สถาบันกษัตริย์ : เกษียร เตชะพีระ เสนอตั้ง “สถาบันราษฎรสนทนากับผู้มีอำนาจ” เลี่ยงการปะทะ 2 ฝ่าย

king

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์แนะให้เปิดพื้นที่สนทนาที่มั่นคงปลอดภัย ระหว่างกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" กับ "ผู้มีอำนาจ" หลังผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปส่งจดหมายผ่านสำนักพระราชวังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อ 8 พ.ย. ถือเป็นการสื่อสารทางการเมืองโดยตรงครั้งแรกในรอบ 88 ปีนับจากมีประชาธิปไตย ขณะที่คนเสื้อเหลืองมองว่าสื่อและสัญลักษณ์หลายอย่างของขบวนการเยาวชนและประชาชนเป็นการ "หยามพระเจ้าแผ่นดิน"

8 พ.ย. กลุ่ม "ราษฎร" นัดรวมพลที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนินกลาง ฝั่งหน้าร้านแมคโดนัลด์ ก่อนเคลื่อนขบวนไปยื่น "ราษฎรสาสน์" ที่ตู้ไปรษณีย์จำลองซึ่งวางไว้หน้าศาลหลักเมือง ใกล้กับสำนักพระราชวัง สนามหลวง

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ประชาชนสวมเสื้อเหลืองแสดงตัวว่าเป็นสมาชิกของ "ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน" (ศปปส.) ยึดบาทวิถีอีกด้านของอนุสาวรีย์ฯ ปักหลักอยู่หน้าร้านเมธาวลัย ศรแดง ถ.ดินสอ เพื่อ "เฝ้าระวังการก้าวล่วงและจาบจ้วงสถาบันฯ" ของกลุ่มราษฎร

แม้คนไทย 2 กลุ่มยืนอยู่ห่างกันเพียง 200 เมตร บนถนนสายเดียวกัน แต่อุดมการณ์ทางการเมืองของพวกเขาแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

ป้ายไวนิลขนาดใหญ่เป็นรูปซองจดหมายถึงกษัตริย์วชิราลงกรณ์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ป้ายไวนิลขนาดใหญ่เป็นรูปซองจดหมายถึง "กษัตริย์วชิราลงกรณ์" เคลื่อนไปพร้อมกับขบวนการ "ราษฎร" จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มุ่งหน้าสำนักพระราชวัง เมื่อ 8 พ.ย.

เหตุผลที่ทำให้คำสบถปรากฏในขบวนการ "ราษฎร"

เวลา 16.00 น. ผู้ประสานงานกลุ่ม "ราษฎร" เริ่มแจกจ่ายอุปกรณ์การส่งสาส์นให้แก่ผู้ร่วมชุมนุม หญิงสาวชาวสมุทรสงครามรับกระดาษเปล่าและซองจดหมายมา 3 ชุด ก่อนส่งต่อให้เด็กหญิงแว่นกลม 2 คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ หลังจากนั้น ถ.ราชดำเนินกลาง ก็แปรสภาพเป็นโต๊ะเขียนจดหมายของครอบครัวที่ใช้นามแฝงว่า "ครอบครัวมินเนียนปลอม"

เด็กหญิงชั้น ม. 3 ตวัดปากกาอย่างตั้งใจ ก่อนยอมรับกับบีบีซีไทยว่านี่คือการเขียนจดหมายครั้งแรกในชีวิต "เพื่อให้รู้ว่าพวกเรามีตัวตน และเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ ก็มีอยู่จริง" แม้ไม่มั่นใจเลยว่าจดหมายของเธอจะถูกเปิดอ่านหรือไม่

จดหมายนี้เขียนด้วยลายมือของแนวร่วม "ราษฎร" หญิงชั้น ม. 3 ซึ่งเป็นสมาชิก "ครอบครัวมินเนียนปลอม"

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, จดหมายนี้เขียนด้วยลายมือของแนวร่วม "ราษฎร" หญิงชั้น ม. 3 ซึ่งเป็นสมาชิก "ครอบครัวมินเนียนปลอม"

การเปิดปราศรัยของ อานนท์ นำภา ทนายสิทธิมนุษยชน ในชุดพ่อมดน้อยแฮรีพอตเตอร์ ระหว่างการชุมนม "เสกคาถาไล่คนที่คุณก็รู้ว่าใคร" เมื่อ 3 ส.ค. เปลี่ยนมุมมองของ 3 แม่ลูกไปจากเดิม เพราะทำให้เริ่มเห็น "เบื้องหลังของปัญหา" ก่อนที่ภาพต่าง ๆ จะแจ่มชัดขึ้นว่าการคุกคามประชาชนสัมพันธ์กับ "อำนาจที่มองไม่เห็น" หลังเข้าร่วมการชุมนุมที่ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อ 10 ส.ค.

นับจากนั้น กิจกรรมการเมืองบนท้องถนนก็กลายเป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้ของ "ครอบครัวมินเนียนปลอม" แม้ความรู้สึกต่อสถาบันฯ ในหัวของผู้เป็นแม่ยังก้ำกึ่งอยู่ก็ตาม

"ที่มันเดินมาถึงจุดนี้ เพราะเขาไม่ฟังเราตั้งแต่แรก หากยอมรับฟังและมีพื้นที่ให้พูดคุยกัน ก็คงค่อย ๆ พูดจา ไม่ต้องมานั่งหยาบคาย ตอนนี้มันเลยเถิดไปแล้ว เรียกกลับมายากแล้ว.. ทุกวันนี้เหมือนเราต้องการส่งเสียงไปให้เขารับรู้ ให้เขาได้ยิน เพราะพูดดี ๆ แล้วไม่รับฟัง" หญิงชาวสมุทรสงครามแจกแจงเหตุผลที่ทำให้คำสบถปรากฏในขบวนการ "ราษฎร"

แนวคิดนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากลูกสาวคนโตวัย 15 ปีของเธอ

"เราไม่สามารถพูดถึงสถาบันฯ ได้โดยตรง เลยต้องพูดอ้อม ๆ เพราะถ้าพูดตรงก็จะถูกจับ จะต้องลี้ภัย สำหรับหนูมองว่าเป็นเรื่องธรรมดามากที่มีเรื่องแบบนี้ (คำหยาบ) ถ้ารัฐเปิดให้เราพูดได้โดยตรง มันก็ไม่มีเรื่องแบบนี้หรอกค่ะ" แนวร่วม "ราษฎร" รุ่นจิ๋วอธิบาย

people

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

"การเรียกร้องบนถนนเป็นอะไรที่ต้องล้นเกินอยู่แล้ว"

แนวร่วม "ราษฎร" ทั้งชาย-หญิงที่พูดคุยกับบีบีซีไทยอย่างน้อย 5 คน อธิบายในทำนองเดียวกันว่าคำแรง คำหยาบ และความก้าวร้าวที่เกิดขึ้นบ้างในพื้นที่การชุมนุม ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะประชาชนรู้สึกเก็บกด-โกรธแค้นที่ตกเป็นผู้ถูกกระทำอย่างต่อเนื่องโดยไม่เคยได้รับคำอธิบาย โดยเฉพาะกรณี "อุ้มหาย" และการดำเนินคดีกับผู้เห็นต่างทางการเมือง นอกจากนี้ยังมี "เพดานทางกฎหมาย" จำกัดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นการปฏิรูปสถาบันฯ ทำให้พวกเขาต้องส่งเสียงให้ดังขึ้น รุนแรงขึ้น

สุชาติ สินสวัสดิ์ สไตลิสต์ชาย วัย 38 ปี ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการปราศรัยซึ่งต้องปลุกอารมณ์และใช้คำพูดที่มีพลัง ต่างจากการพูดคุยกันในสถานที่จัดตั้ง อย่างตอนที่ ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา แกนนำ "ราษฎร" ไปออกรายการดีเบตทางโทรทัศน์กับ อุ๊-หฤทัย ม่วงบุญศรี แกนนำกลุ่ม "ไทยภักดี" ก็สื่อสารอีกรูปแบบหนึ่ง

"การเรียกร้องบนถนนเป็นอะไรที่ต้องล้นเกินอยู่แล้ว แล้วสิ่งที่จะได้จริงก็คงไม่ได้ทั้งหมด เหมือนเราต้องขอให้มันมากไว้ก่อน ได้เท่าไรก็เท่านั้น" สุชาติกล่าว

ผู้ชุมนุมถือจดหมายที่เขียนถึงในหลวง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

เขาเป็นอีกคนที่เห็นว่า การสื่อสารในเชิงเสียดสี-สุดโต่งในหมู่ผู้ชุมนุมจะลดลง หากมีการเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้อภิปรายลงรายละเอียดของการปฏิรูปสถาบันฯ

สไตลิสต์ชายเข้าร่วมการชุมนุมการเมืองครั้งแรกหลังปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" เมื่อ 10 ส.ค. เพราะเห็นว่า 10 ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันฯ สะท้อนต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง และทำให้เขา "ทะลุความกลัว" ของตัวเอง

วานนี้ เขาเดินทางไปร่วมชุมนุมเพียงลำพัง และร่วมเขียนจดหมายถึงกษัตริย์ พร้อมลงท้ายด้วยชื่อ-สกุลจริง

"ทำไมล่ะ เราก็เป็นคนเหมือนกัน แกนนำเขาก็เปิดหน้าสู้แล้ว เราก็รู้สึกว่าไม่กลัวแล้ว แต่ก่อนยอมรับว่ากลัว แต่หลังวันที่ 10 ส.ค. คิดว่าบรรยากาศมันเปิดแล้ว พูดได้แล้ว และควรจะพูดกันบ่อยขึ้นด้วย" ราษฎรชายผู้นี้ระบุ

มุมมองคนเสื้อเหลืองต่อคณะ "ราษฎร"

ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ ของกลุ่ม "ราษฎร" ที่แสดงออกผ่านคำปราศรัย เสียงตะโกน ป้ายข้อความในพื้นที่ชุมนุมและสื่อสังคมออนไลน์ เป็นสิ่งที่สะเทือนใจคนเสื้อเหลืองทั้ง 5 คนที่บีบีซีไทยได้สนทนาด้วย และรู้สึกรับไม่ได้ จนต้องลุกออกมาแสดงพลังปกป้องสถาบันฯ

แนวร่วม ศปปส. บรรยายความรู้สึกหลังได้ยิน-ได้เห็นบางความเคลื่อนไหวของมวลชน "ราษฎร" ไว้ดังนี้

  • "เป็นการหยามพระเจ้าแผ่นดิน"
  • "คิดไม่ถึงว่าเด็กรุ่นหลังจะคิดร้ายกับสถาบันฯ ได้ขนาดนี้"
  • "ประชาธิปไตยต้องไม่ก้าวล่วงสิทธิคนอื่น พวกน้องทำถูกไหมที่แสดงคำหยาบคายต่อสิ่งที่คนไทยเคารพ"
  • "มันมากไป คุณจะไล่รัฐบาล จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องของคุณ แต่พระมหากษัตริย์ คุณอย่ามาก้าวล่วง"

แต่ถึงกระนั้น ยังมีความแตกต่างในหมู่คนเสื้อเหลืองเอง โดย 2 จาก 5 คน ไม่ปิดกั้นการพูดคุยเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ หากแสดงออกอย่างอารยะ

"พอรับได้นะ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องจัดการหาพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้นักศึกษามาด่าท่านบนถนน มันไม่ใช่ปฏิรูป แต่คือการล้มล้าง นี่คนรุ่นลุงฟังแล้วตีความอย่างนี้นะ" ปรีชา (ขอสงวนนามสกุล) ชาว กทม. วัย 65 ปี กล่าว

"ในหลวงสู้ ๆ" มาจากคำแนะนำของ "ราชองครักษ์"

ปรีชาและภรรยาเป็นส่วนหนึ่งของพสกนิกรที่ไปรอรับเสด็จที่ลานพระราชวังดุสิต เมื่อ 23 ต.ค. วันที่ประชาชนเสื้อเหลืองบางส่วนพร้อมใจกันเปล่งเสียง "ในหลวงสู้ ๆ" แทนการกล่าวถวายพระพรด้วยคำว่า "ทรงพระเจริญ" แบบวัตรปฏิบัติในอดีต

ในระยะหลัง พสกนิกรได้ไปรอเฝ้าฯ รับเสด็จในหลวง พร้อมป้ายข้อความถวายพระพร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ในระยะหลัง พสกนิกรได้ไปรอเฝ้าฯ รับเสด็จในหลวง พร้อมป้ายข้อความถวายพระพร

"มีทหารราชองครักษ์เป็นคนมาบอกเองว่า 'ตอนพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมา ให้กล่าวว่าในหลวงสู้ ๆ เป็นการให้น้ำพระทัยท่าน' ผมฟังแล้วก็งงนะ ก็ย้อนถาม มันจะได้หรือครับ เขาบอกว่าได้ เราก็งง เพราะเกิดมาจนป่านนี้ ไม่เคยพูด เราใช้ราชาศัพท์กันใช่ไหม การพูดอย่างนี้ต้องพูดกับสามัญชนด้วยกัน แต่ทหารยืนยันอย่างนั้น ก็มีพสกนิกรกลุ่มที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ลุงตะโกนคำนี้ออกไป ฟังแล้วมันก็แปลก ๆ นะ" ปรีชาเล่าถึงฉากประวัติศาสตร์

บีบีซีไทย ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

อย่างไรก็ตาม ชายวัยหลังเกษียณรายนี้ไม่ได้ร่วมเปล่งวาจาตามคนข้าง ๆ เพราะรู้สึกตะขิดตะขวงใจ แต่ได้ชี้ไปที่หญิงเสื้อเหลืองอีกคนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์พิทักษ์สถาบันฯ ของเขา ก่อนเอ่ยขึ้นว่า "นี่ ๆ คนนี้ตะโกน เขาถามทหารก่อนว่าทำได้ไหม พอข้าราชบริพารบอกว่าได้ก็เอาเลย คำนั้นมันไม่ได้มาจากประชาชนนะ ลุงยืนยันได้ล้านเปอร์เซ็นต์เลย"

วันที่ 1 พ.ย. เป็นอีกครั้งที่ปรีชาไปรอเฝ้าฯ รับเสด็จและชื่นชมพระบารมีที่หน้าวัดพระแก้ว ก่อนพบว่าพสกนิกรหญิงกลุ่มเดิมได้ตามมาถวายพระพรด้วยการเปล่งวาจา "ในหลวงสู้ ๆ" อีก และบางส่วนชูป้ายไฟที่เขียนข้อความเดียวกันด้วย

"คำว่าสู้ ๆ มันแปลได้หลายอย่างนะ จะแปลว่าดึงพระองค์ท่านมาร่วมกับการเมือง ก็อาจมีคนคิดแบบนั้นได้" ปรีชากล่าว

ขณะที่ สมโชค พลรักษ์ ชาวภูเก็ตวัย 68 ปี เป็นอีกคนที่ไปรอเฝ้าฯ รับเสด็จเมื่อ 1 พ.ย. และร่วมเปล่งเสียง "ในหลวงสู้ ๆ"

"จริง ๆ ก็มีคนห้ามกันเองนะว่าอย่าตะโกน ๆ แต่ก็ไม่มีใครฟัง เพราะทุกคนอยากจะให้กำลังใจกับพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงแย้มพระสรวล" เขาบอก

สมโชค พลรักษ์ เตรียมพร้อมเสมอในการเดินทางจากบ้านเกิดเข้ากรุงเทพฯ หากมีนัดหมายแสดงพลังปกป้องสถาบันฯ

ที่มาของภาพ, Hataikarn Treesuwan/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, สมโชค พลรักษ์ เตรียมพร้อมเสมอในการเดินทางจากบ้านเกิดเข้ากรุงเทพฯ หากมีนัดหมายแสดงพลังปกป้องสถาบันฯ

