คณะราษฎร 2563 : "เจ้ย" อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หนุนข้อเรียกร้องปฏิรูปฯ ของคนรุ่นใหม่

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ที่มาของภาพ, Sean Wang

    • Author, อิสสริยา พรายทองแย้ม
    • Role, บีบีซีไทย

"ผมรู้สึกเหมือนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา และมองเห็นอนาคตที่ดีขึ้น"

"เจ้ย" อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์และผู้สร้างงานศิลปะ มือรางวัล ระดับนานาชาติ สะท้อนความรู้สึกที่ได้เห็นจากการติดตามและเข้าร่วมการชุมนุม เรียกร้องประชาธิปไตย และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ทั้งที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ที่เขาพักอยู่ในปัจจุบัน

ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะเชื่อมโยงความรู้สึกตัวเองกับการนอนหลับ สื่อแสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง การขัดขืนอำนาจควบคุมที่เข้มงวด ที่ปรากฏในผลงานหลายชิ้น เพียงแต่ครั้งนี้เขาเองคือหนึ่งในตัวละครจริงที่ไปร่วมแสดงจุดยืนในเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้

อภิชาติพงศ์ เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ทุกข้อ เพราะข้อเรียกร้องเหล่านั้นได้ "ปลดล็อก"สิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นปัญหาในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยมาโดยตลอด นั่นคือการละเลยพื้นฐานความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนควรต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน

"ผมว่ามันเป็นอะไรที่ดีที่เราสามารถทำให้สิ่งที่คนบูชาไม่ต่างจากศาสนามีความโปร่งใสและวิจารณ์ได้ และการใช้สามัญสำนึกสามารถทำให้รู้ได้ว่าสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการลบหลู่ดูหมิ่น"

เจ้ย ยังเห็นว่าฝ่ายที่เห็นตรงกันข้ามทุกคนควรมีพื้นที่ในการแสดงออกและถกเถียงเรื่องนี้อย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่ด้วยความโกรธจนทำให้เกิดมุมมองว่าเป็นการ "ชังชาติ"

ผู้กำกับภาพยนตร์เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลหนังเมืองคานส์จากผลงานภาพยนตร์ "ลุงบุญมีระลึกชาติ" และ Artes Mundi ซึ่งเป็นรางวัลศิลปะร่วมสมัยที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร เมื่อปีที่แล้วประทับใจกับศิลปะการชุมนุมของคนต่างยุค ที่เป็นไปอย่างสันติ ไร้แกนนำ มีเพียงแอปพลิเคชันอย่างเทเลแกรมเป็นเครื่องมือชักชวนคนให้มารวมตัวกัน ใช้สัญลักษณ์มือเป็นสื่อความเข้าใจในระหว่างชุมนุม กับใช้ข้อมูลอินโฟกราฟิกอธิบายเนื้อหาสำคัญของข้อเรียกร้อง ซึ่งต่างจากคนในยุคของเขาที่ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้การต่อรองกับรัฐบาลอย่างเป็นมืออาชีพ

ผู้ชุมนุมประท้วงในไทย

ที่มาของภาพ, EPA

"หากไม่โดนปืนยิงขู่ให้กลัว ก็อ้างใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ที่เขียนป้องกันตัวและพวกพ้องมาจับกุมประชาชน ในประวัติศาสตร์เราจึงไม่สามารถที่จะเรียนรู้วิธีประท้วงเพื่อสื่อสารกับรัฐ แต่ตอนนี้สิ่งที่เยาวชนทำถือว่าก้าวไปถึงขั้นที่เรียกได้ว่าสำเร็จการศึกษาในเรื่องการประท้วงแล้ว เหลือแต่ทางภาครัฐที่จะต้องเรียนรู้วิธีสื่อสารกับประชาชน เพื่อประชาชน"

ช่วงที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจเมื่อ 6 ปีก่อน อภิชาติพงศ์ประกาศวางมือไม่สร้างภาพยนตร์ยาวในเมืองไทย ด้วยข้อจำกัดเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก และยังยึดคำพูดตัวเองจนถึงวันนี้ที่ไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้า คสช. ที่เขามองว่าไม่ได้มีที่มาจากประชาชนจริง

