ชายแดนใต้ : นายกฯ พบประชาชนที่ยะลา กับ 4 เหตุการณ์สำคัญ

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม เดินลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้ (7 ส.ค.) ด้านนักวิชาการใต้แนะหากต้องการแสดงความจริงใจ ควรพิจารณายกเลิก "กฎหมายพิเศษ"ในพื้นที่ ทว่าผู้นำรัฐบาลไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้
ยะลาถูกเลือกให้เป็น "พื้นที่แรก" ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จะขนรัฐมนตรีบางส่วนไปตรวจราชการ หลังได้รับการ "ขยายอำนาจ" ออกไปในฐานะผู้นำคนที่ 29 สมัยที่ 2
นอกจากนี้ยังเปิดให้กองทัพสื่อมวลชนที่ร่วมโครงการ "โฆษกสัญจร" ตามไปดู-ไปเห็นสถานการณ์ในพื้นที่จริงด้วย ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่เกิดกับพื้นที่อ่อนไหว
ครั้งนี้ พล.อ. ประยุทธ์ มีกำหนดพบกับผู้คนหลากกลุ่มพร้อมหลายกิจกรรม ดังนี้
- ผู้นำศาสนา : มอบเงินค่าตอบแทนการทำงานของผู้นำศาสนาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้, แจกหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน
- นักธุรกิจ : แจกบัตรส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้แก่บริษัทที่มีความประสงค์จะลงทุนใน อ. หนองจิก จ. ปัตตานี
- เกษตรกร : แจกใบรับรองแหล่งผลิตพืช
- ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ : มอบเงินเยียวยาช่วยเหลือ
- ข้าราชการ : เปิดศูนย์ราชการ มอบนโยบายและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน
- นักเรียนนักศึกษา : พบปะพูดคุย
ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำแถลงของ ศ. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อ 6 ส.ค. 2562

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
พล.อ. ประยุทธ์ เริ่มต้นกล่าวทักทายประชาชนด้วยภาษายาวี "อัสลามูอาลัยกุม" (แปลว่าสวัสดี) ในระหว่างเปิดอาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้
เขาระบุตอนหนึ่งว่า นายกรัฐมนตรีห่วงใยทุกคน ทุกเชื้อชาติ ศาสนา แม้ที่นี้ชาวมุสลิมจะมากกว่าชาวพุทธ แต่ทุกอย่างอยู่ที่สันติสุข ซึ่งอยู่กันมาอดีตกาล สงบเรียบร้อยปลอดภัย อาจจะมีอะไรบ้างในช่วงที่ผ่านมา อยู่ที่ว่าพวกเราจะแก้ไขกันอย่างไร
"ทุกศาสนาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์อุปถัมภก ทุกศาสนาเราคนไทยด้วยกัน จะแปลกแยกไม่ได้ แม้ว่าจะแต่งตัวต่างกัน แต่คนไทยด้วยกัน"
พล.อ. ประยุทธ์ ย้ำด้วยว่า ความมั่นคงความปลอดภัยจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนา และความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วน ทุกศาสนาที่อยู่ในพื้นแผ่นดินไทยมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย นี่คือแผ่นดินของเราจะแบ่งแยกไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม เราคือคนไทย ต้องช่วยกันบำรุงรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดำรงไว้
ก่อนลาเวที พล.อ. ประยุทธ์ ไม่ลืมลงท้ายคำอำลาประชาชนว่า "กินข้าวด้วยกันนะ บาแกนาซิ" (แปลว่ากินข้าว)

