีธาตุ จ.อุดรธานี เดินทางมารอตั้งแต่ตี 4 เพื่อรอรับเสด็จ ด้วยความจงรักภักดี และ ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองแพทย์หลวงมาดูแลสุขภาพประชาชน ที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ และได้พระราชทานอาหารมื้อกลางวัน และมื้อเย็น แก่พสกนิกรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ สร้างความปลื้มปีติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ราษฎรในพื้นที่เป็นล้นพ้น
เว็บไซต์สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ ระบุว่า สำหรับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี เดิมใช้อาคารศาลาประชากรอุดรสามัคคี เป็นที่ทำการชั่วคราวมาตั้งแต่ปี 2538 ปัจจุบันเป็นห้องประชุมสภาฯ และกิจการสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ต่อมาได้ดำเนินการก่อสร้างที่ทำการใหม่ ณ ที่ตั้งปัจจุบันเลขที่ 569 หมู่ 9 ถนนเฉลิมพระเกียรติ (ทหาร) ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 11 ไร่ 96 ตารางวาแล้วเสร็จและเข้าทำการมาตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2550 เป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน
"ราษฎรสาส์น"
การรับเสด็จที่อุดรธานี มีขึ้น 2 วัน หลังผู้ชุมนุมหลายพันคนในนามกลุ่ม "ราษฎร" รวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในกรุงเทพมหานคร เพื่อเดินไปเขียนจดหมายหรือที่ผู้จัดการชุมนุมเรียกว่า "ราษฎรสาส์น" เพื่อส่งถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ถูกถูกตำรวจฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสกัดไม่ให้เคลื่อนขบวนเข้าใกล้พระบรมมหาราชวังเมื่อช่วงค่ำวันที่ 8 พ.ย.

ที่มาของภาพ, Thanyaporn Buathong/BBC Thai
ราว 20.00 น. ของวันที่ 8 พ.ย. ผู้ชุมนุมได้พยายามเคลื่อนรถประจำทางออกเพื่อเปิดทาง และสามารถนำตู้ไปรษณีย์จำลองไปตั้งไว้บริเวณหน้าศาลหลักเมืองได้ จากนั้นแกนนำจึงอ่านแถลงการณ์และประกาศให้ผู้ชุมนุมนำจดหมายที่ตัวเองเขียนขึ้นมาหย่อนในตู้ไปรษณีย์
แถลงการณ์ของกลุ่มราษฎรมีใจความสำคัญว่า สามัญชนอาจเลือกได้ว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้ที่รักและศรัทธา แต่ "กษัตริย์มิอาจทำเช่นนั้น ด้วยกษัตริย์มิอาจเลือกที่รักมักที่ชัง ราษฎรไม่ว่าจะรักและศรัทธากษัตริย์มากน้อยเพียงใด ย่อมเป็นที่รักของกษัตริย์ผู้ซึ่งต้องคำนึงถึงหลักสิทธิ เสรีภาพ และความบริสุทธิ์ยุติธรรม"
แถลงการณ์ราษฎรยังระบุด้วยว่า เมื่อกษัตริย์ฟังคำสรรเสริญเยินยอได้ ก็จำเป็นต้องสดับรับฟังคำเตือนและข้อเสนอแนะ พร้อมย้ำด้วยว่า 3 ข้อเรียกร้องของพวกเขา "เป็นการประนีประนอมที่สุดแล้ว"
หลังจากนั้นได้เปิดให้ประชาชนทยอยนำ "ราษฎรสาส์น" ไปหย่อนที่ตู้จดหมายจำลองแล้วจึงแยกย้ายกันกลับ ยุติการชุมนุมเมื่อเวลาประมาณ 20.55 น.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix











