โคโรนา : งานวิจัยชี้ กรุงเทพฯ เสี่ยงรับเชื้อไวรัสโคโรนาอันดับหนึ่งของโลก

A family of tourist wear protective masks as pass a tourism campaign sign at Suvarnabhumi Airport, in Samut Prakan province, Thailand, 29 January 2020.

ที่มาของภาพ, EPA

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตันในอังกฤษ บ่งชี้ว่า ไทยคือประเทศที่เสี่ยงได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ 2019-nCoV จากจีนแผ่นดินใหญ่มากที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีนจากพื้นที่เสี่ยงการระบาดของโรคในเทศกาลตรุษจีน

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ได้หมายความว่า อัตราเสี่ยงที่ไทยจะเผชิญการแพร่ระบาดภายในประเทศจะสูงที่สุดในโลก เนื่องจากมีระบบสาธารณสุขที่ดีพอ

งานวิจัยชิ้นนี้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางของชาวจีน ระหว่างปี 2013-2015 ที่ได้จากบริการระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (Location-Based Services หรือLBS) ของเว็บไซต์ไป่ตู้ และข้อมูลการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศในปี 2018 จากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ ไออาตา

ทีมนักวิจัยมีเป้าหมายในการหารูปแบบการเดินทางของชาวจีนจากเมืองอู่ฮั่นไปยังเมืองอื่น ๆ ในจีน เพื่อให้ทราบถึงความเสี่ยงของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่จะแพร่ระบาดไปภายในประเทศและนอกประเทศในช่วงการเดินทางในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายประจำปีของมนุษย์ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก

ทีมนักวิจัยเชื่อว่าการทราบรูปแบบการเดินทางของชาวจีนในช่วงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดมาตรการป้องกันและสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคได้

18 เมืองความเสี่ยงสูง

ผลการศึกษาซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2563 พบว่า ในจีนแผ่นดินใหญ่มีเมือง 18 แห่ง ที่ถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงสูงที่พบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย เมืองอู่ฮั่น และอีก 17 เมืองที่มีคนจากเมืองอู่ฮั่นเดินทางไปจำนวนมากในช่วงเทศกาลตรุษจีน ได้แก่ ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, กว่างโจว, เจิ้งโจว, เทียนจิน, หางโจว, เจียเซียง, ฉางชา, ซีอาน, หนานจิง, เซินเจิ้น, ฉงชิ่ง, หนานชาง, เฉิงตู, เหอเฝย์, ฝูโจว, ตงก่วน

Tourists wear masks as they visit the Grand Palace in Bangkok, Thailand, 27 January 2020.

ที่มาของภาพ, EPA

ไทยจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนจากพื้นที่เสี่ยงโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ระบาด

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะได้รับเชื้อโครโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าประเทศ จากชาวจีนที่เดินทางมาจาก 18 เมืองเสี่ยงโรคระบาดดังกล่าว ในช่วง 3 เดือน คือ 15 วันก่อนวันตรุษจีนและ 2 เดือนครึ่งหลังจากนั้น

การศึกษาบ่งชี้ว่า กรุงเทพฯ คือจุดหมายยอดนิยมอันดับ 1 ของชาวจีนจากเมืองเสี่ยงเหล่านี้ โดยประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศในช่วงดังกล่าวราว 1.062 ล้านคน ตามด้วยภูเก็ต ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 7 เชียงใหม่อยู่ในอันดับที่ 13 และกระบี่ อันดับที่ 24

คาดว่ายอดรวมนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 3 เดือนของเทศกาลตรุษจีนจะอยู่ที่ประมาณ 2.031 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราความเสี่ยงที่ 15.3%

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยชี้ว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินจากรูปแบบการเดินทางตามปกติของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงตรุษจีน และตัวเลขนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปในกรณีที่มีการจำกัดการเดินทางและการใช้มาตรการควบคุมต่าง ๆ

ส่วนเมืองใหญ่อื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงในการรับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากจีน มีอาทิ ฮ่องกง, ไทเป, โซล, โตเกียว, สิงคโปร์,โอซากา, กัวลาลัมเปอร์, มาเก๊า, ซิดนีย์, ลอสแอนเจลิส, นิวยอร์ก และลอนดอน เป็นต้น

Chinese tourists with face masks watch a traditional Thai dance at Erawan shrine, a popular spritual landmark in Bangkok on January 27, 2020.