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ย้อนอดีตผู้นำ "เหยียบชายแดนใต้"
ปรากฏการณ์ "นายกฯ เหยียบชายแดนใต้" ที่อยู่ในความทรงจำของสังคม น่าจะเกิดขึ้นกับนายกฯ 2 คน ในต่างกรรมต่างวาระ
คนหนึ่งคือ ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 23 เจ้าของวาทะ "โจรกระจอก" ที่พาสื่อมวลชนไปเหยียบ "พื้นที่สีแดง" เมื่อปี 2548 ตะลุยไปทั้งบ้านพักและโรงเรียนของผู้ต้องหาคดีที่ถูกทางการไทยตั้ง "ค่าหัว" เป็นตัวเลข 7-8 หลัก
อีกคนคือ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกฯ คนที่ 24 เจ้าของวาทะ "ยินดีกราบเท้า" ผู้ก่อความไม่สงบหากหยุดความรุนแรงในพื้นที่ได้
"ผมขอโทษแทนรัฐบาลชุดที่แล้ว (รัฐบาลทักษิณ) และขอโทษแทนรัฐบาลนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลชุดที่แล้ว ผมมาขอโทษแทน ผมอยากยื่นมือออกไปแล้วบอกว่าผมเป็นคนผิด ผมขอกล่าวคำขอโทษด้วยด้วยใจจริง" พล.อ. สุรยุทธ์ กล่าวต่อหน้าประชาชนผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้า สภ.อ. ตากใบ จ. นราธิวาส เมื่อปี 2547 ในระหว่างนำคณะลงพื้นที่ จ. ปัตตานี เมื่อ 2 พ.ย. 2549 โดยมีผู้นำศาสนา, ข้าราชการ, ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ร่วมเป็นสักขีพยาน ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิจัยอิสระด้านการจัดการความขัดแย้ง ซึ่งร่วมอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นขณะนั้นเป็นผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอพี เห็นว่า ท่าทีของ พล.อ. สุรยุทธ์ เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่ดี ยอมรับกับการกระทำผิดในอดีต แต่คงจะไม่เกิดในการเยือนของ พล.อ. ประยุทธ์ เพราะมีเงื่อนไขต่างกัน
"ตอนนั้นเพิ่งเปลี่ยนนายกฯ พล.อ. สุรยุทธ์ ได้ขอโทษแทนสิ่งที่ทักษิณทำ โดยที่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความรุนแรง ทั้งในเหตุการณ์ตากใบ และเหตุการณ์กรือเซะ (กราดยิงในมัสยิดกรือเซะ จ. ปัตตานี เมื่อปี 2547) การที่รัฐบาลเอ่ยคำขอโทษมันก็ง่ายกว่า ขณะเดียวกันยังเป็นการแสดงท่าทีที่ดี แสดงให้เห็นถึงการให้ความเคารพคนในพื้นที่" รุ่งรวี กล่าวกับบีบีซีไทย
หลังการเอ่ยคำขอโทษโดยผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ "แสดงความจริงใจ" รุ่งรวี เห็นว่า การดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง เนื่องจากรัฐบาล "ขิงแก่" ที่มาจากการรัฐประหารอยู่ในอำนาจเพียงปีเดียว แม้มีความพยายามพูดคุยในทางลับกับฝ่ายผู้เห็นต่างทางการเมืองก็ตาม

