บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์: "ผมขอก้าวเดินตามที่ผมตั้งใจคือ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยใจจริง"

ที่มาของภาพ, Pool
กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อนักแสดงจิตอาสา "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" ออกมาแสดงความรู้สึกและความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับขบวนเสด็จฯ บนถนนพิษณุโลกใกล้กับสะพานชมัยมรุเชฐ และทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 ต.ค. ขณะที่มีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร 2563"
วันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา นักแสดงวัย 58 ปีรายนี้ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นด้วยการไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาชนซึ่งเขามองว่ามีพฤติกรรม "จาบจ้วงสถาบัน" และยังบอกด้วยว่าถ้าเจอใครมาทำเช่นนี้ต่อหน้า "จะเข้าไปตบแน่นอน"
- ชุมนุม 14 ตุลา: ประมวลเหตุการณ์ จากปะทะ "เสื้อเหลือง" สู่ ชูสามนิ้วใส่ขบวนเสด็จฯ
- "ดอกไม้มาพร้อมก้อนอิฐ" เมื่อนางงามและการเมืองอยู่บนเวทีประกวด
- เรียกร้องตรวจสอบการใช้งบประมาณเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ผ่าน "แฟชั่วโชว์-ศิลปะราษฎร"
- รัฐบาลเยอรมนีชี้แจงกรรมาธิการ ตปท. เรื่องการประทับของกษัตริย์ไทยในเยอรมนี
- จาก "รูปที่มีทุกบ้าน" สู่การชุมนุมปกป้องสถาบันฯ ที่สวนลุมพินี
ต่อมาในช่วงบ่ายของวันที่ 28 ต.ค. บิณฑ์ได้ออกชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ในบัญชีส่วนตัวอีกครั้งหลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคนที่ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของเขา โดยช่วงหนึ่งของการไลฟ์ บิณฑ์ได้ยอมรับผิดที่พูดออกมาด้วยความโมโห ซึ่งมีที่มาจากการเห็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขณะที่ขบวนเสด็จฯ เคลื่อนผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม "คณะราษฎร 2563" บน ถ.พิษณุโลกในวันที่ 14 ต.ค.
"ผมออกมาเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ มันเป็นความผิดเหรอครับ" เขาตั้งคำถามที่ดูเหมือนจะไม่ได้ต้องการคำตอบ
เขายังบอกว่ารู้สึกผิดที่พูดออกไปว่าจะ "ตบ" คนที่แสดงพฤติกรรมจาบจ้วง โดยย้ำว่าพูดออกไปเพราะความโมโห และไม่ได้หมายความว่าจะทำเช่นนั้นจริง ๆ
"ต่อไปนี้ผมจะพยายามตั้งสติ ถ้าผมเห็นคนแบบนี้หรือใครที่ทำกับองค์พระมหากษัตริย์แบบนี้ ผมจะไม่เข้าไปยุ่ง ขอปล่อยให้เป็นเวรและกรรม ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้น...ผมขอก้าวเดินตามที่ผมตั้งใจคือ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยใจจริงของผม" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ความหมายของ "สีเหลือง" และ "สีชมพู"
นักแสดงจิตอาสารายนี้ได้เรียกร้องให้ประชาชนที่มีจิตใจรักสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ออกมาร่วมกันไม่ว่าจะเป็นดารานักร้อง อาชีพใดก็ตามออกมาปกป้องสถาบันฯ และแสดงจุดยืนว่าไม่ได้ฝักใฝ่ทางการเมืองสีใดสีหนึ่ง ด้วยการเดินทางมาร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ในวันนี้ (1 พ.ย.) ด้วยการสวมเสื้อสีเหลืองและสีชมพู
บิณฑ์บอกว่าอยากให้พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นพลังของคนไทยที่ยังรักและเทิดทูนพระองค์ท่านตลอดไป
เขาอธิบายว่าที่เชิญชวนให้ใส่เสื้อสีเหลือง เพราะเป็นสีบริสุทธิ์สำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่ต้องการให้คนที่ไม่รักในหลวงนำไปสวมใส่ ส่วนเรื่องเสื้อสีชมพูนั้น เป็นสีที่มองแล้วสบายตาสบายใจเป็นสีที่อ่อนหวาน
"ผมเคยเห็นรัชกาลที่ 9 ทรงฉลองพระองค์สีชมพูบ่อยมาก ผมเลยคิดว่า สีชมพูน่าจะเป็นอีกหนึ่งสี ที่เราจะร่วมรำลึกนึกถึงพระองค์ท่าน"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
วันที่ 30 ต.ค. เขาได้โพสต์ข้อความเชิญชวนพสกนิกรมาเฝ้ารับเสด็จฯ โดยระบุว่า "เราคนไทยยังรู้ว่าเราโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลกทุกรัชกาลสืบราชสันตติวงศ์ เราเทิดทูนทั้งสามสถาบันด้วยปัญญาตัวเอง เราเทิดทูนรัชกาลที่10 จากพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่ทรงทำเพื่อพสกนิกรเยอะมาก ๆ มาตลอด ตั้งแต่ยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้เข้าใจว่าการเป็นพระองค์ท่านซึ่งทรงเป็นรัชทายาทนั้นต้องเจอกับอะไรรอบด้านไม่ง่ายเลย"
"กระผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วนะครับ ที่เราต้องแสดงให้อีกฝ่ายเห็นพลังอันยิ่งใหญ่ของพวกเราอย่ากลัวครับ เราจะไปอย่างสงบเรียบร้อย เรื่องเสื้อในการสวมใส่บางท่านไม่มีเสื้อสีเหลืองไม่มีสีชมพู ผมคิดว่าท่านจะใส่สีอะไรก็ได้ครับ ยกเว้นสีดำ เพราะการรักและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ ไม่ต้องมีสีเสื้อ สีอะไรก็ได้ครับ ขอให้เป็นสีแห่งความจงรักภักดี ต่อไปนี้เราจะไม่แบ่งสีเสื้อนะครับ ทุกสีคือคนไทยและเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" บิณฑ์ระบุในโพสต์เฟซบุ๊ก
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์"
นอกจากโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมากว่า 30 ปี บิณฑ์มีบทบาททางสังคมอย่างหลากหลาย แต่ที่ทำให้เป็นที่รู้จักส่วนใหญ่มาจากการเป็นนักแสดงและอาสาสมัครช่วยผู้ประสบภัย
บีบีซีไทยรวบรวบ 4 บทบาทสำคัญของดาราชายรายนี้
1. เปิดตัวจากการเป็น "นักแสดง" ผ่านการถ่ายแบบและการแสดงเป็นตัวประกอบ ก่อนที่จะแจ้งเกิดจากบทบาทของ "ไอ้ขวัญ" ในละครโทรทัศน์เรื่อง "แผลเก่า" ในปี 2531 จากนั้นก็มีผลงานเรื่อยมาในวงการบันเทิง และเคย แสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง เขาได้รางวัลการแสดงหลายรางวัล อาทิ รางวัลตุ๊กตาทองนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก ภาพยนตร์เรื่อง "บางระจัน" ในบท "อ้ายท้องเหม็น" นอกจากนี้ยังผันตัวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย โดยผลงานที่เป็นที่รู้จักคือ "ปัญญา เรณู" ในปี 2554
2."นักการเมือง" คอลัมน์ "ซูม" ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 19 ก.ย. 2562 กล่าวถึงการเข้าสู่วงการการเมืองในช่วงสั้น ๆ ของดารารายนี้ว่า บิณฑ์เคยลงสมัครเลือกตั้งในนามพรรคนำไทยของ ดร. อำนวย วีรวรรณ ในปี 2538 แต่สอบตก จึงตัดสินใจเลิกเล่นการเมืองโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 มีรายงานข่าวว่าเขาได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและจะสมัครลงเลือกตั้งด้วย แต่ต่อมาเขาได้ปฏิเสธ และบอกเพียงว่าได้รับการทาบทามเท่านั้น
3."อาสาสมัคร"บทบาทอาสาสมัครของมูลนิธิร่วมกตัญญูทำให้เขาได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "พระเอกจิตอาสา" โดยเขาเริ่มเข้าเป็นสมาชิกของมูลนิธิฯ เมื่อกว่า 30 ปีก่อน เริ่มจากการช่วยกู้ภัยในเหตุการณ์โรงหนังเอเธนส์ ย่านพญาไทถล่ม บิณฑ์กับอาสาสมัครกู้ภัยช่วยกันใช้ค้อนทุบซากตึกเพื่อหาผู้ที่ติดอยู่ข้างใต้ และเขาเป็นคนที่พบศพแรกในโศกนาฏกรรมนี้ และได้รับรหัสอาสาสมัครร่วมกตัญญูว่า "ดารา1"

ที่มาของภาพ, MCOT
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขามักจะเป็นข่าวในฐานะผู้ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก และปรากฏการณ์ที่ทำให้เขาเป็นที่พูดถึงคือ เหตุการณ์นำท่วมใหญ่ที่ จ.อุบลราชธานีเมื่อปี 2562 นอกจากจะลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้วเขายังได้ระดมเงินจากทั่วประเทศช่วยเหลืออีกจนได้เงินกว่า 400 ล้านบาทในระยะเวลาอันรวดเร็ว
4. "ประธานอัญเชิญผ้ากฐินพระราชทานจากองค์ในหลวง ร. 10" ในเดือน ต.ค. 2560 เกิดกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ว่า บิณฑ์ได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ให้เป็น "ผู้แทนพระองค์" นำผ้าพระราชทานไปถวาย ณ วัดหัวลำโพงในวันที่ 18 ต.ค. 2560 แต่ต่อมาเว็บไซต์ผู้จัดการชี้แจงว่า เป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด ที่จริงแล้วเขาไปในฐานะประธานอัญเชิญผ้ากฐินพระราชทานเท่านั้น
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปว่าบทบาทต่อไปของเขาจะเป็นเช่นไร หลังจากที่นักแสดงจิตอาสารายนี้ออกมาลั่นวาจาว่าจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยใจจริงของเขา บีบีซีไทยพยายามติดต่อบิณฑ์เพื่อสอบถามในเรื่องนี้ แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้