"สิ่งที่เรารู้สึกรำคาญคือมีการเล่นลิ้นว่านี่คือประชาธิปไตย มีการเรียกร้องว่าอย่าเรียกรัฐบาลนี้ว่าเป็นเผด็จการ ทั้งที่การใช้อำนาจของคุณเป็นรูปแบบเผด็จการทั้งสิ้น ตั้งแต่การคุกคามคนเห็นต่าง การปฏิบัติกับคนไม่เท่ากัน การอ้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย การจัดสร้างมวลชนเพื่อปะทะมวลชน การสร้างสถานการณ์และข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเกลียดกัน ในขณะที่ตนเองสร้างสภาวะสูญญากาศแห่งการวิจารณ์และตรวจสอบ เทคนิควิธีเหล่านี้ทั้งโลกเขาเรียกว่าเผด็จการ แล้วทำไมเราถึงไม่เรียกตัวเองว่าอย่างนั้น จริง ๆ แล้วผมมองว่านี่คือโอกาสทองของภาครัฐที่จะไม่เดินวนเวียนอยู่ในหลุมดำนี้"

ข้าม X โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก X

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด X โพสต์

ในฐานะคนทำสื่อและเป็นบุคคลในแวดวงศิลปิน เขาไม่ต้องการให้แยกศิลปินว่าเป็นบุคคลที่พิเศษกว่าคนทั่วไป แต่ในเวลาเดียวกันก็เชื่อว่าศิลปินสามารถส่งเสริมประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นได้

"ศิลปินจะต้องรวบรวมทั้งภาพและเสียง สร้างเรื่องเล่าออกมาคัดคานกับเรื่องเล่าที่ถูกสร้างจากภาครัฐที่มักจะถูกบันทึกไว้ในลักษณะของโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งมักเกิดขึ้นเสมอในประเทศโลกที่สาม ถ้ามองในบริบทนี้ ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องและบันทึกเรื่องราวของเขาก็คือศิลปินทุกคน"

เรื่องราวทางการเมืองเป็นแรงขับในการสร้างภาพยนตร์และการแสดงหลายชิ้นของอภิชาติพงศ์ รวมทั้ง "Memoria" ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดซึ่งจะออกฉายในปีหน้า เขาเลือกหยิบบรรยากาศความไม่เสถียรของประเทศโคลอมเบียเป็นเบื้องหลัง

"เวลาและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่มันอาจจะเชื่อมกันได้ หลาย ๆ ครั้ง มันชัดเลยว่า การที่คนถูกกดโดยอำนาจของทหาร อำนาจเผด็จการ เขามีรูปแบบยังไง ทั้งผู้ที่ถูกขี่ และผู้ที่กดขี่ มันอาจจะเป็นการที่สะท้อนดูตัวก็ได้ โดยการออกไปข้างนอก ไปดูอย่างอื่น" อภิชาติพงศ์บอกบีบีซีไทยเมื่อปี 2018

ผู้ชุมนุมประท้วงในไทย

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, อภิชาติพงศ์ มองภาพมวลชนเสมือนคลื่นที่เคลื่อนไหวอยู่ แต่ละหน่วยของคลื่นล้วนมีเลือดเนื้อและชีวิต

ปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" ทางการเมืองในไทย ณ ขณะนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงศิลปะสื่อผสมที่เขาอยู่ระหว่างพัฒนาเนื้อหาเพื่อเตรียมจัดแสดงที่โรงละครในกรุงเวียนนาปีหน้า แน่นอนว่าแนวคิดเรื่องเวลาและความเร็วจะเป็นประเด็นหลักของสิ่งที่นำเสนอ

"เวลาของคนรุ่นใหม่นั้นต่างกันกับคนรุ่นเรา คนรุ่นใหม่เขาไม่อดทนกับสิ่งที่ไม่ควรอดทน ส่วนคนรุ่นเรามีความไม่เป็นไรเยอะ รอได้ 1 ปี 2 ปี 3 ปี แต่คนรุ่นใหม่เขาต้องการความทันใจ เห็นอะไรไม่ถูกต้องจะแสดงออกเลย นี่ชี้ให้เห็นว่ารากที่เป็นวิวัฒนาการของคนไทยต่างรุ่นนั้นถูกปลูกมาคนละแบบ" ผู้กำกับวัย 50 เปรียบ

อภิชาติพงศ์มองเห็นภาพมวลชนเป็นเสมือน "คลื่น" ที่เคลื่อนไหวอยู่ และเขากำลังค้นหาว่าแต่ละหน่วยที่หลอมรวมเป็นคลื่นนั้น มีเลือดเนื้อ ชีวิต ความฝันและความต้องการอย่างไร เพื่อสื่อออกมาในโลกเสมือนที่มีเรื่องราวการเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง

"ถ้าเราเป็นคนทำสื่อในไทยแล้วไม่แตะเรื่องนี้ มันก็น่าละอายสิ้นดี"