ปิยบุตร : บรรยายกลับ อัดกองทัพยุคสงครามเย็น-สื่อดาวสยาม 4.0

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ระบุว่าจำเป็นต้องปฏิรูปกองทัพ หลัง ผบ.ทบ. ตบเท้าแสดงความคิดเห็นการเมือง ชี้ยังติดอยู่ในโลกยุคสงครามเย็น ไทยไม่มี "สงครามลูกผสม" มีแต่ "ระบอบลูกผสม" ที่แม้มีเลือกตั้ง แต่คราบไคลเผด็จการยังอยู่

การเปิดสำนักงานใหญ่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) บรรยายพิเศษของ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค. โดยใช้เวลากว่าชั่วโมงในครั้งนี้เกิดขึ้น หลังวานนี้ (11 ต.ค.) พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ "แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง" โดยเนื้อหาตอนหนึ่งพาดพิงถึงนักการเมืองไทยโยงม็อบฮ่องกง และนักธุรกิจเจ้าของโรงงานที่เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทองเหมือน "ฮ่องเต้ซินโดรม" ซึ่งถูกตีความว่าหมายถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า อนค. แม้ "แม่ทัพบก" ไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใดก็ตาม

ปิยบุตรบอกว่า การบรรยายของเขาเป็น "ปฏิกิริยาตอบโต้การบรรยายของ ผบ.ทบ." และต้องแก้ความเข้าใจผิดของ ผบ.ทบ. เพราะแทนที่จะนำเสนอแนวทางแก้ปัญหา แต่กลับทำให้คนในชาติแตกแยก แบ่งแยกแล้วปกครอง และตอกลิ่มให้เกิด "การแตกแยกทางรุ่น"

"หาก ผบ.ทบ. ฟังแล้วไม่รื่นหู ไม่สบายใจ ก็ต้องขออภัย แต่นี่คือมิติใหม่ในการสร้างบทสนทนากับ ผบ.ทบ. ในพื้นที่สาธารณะ" ปิยบุตรออกตัว

ชาติ = ประชาชน ความมั่นคงของชาติ = ความมั่นคงของประชาชน

ปิยบุตรเริ่มต้นบรรยายพิเศษในหัวข้อ "แผ่นดินของเราในมุมมองประชาธิปไตย : บทบาทของประชาชนในการสร้างชาติ" ด้วยรอธิบายคำว่า "ชาติ" ว่าเป็น "สิ่งประดิษฐ์" ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อการอยู่ร่วมกัน ร้อยรัดร่วมกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งก่อเกิดจากการเสียสละ ร่วมกันทำในอดีตและจะทำต่อไปอีกในอนาคต ดังนั้นเวลาพูดถึงการสร้างชาติจึงโยงกับประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์หลายสำนักระบุตรงกันว่าจิตสำนึกร่วมกันในความเป็นชาติเพิ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ซึ่งในการสร้างชาติจำเป็นต้องมีอดีตร่วมกันและฝันถึงอนาคตร่วมกัน

ในโลกยุคสมัยใหม่ได้เกิดชาติแบบใหม่ ซึ่งเรียกว่า Secularization of state แต่ก่อนองค์ประธานที่มีอำนาจสูงสุดของรัฐคือพระเจ้า พระมหากษัตริย์ และผู้นำทหาร แต่โลกยุคปัจจุบันต้องถอดรื้ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ออกจากองค์ประธานแล้วสร้างอำนาจสูงสุดใหม่คือประชาชน "ต้องสร้างประชาชนเพื่อให้ประชาชนมาเป็นผู้สร้างชาติ ชาติจึงเท่ากับประชาชน ประชาชนจึงเท่ากับชาติ ไม่มีประชาชนก็ไม่มีชาติ"

เขายังนำเสนอว่า การสร้างชาติจำเป็นต้องสร้าง "คุณค่าพื้นฐานใหม่" 4 ประการ ประกอบด้วย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, สิทธิมนุษยชน, การพึ่งพาช่วยเหลือกันฉันมิตรอย่างเพื่อนร่วมชาติ และเคารพความแตกต่างหลากหลาย จึงขอเชิญชวนคนไทยประชาชนไทยทุกคนมาร่วมกันสร้างชาติสร้างแผ่นดินของเราด้วยคุณค่า 4 ประการนี้ หากทำได้จะเป็นแผ่นดินของเรา แผ่นดินของคนไทยทุกคน

"เมื่อชาติเท่ากับประชาชน ความมั่นคงของชาติจึงเท่ากับความมั่นคงของประชาชนไปด้วย" ซึ่งปิยบุตรได้เสนอหลักความมั่นคงไว้ 4 ประการเช่นกันคือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ, ความมั่นคงในชีวิต, ความมั่นคงในสิทธิเสรีภาพ และความมั่นคงทางการศึกษา