ชายรายนี้เดินทางไปทุกที่พร้อมป้ายข้อความคัดค้านข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ของขบวนการเยาวชน เขาเชื่อว่าเสียงตะโกนที่เกิดขึ้น เป็นเพราะคนรู้สึกเหลือทนต่อสิ่งที่กลุ่ม "ราษฎร" กระทำต่อสถาบันฯ แต่ครั้นจะไปพูดราชาศัพท์ก็ไม่ถนัด จึงพูดง่าย ๆ บ้าน ๆ ว่า "ในหลวงสู้ ๆ" และเห็นว่าไม่มีคำไหนดีกว่าคำนี้แล้วในการสื่อกำลังใจถึง ร. 10

นอกจากนี้บรรดาแนวร่วม ศปปส. ยังมองไม่เห็นพลังในการสื่อสารผ่านการเขียนจดหมายถึงในหลวง ร. 10 ของกลุ่ม "ราษฎร" และบางส่วนคิดว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่มิบังควร

ครั้งแรกในรอบ 88 ปีที่ประชาชนสื่อสารการเมืองโดยตรงกับประมุข

การเขียนและส่ง "ราษฎรสาสน์" ถือเป็นการฉีกขนบจารีตการสื่อสารแบบไทย ๆ ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ว่า นับจากปฏิวัติสยาม 2475 ไม่เคยมีการสื่อสารทางการเมืองโดยตรงระหว่างประชาชนที่เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ ๆ กับองค์ประมุขของประเทศเลย แต่ไม่ได้หมายรวมถึงการยื่นถวายฎีกา หรือการมีพระราชดำรัสต่อบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะระเบียบการเมืองออกแบบให้พระมหากษัตริย์ทรง "ปกเกล้า แต่ไม่ได้ปกครอง" การบริหารจัดการบ้านเมืองจึงอยู่ในมือของรัฐบาลและรัฐสภาแทน ทว่าเมื่อสถาบันทางการเมืองภายใต้การควบคุมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงยุคปัจจุบัน ไม่สนองตอบต่อความเห็นของประชาชน ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือก

"รัฐบาลไม่เพียงแต่ไม่เป็นผู้แทนเสียง แต่ยังขัดฝืนเสียงพวกเขา เมื่อประชาชนมีข้อเรียกร้องทางการเมืองซึ่งเกี่ยวพันกับการปฏิรูปสถาบันฯ รัฐบาลก็บอกว่าไม่ควรพูด ห้ามพูด ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย จึงต้องคุยโดยตรงกับองค์พระประมุข แต่เนื่องจากเราไม่คุ้นเคย อาจต้องเผื่อใจว่าอาจจะประดักประเดิด แปลกแปร่ง แต่ตอนนี้เมื่อมาถึงทางตันแล้ว เราเริ่มหัดคุยโดยตรงไหม แน่นอนว่าอาจมีอะไรน่าฟังหรือไม่น่าฟัง แต่ขอให้เข้าใจว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์อันจำเป็น" ศ.ดร. เกษียรกล่าวกับบีบีซีไทย

ตู้ไปรษณีย์จำลอง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ แกนนำกลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" นำจดหมายของเธอไปหย่อนในตู้ไปรษณีย์จำลองที่ผู้ชุมนุมนำมาตั้งที่หน้าศาลหลักเมือง ระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม "ราษฎร" เมื่อ 8 พ.ย.

เมื่อมองผ่านแว่นของนักวิชาการที่นิยามตัวเองเป็น "นักการเมืองวัฒนธรรม" ศ.ดร. เกษียรเห็นสังคมไทยกำลังเผชิญกับช่วงความเปลี่ยนแปลง "โครงสร้างความรู้สึกทางการเมืองวัฒนธรรม" จากการที่ความคิดหลักและอำนาจนำไม่อาจตอบสนองความต้องการของผู้คนได้ เมื่อคนตั้งคำถามบางอย่างขึ้นมาแล้วถูกกล่าวหาว่า "ชังชาติ" หรือ "ไม่จงรักภักดี" ทั้งที่คำถามเหล่านั้นไม่เคยหายไปไหน ที่สุดจึงผลักให้พวกเขาไปสู่จุดที่ยังไม่สามารถออกมาได้อย่างเป็นระบบ ไม่มีหลักวิชาการรองรับ แต่ได้เปล่งความรู้สึกออกมา