ที่มาของภาพ, BBC Thai
แต่มาถึงการลงพื้นที่ปลายด้ามขวานของ พล.อ. ประยุทธ์ หากต้องการแสดงความจริงใจ นักวิจัยอิสระด้านการจัดการความขัดแย้งรายนี้เห็นว่า ควรพิจารณายกเลิกการบังคับใช้ "กฎหมายพิเศษ" ในพื้นที่
"ถ้ารัฐบาลยอมยกเลิกก็จะซื้อใจได้เยอะเลย เพราะคนในพื้นที่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้กระบวนการทางกฎหมายเป็นที่ยอมรับของประชาชน เพราะที่ผ่านมาในหลายกรณี รัฐไทยไม่สามารถตอบคำถามอะไรได้" รุ่งรวี ระบุ
การเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ พล.อ. ประยุทธ์ มีขึ้น ท่ามกลางบริบททางการเมืองและความมั่นคงที่สำคัญ คือ
1. เหตุระเบิด กทม. และการคุมตัวผู้ต้องสงสัยจากนราธิวาส
การเดินทางไปจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ พล.อ. ประยุทธ์ เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสัปดาห์หลังเหตุลอบวางเพลิงและระเบิดป่วนกรุงเทพมหานครรวม 5 พื้นที่ ระหว่างวันที่ 1-2 ส.ค.
ภายหลังเกิดเหตุ ตำรวจตามรวบตัว 2 ผู้ต้องสงสัยซุกระเบิดหน้าป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ทันควันคือ นายลูไอ แซแง อายุ 22 ปี และนายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี ทั้งคู่เป็นชาว อ. รือเสาะ จ. นราธิวาส
พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ชิงสรุปตรงกันว่าเป็นฝีมือของ "กลุ่มเดิม ๆ ความคิดเดิม ๆ คนสั่งการคนเดิม แต่ใช้คนหน้าใหม่ก่อเหตุ" ทว่า ผบ.ตร. เผยแนวทางการสืบสวนพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกับที่ก่อเหตุระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนเมื่อปี 2559 ส่วน ผบ.ทบ. มองว่าลักษณะเหตุการณ์รูปแบบการก่อเหตุคล้ายกับเหตุการณ์กลางกรุง 9 จุดในวันส่งท้ายปี 2549

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ขณะนี้ผู้ต้องสงสัยชาวนราธิวาส 2 คนถูกคุมตัวและซักถามอยู่ที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) อ. เมือง จ. ยะลา เพื่อสอบสวนขยายผล ท่ามกลางความกังวลใจของญาติพี่น้องที่เกรงไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกทำร้ายร่างกาย
ต่อมาวันที่ 6 ส.ค. สื่อไทยหลายแห่งต่างรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวชาวนราธิวาสรายที่ 3 ในฐานะผู้ต้องสงสัยซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ใช้คำว่า "ผู้เกี่ยวข้องมีเป็นสิบคน" ทั้งหมดยังไม่ถูกตั้งข้อหาใด ๆ แต่อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในการควบคุมตัวได้ 7 วัน

2. ข้อกล่าวหาเรื่องการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยคดีมั่นคง
ข้อกล่าวหาเรื่องการซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดีความมั่นคง และเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกการบังคับใช้ "กฎหมายพิเศษ" ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ
นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ อายุ 34 ปี คือผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงรายล่าสุด ที่เกิดหมดสติและหัวใจหยุดเต้นในระหว่างถูกคุมตัวภายในศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ. ปัตตานี เมื่อ 20 ก.ค. แพทย์ระบุว่าเขามีอาการสมองบวมจากการขาดออกซิเจน ทำให้นักสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตว่าถูกซ้อมทรมานหรือไม่ จน พล.อ. ประยุทธ์ ออกอาการฉุนขาด

ที่มาของภาพ, โมฮัมหมัด รอฮมัด มามุ
"เขาก็ตรวจสอบโดยหมอ ไม่มีร่องรอยสักอันเลย เป็นลมหน้ามืดไป จับมาแล้วก็เป็นลมหน้ามืด แล้วบอกไปซ้อม ดูหนังมากไปรึเปล่า" พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อ 25 ก.ค.
คำกล่าวของนายกฯ สอดคล้องกับผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า "ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย ไม่มีร่องรอยฟกช้ำ ไม่มีร่องรอยจากอุบัติเหต" ส่วนผู้ป่วยมีอาการสมองบวมจากสาเหตุใดนั้น คณะกรรมการฯ ยังต้องแสวงหาข้อมูลและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้านต่อไป
- คกก.คุ้มครองสิทธิฯ แถลงกรณีอับดุลเลาะ อีซอมูซอ หมดสติระหว่างถูกคุมตัว ตัดประเด็น "อุบัติเหตุ-ลื่นล้ม"
- นายกฯ แจงนโยบายภาคใต้ ยืนยันผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงไม่ได้ถูกซ้อมในค่ายทหาร
- ชายมุสลิมที่หมดสติระหว่างถูกคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธฯ ปัตตานี อาการยังโคม่า ญาติเชื่อถูกทำร้ายร่างกาย
- พรรคการเมืองจี้ถอนทหาร-เลิกกฎหมายพิเศษในชายแดนใต้
- จาก ทักษิณ สู่ ประยุทธ์ การสูญหายของ สมชาย นีละไพจิตร กับ ไฟใต้ ที่ยังไร้คำตอบ
ในเรื่องนี้ รุ่งรวี เห็นว่า รัฐบาลควรพิจารณาเรื่องการยกเลิกกฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง เพราะทั้ง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก ต่างมีปัญหาในตัวเอง โดยเฉพาะการให้อำนาจเจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 7 วันโดยไม่ต้องมีหมายศาล ซึ่งก่อให้เกิดข้อกล่าวหาเรื่องการซ้อมทรมาน และไม่มีกลไกใดในการตรวจสอบ