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

เสี่ยงรับเชื้อเข้าประเทศมากที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเสี่ยงเชื้อแพร่ระบาดมากที่สุด

ศาสตราจารย์ แอนดรูว์ เจ มาเทม จากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน หนึ่งในคณะผู้ร่วมวิจัย ชี้แจงกับบีบีซีไทยว่า

"เรารวมเอาข้อมูลการเดินทางภายในจีน และการเดินทางทางอากาศจากเมืองต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง (ของการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่) ซึ่งนี่บ่งชี้ว่า กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่อาจได้รับผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ"

"นี่ไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพฯ จะมีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะเผชิญการแพร่ระบาดของโรคภายในประเทศ เพราะเมื่อเทียบกับประเทศรายได้ต่ำอื่น ๆ ทั่วโลก ระบบสาธารณสุขของไทยมีความแข็งแกร่งกว่า ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าจะสามารถตรวจพบ และจัดการกับผู้ติดเชื้อที่เดินทางเข้ามาในประเทศได้ดีกว่า และอันตรายของการที่เชื้อจะถูกแพร่กระจายออกไปจากผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศก็อาจน้อยกว่ากลุ่มประเทศยากจนกว่า เช่น ประเทศในภูมิภาคตอนใต้ทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา (Sub-Saharan Africa) เป็นต้น

People wear protective masks as they pray at a Chinese temple in Chinatown in Bangkok, Thailand, 28 January 2020.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, กรุงเทพฯ คือจุดหมายปลายทางยอดนิยมช่วงตรุษจีนของชาวจีนแผ่นดินใหญ่

นักท่องเที่ยวจีนยังอยู่ในไทยกว่า 2 แสนคน

กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 เผยแพร่ข้อมูลตัวเลขผู้เดินทางจากจีนเข้าไทย ตั้งแต่ 1 - 28 ม.ค. 2563 ว่ามีผู้เดินทางจากเมืองอู่ฮั่นเข้าไทย 20,271 คน ออกไปแล้ว 17,541 คน ยังไม่เดินทางออก 2,730 คน จากเมืองกวางโจวเข้าไทย 95,582 คน ออกไปแล้ว 70,813 คน ยังไม่เดินทางออก 24,769 คน และจากเมืองอื่น ๆ ของจีนเข้าไทย 815,112 คน ออกไปแล้ว 615,220 คน ยังไม่เดินทางออก 199,892 คน

สรุปรวมตัวเลขผู้เดินทางจากจีนเข้าไทย ในช่วง 28 วัน 930,965 คน ออกไปแล้ว 703,574 คน ยังไม่เดินทางออก 227,391 คน

รัฐบาลไทยยืนยันว่า ผู้ที่ยังไม่เดินทางออกนั้นรัฐบาลได้ติดต่อและเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีมาตรการรองรับหากพบอาการป่วยหรือติดเชื้อ รวมทั้งยังคงเดินหน้ามาตรการคัดกรองและป้องกันการแพร่เชื้อของผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

People with protective face masks pass in front of a thermal scanner as they enter a shopping mall in Bangkok on January 29, 2020.

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักวิจัยชี้ว่าแม้ไทยจะมีนักท่องเที่ยงจีนจากพื้นที่เสี่ยงเดินทางเข้ามามากที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อัตราเสี่ยงที่ไทยจะเผชิญการแพร่ระบาดภายในประเทศจะสูงที่สุดในโลก เนื่องจากมีระบบสาธารณสุขที่ดีพอ

สธ. ชี้การระบาดในประเทศ "มีความเป็นไปได้"

ก่อนหน้านี้ นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในประเทศ (local transmission) แต่ให้ความมั่นใจว่ากระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้ว

