ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง วินิจฉัย พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 ตราขึ้นถูกกฎหมายหรือไม่

สภาผู้แทน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง ส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2563 ตราขึ้นโดยถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่

เอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมเมื่อเวลา 13.30 น. วันนี้ (29 ม.ค.) เพื่อพิจารณากรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของ ส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 148 วรรค 1 จำนวน 3 คำร้อง ประกอบด้วย

  • คำร้องของนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กับ ส.ส. รวม 109 คน
  • คำร้องของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กับ ส.ส. รวม 84 คน
  • คำร้องของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยกับ ส.ส. 77 คน

โดยทั้ง 3 คำร้องมีประเด็นหลักคือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ตราขึ้นโดยถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่

การยื่นคำร้องดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก ส.ส. มีการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติทั้งที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมในระหว่างการพิจารณาวาระ 2 และ 3

ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาตามข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบเห็นว่าเรื่องของนายวิรัชและนายสมพงษ์ เป็นประเด็นเดียวกันจึงรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน และสมาชิกเข้าชื่อยื่นคำร้องกรณีดังกล่าวต้องด้วยหลักเกณฑ์เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรค 1 จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมทั้งแจ้งผู้ร้องทราบและให้ผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย นางสาวภริม พูลเจริญ ส.ส. สมุทรปราการ พลังประชารัฐ และนายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือพร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่อศาล ภายในวันที่ 4 ก.พ. 2563

ทั้งนี้ ส.ส.ทั้ง 3 คนเป็นบุคคลที่ถูกนำข้อมูลมาเปิดเผยว่าไม่ได้อยู่ในระหว่างการประชุมพิจารณาร่างงบประมาณปี 2563 รวมถึงปรากฏคลิปลักษณะเสียบบัตรแทนกัน

ส่วนคำร้องของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เมื่อตรวจสอบคำร้องและเอกสารแล้ว เห็นว่าประเด็นที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นประเด็นเดียวกับเรื่องของนายสมพงษ์ที่มีลายมือชื่อของผู้เสนอความเห็นซ้ำกัน 30 คน จึงทำให้จำนวนส.ส. ที่เข้าชื่อเสนอความเห็นตามคำร้องมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรค 1 ประกอบพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

ใครคือผู้เปิดประเด็นงบ 2563 ส่อ "โมฆะ"

ผู้ขุด-คุ้ย-แคะข้อมูลจนเจอปัญหางบประมาณแผ่นดินส่อ "โมฆะ" มิใช่คนในขั้วตรงข้ามรัฐบาล หากแต่เป็นนายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ออกมาเปิดประเด็นเมื่อ 20 ม.ค. ว่า นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้บุคคลอื่นเสียบบัตรแสดงตนและกดลงคะแนนแทน ในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วาระ 2 ตั้งแต่มาตรา 31 จนถึงการลงมติวาระ 3 หรือตั้งแต่เวลา 20.55 น. ของวันที่ 10 ม.ค. ถึงเวลา 17.32 น. ของวันที่ 11 ม.ค. เนื่องจากมีหลักฐานปรากฏว่าช่วงระยะเวลาดังกล่าว นายฉลองไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภา แต่กลับมีชื่อเป็น "องค์ประชุม" และ "ร่วมลงมติ"

นายนิพิฎฐ์ได้หยิบยกกรณี "ฉลอง ณ ภูมิใจไทย" ไปเทียบเคียงกับ "มือเสียบพรรคเพื่อไทย" อันหมายถึงนายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส. สกลนคร พรรคเพื่อไทย (พท.) เสียบบัตรและลงคะแนนแทนเพื่อน ส.ส. ในระหว่างการประชุมสภาเมื่อ 20 ก.ย. 2556 เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือที่รู้จักในนาม พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

นี่กลายเป็นเหตุผลที่นายนิพิฏฐ์ตั้งข้อสังเกตว่ากรณี "ฉลองเสียบบัตรค้าง" อาจทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 ต้องเป็น "โมฆะ" หรือไม่