"มันอาจมีลักษณะดิบ ไม่ประณีต ไม่เหมาะสมเข้ากับธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเดิม แต่มันดังออกมาจากใจ รู้สึกอย่างไรก็พูดอย่างนั้น เป็นเสียงที่กำลังบอกว่าเขารู้สึกอะไร อย่าเพิ่งไปติดว่ามันหยาบ แต่เป็นเสียงที่ควรจะเงี่ยหูฟัง" ศาตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ สำนัก มธ. กล่าว

แนะผุด "สถาบันราษฎรสนทนากับผู้มีอำนาจ"

นักวิชาการรายนี้ยังวิเคราะห์ด้วยว่า วิธีการจัดการของรัฐไทยได้ผลักคนเห็นต่างลงสู่ท้องถนน เช่น กรณียุบพรรคการเมืองที่นำเสนอแนวคิดแปลกใหม่และกล้าตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันฯ ให้หลุดออกจากรัฐสภา หรือกรณีผลัก "แฟลชม็อบ" เยาวชนออกจากรั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ทำให้บทสนทนาไปอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสถาบันรองรับ ไม่มีกฎเกณฑ์กำกับ และไม่มีความปลอดภัย

"หากตั้งสติว่านี่คือเรื่องที่เจ้าของอำนาจอธิปไตยริเริ่มบทสนทนาโดยตรงกับรัฐและองค์พระประมุข สิ่งที่ควรทำคือหาพื้นที่ให้เขา และทำให้เป็นการสนทนาปกติ เป็น 'สถาบันราษฎรสนทนากับผู้มีอำนาจ' ให้เขารู้สึกปลอดภัย อุ่นใจ มั่นใจ พูดได้อย่างไม่มีความรู้สึกผิด ไม่กลายเป็นอาชญากร นี่เป็นจังหวะดีมากที่เราจะหาพื้นที่หาลู่ทางเชิงสถาบันเพื่อรองรับการแก้ปัญหา" เขาเสนอแนะ

เกษียร เตชะพีระ

ที่มาของภาพ, BBC Thai

ในทัศนะของ ศ.ดร. เกษียร พื้นที่ปลอดภัยในการเปิดบทสนทนาของ 2 ฝ่าย "ไม่ต้องเป็นกลางก็ได้ แต่ใจกว้างพอที่จะรับฟัง" ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยลดเหตุเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนลงได้ ตำรวจไม่ต้องเที่ยวตั้งแถวปิดล้อม หรือเอาน้ำไล่ฉีดผู้ชุมนุมอีก ส่วนฝ่ายอนุรักษนิยมก็ไม่ต้องทนฟังถ้อยคำที่ไม่ชอบ ไม่สุภาพ ไม่อยู่ในธรรมเนียม ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เพราะต่อให้บอกผู้ชุมนุมช่วยพูดจาให้สุภาพหน่อย หรือบอกอีกฝ่ายให้อดทนมากกว่านี้ สุดท้ายปัญหาก็ไม่ถูกแก้ไข

นักรัฐศาสตร์รุ่นใหญ่เห็นว่าการ "ปิดปากด้วยกฎหมาย" เป็นการจัดการที่ผิดพลาด และจะทำให้กระบวนการกฎหมายพัง เนื่องจากข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพออกมาเพื่อกำกับการกระทำของบุคคล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่ปรากฎการณ์ระดับบุคคล แต่เป็นปรากฏการณ์มวลชนที่ออกไปชุมนุมบนถนนแล้วตะโกนบางอย่างที่เราไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินได้ฟัง

เขาจึงตั้งคำถามว่า หากใช้กฎหมายแก้ปัญหา รัฐจะไล่ฟ้องทุกคนหรือ และจะพิสูจน์อย่างไรว่าใครทำผิด ใครตะโกน ในเมื่อมีคนอยู่ตรงนั้นหลักพันหลักหมื่นคน

ข้อเสนอของ ศ.ดร. เกษียรคือให้ปรับมุมมองต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นอกเหนือเพ่งพินิจหาทางเอาผิดทางกฎหมายอาญา แต่ให้พิจารณาว่านี่คือการเรียกร้องสื่อสารทางการเมืองโดยตรง และจำเป็นต้องแก้ด้วยวิธีการทางการเมือง