สถาบันกษัตริย์: องค์กรอิสลามในไทยระบุชาวมุสลิมมีหน้าที่ต้องจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

ชาวมุสลิม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ผู้นำศาสนาอิสลามคนสำคัญในประเทศไทยรวมตัวกันที่ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เขตหนองจอก กทม. วันนี้ (10 พ.ย.) พร้อมด้วยชาวมุสลิมที่สวมเครื่องแต่งกายสีเหลืองจำนวนนับพันคนเพื่อร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ "ให้คงอยู่ตลอดไป"

กิจกรรมดังกล่าวมีชื่อว่า "รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์" ร่วมจัดโดยสำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด โดยมีนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี เป็นประธาน

ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากได้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมที่องค์กรด้านศาสนาอย่างสำนักจุฬาราชมนตรีจัดกิจกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการเมืองในยามที่คนในชาติกำลังมีความคิดเห็นแบ่งเป็นฝักฝ่าย ขณะที่บางส่วนเห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมนี้

หลังมีปฏิกิริยาจากโลกโซเชียล สำนักจุฬาราชมนตรีได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ชี้แจงว่างานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมุสลิมจากอดีตถึงปัจจุบัน

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า สำนักจุฬาราชมนตรีและองค์กรศาสนาอิสลามทุกระดับตระหนักว่าจะต้องดำรงความเป็นกลางทางการเมือง ในขณะที่สังคมไทยมีความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมืองสูงอย่างในปัจจุบัน

กิจกรรมในวันนี้ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง โดยมีการเสวนาเรื่อง "สถาบันพระมหากษัตริย์กับมุสลิมในแผ่นดินไทย" และการประกาศเจตนารมณ์ของพี่น้องชาวมุสลิมที่นำโดยนายอรุณ บุญชม ประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี

จุฬาราชมนตรีร่วมรับฟังงานเสวนาเรื่อง "สถาบันพระมหากษัตริย์ กับมุสลิมแผ่นดินไทย"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, จุฬาราชมนตรีร่วมรับฟังงานเสวนาเรื่อง "สถาบันพระมหากษัตริย์ กับมุสลิมแผ่นดินไทย"

ศาสนาอิสลามสอนให้สำนึกบุญคุณคน

ชาวมุสลิมหญิงชายจำนวนมากสวมเครื่องแต่งกายสีเหลือง บ้างสวมฮิญาบแถบสีธงชาติไทย ในมือถือธงชาติไทยและธงตราสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 10 โบกไปมาเต็มหอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ

พิธีกรประกาศว่ามีชาวมุสลิมมารวมตัวในวันนี้จำนวน "หลายพันคน" และมีบุคคลสำคัญขององค์กรอิสลามในประเทศไทยร่วมด้วยหลายคน

ในเวทีเสวนาหัวข้อ "สถาบันพระมหากษัตริย์กับมุสลิมในแผ่นดินไทย" นายอนันต์ วันแอเลาะ รองประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ชาวไทยมุสลิม "จะลุกขึ้นมาประกาศความยิ่งใหญ่ ความเกรียงไกร และความรับผิดชอบของมุสลิมในประเทศไทยในการที่จะปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"

เขากล่าวด้วยว่า ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมุสลิมในประเทศไทยที่มารวมตัวกันประกาศเจตนารมณ์ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังเต็มไปด้วยความสับสน และสถาบันของชาติที่สำคัญถูกสั่นคลอนจากความไม่เข้าใจของคนที่มีเจตนาที่แตกต่างอันเป็นที่มาของปัญหาซึ่งยังมองไม่เห็นจุดจบ

"คนไทยไม่ยอมเมื่อมีคนมาเบียดเบียน ย่ำยีบีฑาต่อเกียรติภูมิของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเขาไม่ได้ถือว่าเป็นผู้นำแต่เพียงอย่างเดียว แต่เขาถือว่าเป็นพระผู้เป็นเจ้าด้วย ในคติความเชื่อของคนไทยโดยทั่วไป" นายอนันต์กล่าว

"เรามาด้วยจุดยืนของความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่ได้ปกป้องคุ้มครองมอบความสุขให้ประชาราษฎร์...โดยหลักคติธรรมของคนไทยแล้ว ทรัพย์ทั้งหมดทั้งประเทศเป็นของพระมหากษัตริย์ เราครอบครองโฉนดที่ดินก็ในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์...แท้ที่จริงแล้ว แผ่นดินไทยเป็นของพระมหากษัตริย์" เขากล่าวในการเสวนาซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์

ชาวมุสลิม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พสกนิกรหญิงกลุ่มนี้เลือกใช้สีธงชาติไทยมาทำเป็นฮิญาบ (ผ้าคลุมผม)

รองประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยบรรยายถึงพระมหากรุณาธิคุณของบูรพกษัตริย์ไทยต่อชาวมุสลิมนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงพระราชทานทุนทรัพย์สร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงการรักษาพยาบาล อีกทั้งเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ก็ทรงพระราชทานรถตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นับสิบคัน

นายอนันต์กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ชาวมุสลิมจึงต้องสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพราะศาสนาอิสลามสอนให้รู้จักขอบคุณและสำนึกบุญคุณคน