เขาจึงสรุปว่า แผ่นดินของเรานี้ต้องเป็นแผ่นดินของคนไทยทุกคน โดยที่ทุกคนยึดมั่นในคุณค่า 4 ประการ และรัฐบาลมีหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชนใน 4 ประการ ทั้งหมดนี้คือแผ่นดินของโลกประชาธิปไตย

ซัด ผบ.ทบ. "เข้าใจรัฐธรรมนูญผิดทั้งหมด" ยืนยันไม่คิดแก้ ม. 1

อดีตอาจารย์ด้านกฎหมายมหาชน สำนักธรรมศาสตร์ ยังบรรยายถึงรูปของรัฐซึ่งมี 2 เกณฑ์ในการแบ่ง 1. ถ้าประมุขของรัฐมาจากการสืบทอดทางสายโลหิตเรียกว่าราชอาณาจักร แต่ถ้าประมุขมาจากการเลือกตั้งเรียกว่าสาธารณรัฐ 2. การจัดวางโครงสร้างภายในรัฐ แบ่งเป็น สหพันธรัฐ กับ รัฐเดี่ยว

ปิยบุตรกล่าวต่อไปว่า รัฐธรรมนูญของไทยซึ่งมีมาแล้ว 20 ฉบับ ได้บัญญัติเรื่องรัฐเอาไว้ในมาตราต้น ๆ ว่าใครเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและใครเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย รูปของรัฐเป็นอย่างไร ระบอบการปกครองคืออะไร ก่อนวกไป "ให้ความรู้ทางกฎหมาย" แก่นายพลทหารผู้ออกมาประกาศห้ามแตะต้องมาตรา 1 โดยกล่าวว่าเวลาพูดว่าเรื่องไหนแก้ได้-แก้ไม่ได้ให้หยิบรัฐธรรมนูญมาดู อย่าเอาความรู้สึกส่วนตัว เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กำหนดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในมาตรา 255 และ 256 (8) ซึ่งระบุไว้ว่าถ้าจะแก้ไขหมวด 1 ต้องผ่านประชามติ ดังนั้นถ้าอ่านรัฐธรรมนูญแสดงว่ามาตรา 1 แก้ได้ แต่มีข้อจำกัดคือ หากแก้ไขแล้วมีผลกระทบ 3 อย่างคือ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข, เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจากราชอาณาจักรไป และเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจากความเป็นรัฐเดี่ยวไป จะกระทำมิได้

ที่ผ่านมา ฝ่ายค้านได้ประกาศหลายครั้งในที่สาธารณะว่าไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ประเด็นที่ ผบ.ทบ. หยิบมาพูดจึงเป็น "ความเข้าใจรัฐธรรมนูญผิดทั้งหมด" เป็นการหยิบเอาความเห็นของนักวิชาการคนหนึ่งขึ้นมาแล้วมาทำลายความชอบธรรมในการแก้รัฐธรรมนูญของซีกฝ่ายค้าน และเป็นการ "จินตนาการ" เพราะ "ไม่มีวัน ไม่มีทาง ไม่มีสิทธิแม้แต่จะคิดที่จะทำแบบนั้น" เนื่องจากมีเพดานของมันอยู่

"ผบ.ทบ. ต้องไม่นำความเข้าใจผิดของท่านเอง ความรู้สึก ความเชื่อของท่านเอง มาทำลายขบวนการขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยด้วยการให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ)" ปิยบุตรระบุ

เขากล่าวต่อไปว่า ตรงกันข้ามคณะรัฐประหารเวลาเข้ามายึดอำนาจการปกครองประเทศได้ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ นั่นหมายความว่าข้อห้ามเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญไม่มีอีกแล้ว ไม่มีกรอบเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น กลับไปที่สุญญากาศ ตรงนั้นต่างหากที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่รัฐสภาเปลี่ยนแปลงไม่ได้

"ดังนั้นอยากให้คิดให้ดีว่าเรื่องแบบนี้ เรื่องสำคัญแบบนี้ คนมีที่ปากกา มีมือ มีปาก มีความคิด กับคนที่มีอาวุธ ใครกันแน่ที่ละเมิดมาตรา 1" ปิยบุตรกล่าว

ไทยเผชิญระบอบลูกผสม "มีการเลือกตั้ง แต่ยังคงคราบไคลของเผด็จการอยู่"