ที่มาของภาพ, กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

3. เจรจาดับไฟใต้ชะงักงัน
กระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ตกอยู่ในภาวะชะงักงัน หลังฝ่ายผู้เห็นต่างที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม "มารา ปาตานี" (MARA Patani) ประกาศผ่านคลิปวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อ 3 ก.พ. ขอ "ระงับการพูดคุยจนกว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะแล้วเสร็จ"
ขณะที่สถานะของหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ทั้ง 2 ฝ่ายก็ไม่ชัดเจน เมื่อกลุ่มมารา ปาตานี เรียกร้องวันเดียวกัน (3 ก.พ.) ให้ถอด พล.อ. อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ออกจากการเป็นหัวหน้าทีมฝ่ายไทย ขณะที่ในฟากฝั่งของกลุ่มมารา ปาตานี นายสุกรีได้ร่อนจดหมายลงวันที่ 15 พ.ค. ขอลาออกจากการเป็นหัวหน้าทีมพูดคุยฝ่ายมาราฯ โดยอ้างปัญหาสุขภาพ

ที่มาของภาพ, JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
พล.อ. ประยุทธ์ แถลงต่อสื่อมวลชนในระหว่างการพื้นที่ว่าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ทำงานอยู่แล้ว นโยบายไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ต้องประสานกับรัฐบาลใหม่ พร้อมย้ำว่า "หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ยังเป็น พล.อ.อุดมชัย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับทีมงานทั้งหมดที่ยึดถือนโยบายลงไป เพราะนายกฯ ก็เป็นคนเดิม และผมก็เป็น รมว. กลาโหม ด้วย เพียงแต่ต้องไปปรับแก้บางอย่างให้สอดคล้องกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป"
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ 2 วัน (วันที่ 5 ส.ค.) พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ว่าหัวหน้าคณะการพูดคุยสันติสุขฯ ยังเป็น พล.อ. อุดมชัย อยู่หรือไม่ โดยกล่าวว่า "กำลังพิจารณาอยู่ เพราะท่านไปทำหน้าที่ ส.ว. ขอให้ใจเย็น ๆ"
รุ่งรวี เห็นว่า เรื่องหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ไม่ได้เป็นปัญหาขนาดทำให้กระบวนการเดินต่อไปไม่ได้ แต่ปัญหาอยู่ที่วิธีคิดและวิธีจัดการของฝ่ายรัฐไทย หากไม่สามารถเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้ ก็คงยากจะทำให้อีกฝ่ายอยากเข้ามาร่วมกระบวนการพูดคุย
"รัฐไทยพยายามทำทุกวิถีทางให้กระบวนการพูดคุยสันติสุขฯ เป็นเรื่องภายใน เช่น ไม่ยอมรับองค์กรอื่นให้เข้ามามีส่วนร่วมพูดคุย ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มบีอาร์เอ็นตลอด ในการให้มีผู้สังเกตการณ์จากภายนอกมาร่วมด้วย หรือการไม่ยอมรับชื่อของฝ่ายผู้เห็นต่างเพราะเกรงเป็นการยกระดับองค์กร เหล่านี้ถือเป็นมายาคติซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้า ของกระบวนการพูดคุย ที่จริงแล้ว ประสบการณ์ในพื้นที่ความขัดแย้งทั่วโลกพบว่า การพูดคุยที่มีองค์กรจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วม ให้การสนับสนุนมักจะส่งผลในทางที่ดี ทำให้มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น และไม่ใช่เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน อย่างที่รัฐบาลเกรงกลัว" รุ่งรวีกล่าว

