มติศาลรัฐธรรมนูญ 5:4 ชี้งบ 2563 ไม่ "โมฆะ" สั่งสภาลงมติใหม่วาระ 2-3

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียกประชุมนัดพิเศษ 13 ก.พ. นี้ เพื่ออภิปรายและลงมติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วาระ 2 และ 3 ใหม่ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 วินิจฉัยว่ากระบวนการให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ของสภาล่าง "ขัดหลักนิติธรรม-ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ" จากปม ส.ส. เสียบบัตรแทนกัน แต่ไม่กระทบต่อเนื้อหาสำคัญจึง "ไม่เป็นโมฆะ"
เวลา 13.30 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายนุรักษ์ มาประณีต เป็นประธาน ได้นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ก่อนลงมติในกรณีนี้ หลังประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่
มติของศาลรัฐธรรมนูญถูกเผยแพร่ผ่านเอกสารข่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเนื้อหา 2 หน้า ระบุว่า คดีนี้ไม่มีประเด็นให้ศาลรัฐธรรมวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อความหรือเนื้อหาสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แต่อย่างใด ทั้ง "ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับความผิดอาญา หรือทางจริยธรรมของ ส.ส. คนใด คงมีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณาวินิจฉัยเฉพาะเรื่องกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เท่านั้น ส่วนบุคคลใดจะต้องรับผิดรับโทษอย่างไรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป"
ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. เวลาประมาณ 19.30 และวันที่ 11 ม.ค. ซึ่งเป็นการพิจารณาวาระ 2 และ 3 ปรากฏการแสดงตนและลงมติของนายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้งที่เจ้าตัวยอมรับว่าไม่ได้อยู่ในห้องประชุมในวัน-เวลาดังกล่าว
"การที่ ส.ส. มิได้อยู่ในห้องประชุม แต่ปรากฏว่ามีการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติแทน ย่อมมีผลเป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่สุจริต ทำให้ผลการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 ในวัน-เวลาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ" เอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระบุ
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า การกระทำโดยไม่สุจริตใช้สิทธิออกเสียงลงมติแทนผู้ที่ไม่ได้อยู่ร่วมประชุมนั้น เป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็น ส.ส. ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ทั้งสมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 120 วรรคสาม การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้ตามข้อบังคับการประชุมสภา พ.ศ. 2560 ข้อ 80 วรรคสาม

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ส่วนจะทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ต้องตกไปทั้งฉบับหรือไม่นั้น ศาลเห็นดังนี้
- คดีนี้ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับข้อความอันเป็นสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่มีปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ. เท่านั้น
- ข้อเท็จจริงในทางคดีก็ปรากฏชัดว่าการพิจารณาออกเสียงของสภาในวาระ 1 รับหลักการ และการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ก่อนเสนอสภาพิจารณาวาระ 2 "ได้ดำเนินการโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนแล้ว"
- มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศชาติจะต้องได้กฎหมายฉบับนี้ไปช่วยแก้ปัญหาความล่าช้าและอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน
จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 74 ให้สภาดำเนินการให้ถูกต้องเฉพาะในวาระที่ 2 และ 3 จากนั้นให้เสนอร่างที่แก้ไขแล้วให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญต่อไป พร้อมให้สภารายงานผลการปฏิบัติตามบังคับต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 30 วันนับแต่ศาลมีคำวินิจฉัย
แม้ในเอกสารข่าวของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุตัวเลขมติออกมา แต่สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่าเป็นมติ 5 ต่อ 4

ที่มาของภาพ, ทำเนียบรัฐบาล
ย้อนที่มาของปัญหาจากปม "เสียบบัตรค้าง-เสียบบัตรแทนกัน"
ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 ซึ่งมีเนื้อหา 55 มาตรา ได้ผ่านความเห็นชอบของทั้ง 2 สภา โดยสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเมื่อ 11 ม.ค. หลังเปิดอภิปรายในวาระ 2 และ 3 กันยาวนาน 4 วัน 3 คืน และส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาและเห็นชอบเมื่อ 21 ม.ค. โดยใช้เวลาอภิปรายพอหอมปากหอมคอ 2 วัน
ทว่าการประกาศใช้ร่างกฎหมายงบประมาณฯ ต้องสะดุดลง เมื่อนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาเปิดประเด็นว่านายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้บุคคลอื่นเสียบบัตรแสดงตนและกดลงคะแนนแทนในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วาระ 2 ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม โดยเจ้าตัวก็ยอมรับว่า "เสียบบัตรค้างไว้"
ตามด้วยช่างภาพสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD บันทึกภาพ ส.ส. ชาย-หญิง ซึ่งหน้าตาคล้ายนายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ ภท. และน.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีบัตรลงคะแนนมากกว่า 1 ใบ ก่อนเสียบเข้าไปในเครื่องลงคะแนนจนเกิดความกังวลไปต่าง ๆ นานาว่าจะทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 กลายเป็น "โมฆะ" หรือไม่ จึงนำไปสู่การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเพื่อหาทางออกในที่สุด โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 29 ม.ค. รับคำร้องไว้พิจารณา
เคาะแผนรับมือของรัฐบาล 11 ก.พ.
ก่อนทราบคำวินิจฉัยศาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายของรัฐบาล ออกมาระบุว่า ต้องอ่านคำวินิจฉัยเพื่อถอดรหัสให้ได้ว่าปฏิบัติอย่างไร โดยจะใช้ช่วงวันหยุดราชการ 8-10 ก.พ. เป็นเวลาที่ทุกฝ่ายจะได้เตรียมการไปสู่วันที่ 11 ก.พ. ซึ่งมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะทำอย่างไรก็ทำกัน
ในระหว่างที่รัฐบาลและสภาต้องแก้ปัญหาที่เกิดจากกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หน่วยขอรับงบประมาณสามารถใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันไปพลางก่อนได้ แต่ไม่เกิน 75% ตามมติ ครม. เมื่อ 4 ก.พ. ทั้งนี้ต้องเป็นรายจ่ายตามข้อผูกพันสัญญา/คำพิพากษาศาล, การดำเนินการตามข้อตกลงที่รัฐบาลทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ หรือเป็นภารกิจพื้นฐานหรือมีความจำเป็นเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการจะเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
ชวนเรียกประชุมนัดพิเศษ ให้สภาถกงบ 63 ซ้ำ 13 ก.พ.
ด้านนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ได้นัดประชุมสภานัดพิเศษ วันที่ 13 ก.พ. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วาระ 2 และ 3 ในวันที่ 13 ก.พ. เวลา 09.30 น. เพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเลขาธิการสภาแจกแจงว่า ในขั้นตอนดำเนินการ ต้องเร่ิมพิจารณาวาระ 2 ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ชื่อร่าง ไปจนถึงมาตราสุดท้าย โดย ส.ส. ที่เสนอคำแปรญัตติ และ กมธ. ที่ขอสงวนความเห็นเอาไว้ สามารถอภิปรายได้ตามกรอบเดิม และลงมติเป็นรายมาตรา ก่อนจะลงมติวาระ 3 ให้ความเห็นชอบทั้งฉบับต่อไป ทั้งนี้หากการประชุมไม่แล้วเสร็จภายในวันเดียว ก็สามารถขยายไปจนกว่าการพิจารณาจะแล้วเสร็จ แล้ว ส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณาต่อทันที