"แต่ตอนนี้สิ่งเรากำลังเผชิญอยู่ก็คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ป่วยที่นำเข้าจากต่างประเทศ จากขั้นตอนนี้ สถานการณ์คงคล้ายญี่ปุ่นคือจะเริ่มพบว่ามีผู้ป่วยบางคนที่เป็นคนในพื้นที่ ไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศ เริ่มมีอาการป่วย คือ เริ่มมี local transmission ในลักษณะจำกัด คือ มีการแพร่ระบาดในวงจำกัดในประเทศ ถ้ามากกว่านั้นก็คือมีการระบาดในวงกว้างขึ้น แต่เป็นการระบาดในจังหวัดเดียวกัน ตอนนี้เราเตรียมรับมือไปจนถึงจุดนั้น" นพ.ธนรักษ์ กล่าวเมื่อวานนี้ (29 ม.ค.)

"เรารู้ว่าเรามีความเสี่ยงอยู่ระดับหนึ่ง โอกาสที่จะเริ่มเจอการระบาดในประเทศมีความเป็นไปได้...อาจเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้" รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

สำหรับจังหวัดที่มีความเสี่ยงเกิดการระบาดก็คือจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวจีนอยู่มากที่สุด ซึ่งในวันนี้ (30 ม.ค.) กระทรวงสาธารณสุขจะเชิญเจ้าหน้าที่จากทุกจังหวัดมารับทราบวิธีการรับมือการระบาดในวงจำกัด

ไวรัสแพร่ระบาดทั่วทุกภูมิภาคของจีน

ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตจากการระบาดของไวรัสโคโรนาในจีนเพิ่มเป็น 170 คน โดยหน่วยงานสาธารณสุขของจีนเปิดเผยว่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อแล้ว ณ วันที่ 29 ม.ค. มีจำนวน 7,711 ราย โดยได้พบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วในธิเบตแสดงให้เห็นว่าไวรัสโคโรนาได้ระบาดในทุกภูมิภาคของจีนแล้ว

ในส่วนของต่างประเทศนั้น พบผู้ติดเชื้ออย่างน้อยใน 16 ประเทศ และองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) จะประชุมกันในวันนี้ (30 ม.ค.) เพื่อพิจารณายกระดับเป็นภัยฉุกเฉินด้านสาธารณสุขหรือไม่

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกระบุว่า "ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา พัฒนาการของไวรัสในบางประเทศ โดยเฉพาะการถ่ายทอดจากคนสู่คนอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง" เขายังยกตัวอย่างเยอรมนี เวียดนาม และญี่ปุ่นที่มีผู้ติดเชื้อจากคนที่เคยเดินทางไปประเทศจีน

"แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนจะยังมีไม่มาก แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการระบาดในวงกว้างกว่าที่เป็นอยู่" นายกีบรีเยซุสระบุ

องค์การอนามัยโลกระบุก่อนหน้านี้ว่าการอพยพพลเมืองชาติต่าง ๆ ออกจากจีนเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ไวรัสโคโรนาแพร่กระจายออกไปมากขึ้น โดยในขณะนี้กำลังพิจารณาหาทางเลือกอื่นแทนการนำคนออกจากจีน ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้นำเชื้อไวรัสกลับไปประเทศบ้านเกิด

แผนที่การระบาดในจีน

จีนยังไม่อนุญาตให้หลายชาตินำพลเมืองกลับ

ขณะนี้ทางการหลายประเทศกำลังอพยพพลเมืองที่ต้องการเดินทางออกจากเมืองอู่ฮั่นกลับประเทศโดยสมัครใจ อย่างไรก็ดี ในกรณีของสหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้ เที่ยวบินที่ส่งไปรับคนทั้งสองชาติยังไม่สามารถออกเดินทางจากจีนได้ เนื่องจากมีข้อติดขัดในขั้นตอนการอนุมัติจากทางการจีน

ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นส่งเครื่องบินสองลำนำชาวญี่ปุ่นกลับประเทศแล้วกว่า 200 คน สหรัฐฯ นำชาวอเมริกันราว 200 คน ออกจากเมืองอู่ฮั่นแล้วเช่นกัน ขณะที่จะมีเครื่องบินอีกสองลำนำพลเมืองของสหภาพยุโรปเดินทางกลับ โดยในจำนวนนี้เป็นชาวฝรั่งเศส 250 คน