ที่มาของภาพ, EPA
ส่วนตัวผู้อำนวยความสะดวกจากมาเลเซีย ตัน สรี อับดุล ราฮิม บิน โมฮัมหมัด นูร์ เธอเห็นว่าไม่ใช่ปัญหาอันดับหนึ่ง เว้นแต่มีการบีบให้บีอาร์เอ็นมาร่วมวงพูดคุยแทนที่จะเสนอเงื่อนไขที่เอื้อต่อการตัดสินใจมาร่วมเองของบีอาร์เอ็น
ตัน สรี อับดุล ราฮิม บิน โมฮัมหมัด นูร์ เคยแสดงความมั่นใจว่าการดำเนินการจะ "มีความคืบหน้าภายในระยะเวลา 1-2 ปี" โดยเขาพูดเรื่องนี้เมื่อ 4 ม.ค. ระหว่างเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อแนะนำตัว

4. เริ่มต้นกระบวนการจัดทำงบปี 2563
ในทัศนะของ รุ่งรวี ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น "ปัญหาการเมือง" ไม่ใช่ "ปัญหาอาชญากรรม" การระดมกำลังพลหลายหมื่นนายลงไปในพื้นที่ จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ
"ทหารทำหน้าที่เสมือน รปภ. เลย นี่นายทหารระดับ ผบ. หน่วยเป็นคนพูดเอง... รัฐไทยใช้กำลังพลมากและทุ่มงบประมาณลงไปในพื้นที่มหาศาล แต่ไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพราะวิธีที่ถูกต้องคือต้องแก้ด้วยการเมือง ก็คือกระบวนการพูดคุย ซึ่งใช้งบน้อยกว่ามากหากเทียบกับการงานด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการซื้อยุทโธปกรณ์" นักวิจัยอิสระด้านการจัดการความขัดแย้งกล่าว
ที่ประชุม ครม. เมื่อ 6 ส.ค. เพิ่งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณปี 2563 ไว้ที่ 3.2 ล้านล้านบาท และคาดว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 จะมีผลบังคับใช้ปลายเดือน ม.ค. 2563 ซึ่งล่าช้ากว่าปีงบประมาณปกติซึ่งเริ่ม 1 ต.ค. เนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปและการจัดตั้งรัฐบาล
หลายฝ่ายจับตาว่า "งบดับไฟใต้" ซึ่งจะถูกบรรจุลงในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นวงเงินเท่าไร เงินจำนวนนี้จะถูกวางไว้เพื่อกิจกรรมอะไรบ้าง
สำนักข่าวอิศราเคยสรุปภาพรวมของงบประมาณแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในมิติงานความมั่นคงและงานพัฒนา รวม 16 ปีงบประมาณ (2547-2562) พบว่า มีเม็ดเงินทะลุ 3 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ถึง 3 หมื่นล้านบาท/ปี
สรุปสถิติ 16 ปีไฟใต้
- มีผู้เสียชีวิต (ประชาชน/จนท. รัฐ) 5,070 คน
- มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10,500 คน
- มีคนรุ่นเก่า/แนวคิดเก่าหลงเหลืออยู่ 2,000 คน
- มีโครงการลงทุนทางเศรษฐกิจ (2554-2558) 11 โครงการ
- มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่โครงการเดียวคือสร้างโรงไฟฟ้าเบตง 1,700 ล้านบาท
ที่มา : สรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ร.อ. สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เมื่อ 5 ส.ค. 2562