เลขาธิการ อนค. ตั้งคำถามว่า ในต่างประเทศ มีใครจำชื่อ ผบ.ทบ. ได้บ้าง แต่คนไทยจำแม่นเลย บิ๊กนั่น-บิ๊กนี่ หรือเคยเห็น ผบ.ทบ. ของเขาออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือไม่ นี่แสดงให้เห็นว่ารัฐสมัยใหม่ในหลากหลายประเทศประชาธิปไตยได้ถอดกองทัพออกไปแล้ว ไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่กองทัพเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างต่อเนื่องและแยบคายขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเหตุผลที่จะคงอำนาจกองทัพได้คือต้องวิกฤตตลอดเวลา กองทัพจะได้ครองอำนาจต่อไปในฐานะผู้รักษาแก้ไขวิกฤต เพราะในยามวิกฤตจะนำมาซึ่งอำนาจพิเศษของกองทัพเพื่อเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง

"มันมีความพยายามทำให้ข้อยกเว้นนั้นกลายเป็นเรื่องทั่วไป เรื่องปกติ สิ่งที่เป็นเรื่องยกเว้นจึงกลายเป็นสถานะถาวร สถานะพิเศษในช่วงยกเว้นจึงอยู่กับเราถาวร... ปรากฏการณ์ที่เห็นชัดที่สุดคือมาตรา 44" ปิยบุตรกล่าว

ในขณะที่ พล.อ. อภิรัชต์ ระบุว่าไทยกำลังเผชิญกับ Hybrid Warfare หรือสงครามลูกผสม ทว่าปิยบุตรเห็นต่างและยกความเห็นของนานาอารยประเทศที่มองว่าไทยเป็น Hybrid Regime หรือระบอบลูกผสม หัวมังกุท้ายมังกร จนกลายเป็นระบอบที่เรียกชื่อไม่ได้ ซึ่งเขาบอกว่ามีองค์ประกอบ 8 ประการ

ในจำนวนนี้คือ "มีการเลือกตั้ง แต่ยังคงคราบไคลของเผด็จการอยู่ บทพิสูจน์คือการเลือกตั้งกลายเป็นเพียงเครื่องมือของการสืบทอดอำนาจ กลายเป็นเครื่องประดับแต่งหน้าทาปากเพื่อไปอวดอ้างกับชาวโลกว่าประเทศไทยกลับเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว"

ปิยบุตรกล่าวต่อไปว่า แม้มีประชาชน 24 ล้านคนออกไปลงคะแนนเสียงให้พรรคที่ไม่เอาการสืบทอดอำนาจ แต่คะแนนเสียงก็ไม่มีผล เนื่องจากกลไกของรัฐธรรมนูญปี 2560 มี ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. แล้วก็กลับไปเลือก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

ส่วนอีกองค์ประกอบคือ ทหารอ้างว่าถอนกลับเข้ากรมกองแล้ว แต่ยังตบเท้าเป็นระยะ ๆ ที่ ผบ.ทบ. พูดเมื่อวานคือการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองทั้งหมด แน่นอนไม่ได้ลงมาเล่นการเมืองผ่านการตั้งพรรค ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ท่านใส่เครื่องแบบแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างชัดแจ้ง

"ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่าตรงกันข้ามกับทหาร รัฐประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีกองทัพ กองทัพเป็นส่วนสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราสามารถอยู่อาศัยร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันได้ แต่ถ้า ผบ.ทบ. ยังมีลักษณะไฮบริด (ลูกผสม) แบบนี้ บอกไม่ยุ่งการเมือง แต่ตบเท้าแสดงความเห็นการเมืองได้บ่อย ๆ ในอนาคตก็จะสร้างปัญหาได้" เลขาธิการ อนค. กล่าว

เขาบอกด้วยว่า "ผบ.ทบ. พยายามนำคำศัพท์ใหม่ ๆ มาใช้ แต่วิธีคิดเนื้อในท่าน กระบวนทัศน์ยังอยู่ในยุคสงครามเย็น มองว่ามีความคิดที่แตกต่าง และเป็นสิ่งที่ผิด ดังนั้นความมั่นคงต้องเข้าไปจัดการความคิดต่าง" จึงเชื่อว่าประชาชนจะมีวิจารณญาณว่าเลือกความมั่นคงแบบใด

Lawfare VS Warfare

โลกยุคปัจจุบัน การยึดอำนาจโดยใช้กำลังไม่เป็นที่นิยม จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปจากการยึดอำนาจแบบ Warfare ให้เป็น Lawfare หรือใช้กระบวนการทางกฎหมายเข้าจัดการ ในต่างประเทศเริ่มที่ละตินอเมริกา เช่น บราซิล และแพร่หลายไปยุโรป

วิธีการทำงานของการ "ยึดอำนาจด้วยกฎหมาย"