ความจงรักภักดีในหลักอิสลาม

นายประสาน ศรีเจริญ รองประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิ จุฬาราชมนตรี อธิบายว่าในศาสนาอิสลาม คำว่า "จงรักภักดี" หมายถึงการผูกใจรักอย่างเคารพนับถือหรือรู้คุณผู้ที่ทำความดีให้กับเรา และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณกับชาวมุสลิมในไทยทั้งต่อศาสนบุคคล ศาสนสถาน และศาสนบัญญัติ

เขากล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อศาสนบุคคล คือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์ให้มุสลิมจำนวนมาก ด้านศาสนสถาน ทรงรับมัสยิดเข้าไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่วนด้านศาสนบัญญัติ ได้ทรงมีพระราชดำริให้แปลคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาไทย

นายประสานอ้างคำสอนของอิสลามที่ว่า "ใครก็ตาม ถ้าไม่สำนึกในบุญคุณของมนุษย์ ก็เท่ากับว่าไม่ได้สำนึกในบุญคุณของอัลเลาะห์...สถาบันพระมหากษัตริย์มีคุณูปการต่อเรา หน้าที่ของมุสลิมก็คือจะต้องสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ก็คือขอบคุณหรือที่เราเรียกว่าจงรักภักดีนั่นเอง"

จุฬาราชมนตรีกล่าวดุอา (ขอพร)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, จุฬาราชมนตรีกล่าวดุอา (ขอพร)

ในช่วงท้ายของกิจกรรม นายอรุณ บุญชม ประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี ได้นำการประกาศเจตนารมณ์ว่าสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

จุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลาม และองค์กรศาสนาอิสลามในทุกระดับตระหนักดีว่าขณะนี้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นอันเป็นธรรมชาติของสังคมประชาธิปไตย แต่ก็ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างน่าวิตก องค์การศาสนาต้องดำรงความเป็นกลาง แต่ก็มีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้จัดกิจกรรมในวันนี้ขึ้นเพื่อปลุกจิตสำนึกชาวไทยมุสลิมให้รำลึกถึงรากเหง้าของความเป็นไทย และประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะปกป้องสถาบันหลักของชาติ

จากนั้นนายอรุณได้เชิญชวนให้ผู้ร่วมงานกล่าวตามว่า "เราพสกนิกรชาวไทยมุสลิม จะปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้คงอยู่ตลอดไป ทรงพระเจริญ"

กิจกรรม "รวมพลังมุสลิมปกป้องสถาบันฯ" ถูกจัดขึ้นที่ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลาม เฉลิมพระเกียรติ หนองจอก กทม.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กิจกรรม "รวมพลังมุสลิมปกป้องสถาบันฯ" ถูกจัดขึ้นที่ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลาม เฉลิมพระเกียรติ หนองจอก กทม.

4 ปีหลังทรงราชย์ กับพระราชกรณียกิจด้านศาสนาอิสลามของ ร. 10

ตลอด 4 ปีหลังครองราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านศาสนาอิสลามอย่างต่อเนื่อง และทรงมีความผูกพันกับพสกนิกรชาวมุสลิม

หลายพระราชกรณียกิจได้ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยมีพระราชกรณียกิจสำคัญ ๆ อาทิ

  • เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย โดยที่ทรงถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2521
  • หลังผลัดแผ่นดิน ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจใน จ. ปัตตานี เป็นพื้นที่แรกเมื่อ 14 พ.ย. 2559 โดยที่ก่อนหน้านั้นภาคราชการและประชาชนไม่มั่นใจในหมายกำหนดการ เนื่องจากในหลวง ร. 9 เพิ่งเสด็จสวรรคต แต่สุดท้าย ก็เสด็จไปพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการทดสอบการอัญเชิญคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ที่มัสยิดกลางปัตตานี นี่เป็นอีกพระราชกรณียกิจที่ทรงดำเนินอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2548 จากนั้นเมื่อตอบรับการทรงราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้ว ก็ทรงไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่ปัตตานีอีกเมื่อ 9 ธ.ค. 2560 โดยทั้ง 2 ครั้งได้ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารบก และเมื่อ 14 เม.ย. 2562 ทรงเครื่องแบบทหารอากาศ
  • ทรงสืบสานพระราชดำริของในหลวง ร. 9 ในการแปลพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ฉบับความหมายภาษาไทย
  • ในช่วงที่รัฐไทยเปิดฉากพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกับฝ่ายผู้เห็นต่างที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม "มาราปาตานี" (MARA Patani) สุกรี ฮารี หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ฝ่ายมาราปาตานี เคยระบุกับบีบีซีไทยเมื่อ มี.ค. 2560 ว่า "รัชกาลที่ 10 ทรงนี้มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ถ้ารัฐบาลเป็นอย่างนี้ ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาได้ นอกจากรัชกาลที่ 10 พระองค์เดียวที่จะแก้ปัญหาให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด"

หมายเหตุ: บีบีซีไทยเปลี่ยนหัวข้อย่อยในเนื้อข่าวจาก "พระมหากษัตริย์ถือว่าเป็นพระผู้เป็นเจ้า" ที่เผยแพร่เมื่อ 10 พ.ย. 2563 เป็น "ศาสนาอิสลามสอนให้สำนึกบุญคุณคน" เมื่อ 11 พ.ย. 2563 เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากการขาดบริบทของข้อความดังกล่าว