  • เอาประเด็นปัญหาทางการเมืองไปอยู่ในมือของศาล ปรากฏให้เห็นถึงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรค อำนาจศาลสูงในการตัดสินคดีคอร์รัปชันของนักการเมือง โดยมาในนามของ Rule of law (หลักนิติธรรม)
  • เอาคดีที่ปน ๆ กันแล้วไปอยู่ในมือศาล สร้างสื่อขึ้นมาช่วยกันปั่น เช่น เรื่องยังไม่ถึงไหน ก็เขียนข่าวทุกวัน ผิดแน่ ยุบแน่ ไม่รอดแน่ ตายแน่ ตัดสิทธิแน่ ทุกวัน ๆ บางทีหลักฐานไม่มี เจอตัวเลขตัวเดียวเอาไปปั้นข่าวได้ 200 ข่าว เพื่อให้ประชาชนคิดว่าพรรคนี้ไม่รอด จนสุกงอม ศาลก็เข้ามาตัดสินคดี

ถามกลับจะฝากประเทศไว้ในมือคน 3 กลุ่มหรือ

ส.ส. หนุ่มวัย 40 ปี กล่าวต่อไปว่า ในขณะที่สังคมไทยติดหล่มความขัดแย้งมา 13 ปี และมีปัญหาทั้งใหญ่และยากเกินกว่าจะฝากไว้ที่คน 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก : กองทัพที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แทรกแซงทางการเมืองได้เสมอ พร้อมรัฐประหารทุกเวลา และยังติดหล่มอยู่ในยุคสงครามเย็น

กลุ่มที่สอง : สื่อยุยงปลุกปั่นที่เขาเรียกว่า "ดาวสยาม 4.0"

กลุ่มที่สาม : รัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอำนาจ ที่ตอนอำนาจล้นมือยังแก้ปัญหาไม่ได้เลย จะปล่อยให้เข้ามาแก้ไขปัญหา คิดว่าไม่มีทาง

เขายังชวน ผบ.ทบ. และชนชั้นนำมาร่วมพูดคุย อย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ต้องเลิกวิธีการสร้างศัตรูภายในใจของท่าน เพราะเมื่อใดสร้างศัตรูในใจก็จะคิดแต่การทำลายศัตรู ไม่ได้คิดว่าความเห็นต่างสามารถอาศัยอยู่ร่วมกัน นอกจากนี้ขอให้กล้ายอมรับความเป็นจริงว่าปรากฏการณ์อนาคตใหม่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และ "มีเยาวชนคนหนุ่มสาวที่ตื่นรู้แล้ว" ถ้าแก้ปัญหาด้วยการมองว่าคนพวกนี้ถูกปลุกปั่น ก็จะคิดว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ไม่หวังดี มีมาสเตอร์มายด์อยู่ข้างหลัง วิธีคิดอย่างนี้แก้ปัญหาไม่ได้ เขาจึงขอ ผบ.ทบ. อย่ากังวลกับตัวเขา ธนาธร อนค. และผู้สนับสนุน อนค.

"ท่านอาจคิดว่าผมเป็น 'พวกซ้ายจัดดัดจริต' ท่านอาจจะคิดว่าไอ้พวกนี้ชอบแต่เรื่องราวปฏิวัติต่าง ๆ ผมไม่เถียงครับ ผมศึกษาเรื่องปฏิวัติและประวัติศาสตร์ทั่วโลกต่าง ๆ เพื่อเป็นบทเรียนและพิจารณาร่วมกันว่าทำอย่างไรไม่ให้ประเทศไทยต้องเจอสถานการณ์แบบนี้"

อดีตนักวิชาการที่มีดีกรี "ดอกเตอร์" ด้านกฎหมายจากฝรั่งเศสชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงในโลกนี้มีได้ 2 แบบคือ ปฏิวัติ กับ ปฏิรูป โดยอย่างแรกเกิดจากคนกลุ่มหนึ่งที่ปราศจากอำนาจ โอกาส และทรัพยากรที่ลุกขึ้นมาบอกทำไมไม่แบ่งให้เขาบ้าง ถ้าคนที่ครองอำนาจเห็นว่าต้องแบ่งปัน ก็จะเกิดการจับมือกันปฏิรูป แต่ถ้าคนที่ครองอำนาจมัวแต่คิดว่าเป็นผู้ไม่หวังดี มีมาสเตอร์มายด์ ถ้าพวกเขาทนไม่ไหวก็จะเกิดการปฏิวัติ

"ผมศึกษาเรื่องการปฏิวัติ แต่ผมสนับสนุนและอยากเห็นประเทศไทยปฏิรูป เพื่อให้คนในชาติได้อยู่อาศัยร่วมกัน" เลขาธิการ อนค. กล่าวในตอนท้าย