แถลงนโยบาย : แก้รัฐธรรมนูญ-กัญชา-ภัยแล้ง ถูกบรรจุในนโยบายเร่งด่วน ครม.ประยุทธ์ 2

นายกฯ

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritphol/BBCThai

คำบรรยายภาพ, นี่เป็นครั้งแรกที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คนที่ 29 สมัย 2 จะเผชิญหน้ากับฝ่ายค้านในสภา ระหว่างแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา 25-26 ก.ค. นี้

การแถลงนโยบายรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" ต่อรัฐสภาจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ก.ค. นี้ คาดว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม จะใช้เวลานำเสนอราว 2 ชม. ขณะที่ฝ่ายค้านได้เวลาอภิปราย 13 ชม. 30 นาที

เอกสารคำแถลงนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จำนวน 66 หน้า ถูกส่งถึงมือสมาชิกรัฐสภาแล้ววันนี้ (21 ก.ค.) โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ นโยบายหลัก 12 ด้าน ซึ่งจะเป็นทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้า และนโยบายเร่งด่วน 12 เรื่องที่ต้องดำเนินการเพื่อบรรเทาปัญหาและลดผลกระทบกับประชาชนและระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็น 1 ใน 3 เงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์ในการเข้าร่วมรัฐบาลนั้น ถูกบรรจุไว้ในข้อ 12 ของ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

ขณะที่นโยบายเรื่องกัญชาที่เป็นนโยบายหาเสียงหลักของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. สาธารณสุข หัวหน้า ภท. ออกมาเร่งผลักดันตั้งแต่วันแรกที่เข้ากระทรวงนั้น ถูกบรรจุไว้ในข้อ 4 ของนโยบายเร่งด่วนในหัวข้อ การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและการพัฒนานวัตกรรม

ในตอนหนึ่งของคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่จัดส่งให้สมาชิกรัฐสภาล่วงหน้าระบุว่า "การเข้าบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่สถานการณ์มีความไม่แน่นอนในทุกมิติ" โดยรัฐบาลจะยึดหลักการสำคัญ 4 ประการในการบริหารงาน ได้แก่

  • น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นหลักในการบริหารประเทศ
  • ยึดมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • พัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9
  • บูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนและภาคีการพัฒนาต่าง ๆ
กัญชา

ที่มาของภาพ, BBC Thai

นโยบายหลัก 12 ด้าน

พล.อ.ประยุทธ์ ระบุในคำแถลงนโยบายว่า นโยบายหลัก 12 ด้านนี้ เป็นไปตามวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาลคือ "มุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วศตวรรษที่ 21" ซึ่งประกอบด้วย

1. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์

2. การสร้างความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศ และความสงบสุขของประเทศ

3. การทำนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

4. การสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก

5. การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย

6. การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค

7. การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก

8. การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย

9. การพัฒนาระบบสาธารณสุขและหลักประกันทางสังคม

10. การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

11. การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ

12. การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และกระบวนการยุติธรรม

สิทธิในการรักษาพยาบาล

ที่มาของภาพ, BBCThai

นโยบายเร่งด่วน 12 ข้อ

พล.อ.ประยุทธ์ อธิบายว่า นโยบายเร่งด่วน 12 ข้อนี้ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อบรรเทาปัญหาปากท้องของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ และลดผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ

1. การแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของประชาชน : ลดข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ แก้ปัญหาหนี้สิน กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ปรับปรุงระบบภาษีและสินเชื่อ ปรับปรุงระบบที่ดินทำกิน ดูแลประมงพื้นบ้าน

2. การปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน : บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เบี้ยยังชีพ ระบบบริการสุขภาพ

3. มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก : ประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ มาตรการรองรับการกีดกันทางการค้า ส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริม SMEs

4. การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม : ประกันรายได้ ประกันภัยสินค้าเกษตร ส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา ควบคุมมาตรฐานการใช้สารเคมี ศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา-กัญชง

5. การยกระดับศักยภาพของแรงงาน : ปรับอัตราค่าจ้าง พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน กำกับดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบค่าครองชีพ

6. การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต : เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว อีอีซี พัฒนาระบบสื่อสาร 5G ส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์

7. การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 : ปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้มุ่งสู่ระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์-ภาษาคอมพิวเตอร์ ป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์

แรงงานไทย

ที่มาของภาพ, LILLIAN SUWANRUMPHA/Getty Images

8. การแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการประจำ : ใช้มาตรการทางการเมืองควบคู่กับมาตรการทางกฎหมายเพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิด

9. การแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ :แก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ จัดสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่

10. การพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน : มุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและลดภาระค่าใช้จ่าย

11. การจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย : จัดระบบติดตามสถานการณ์ การให้ความช่วยเหลือระหว่างเกิดภัย พัฒนาปฏิบัติการฝนหลวง

12. การสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ : โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ให้เวลาฝ่ายค้าน 13 ชม. 30 นาที

สำหรับการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล ถูกคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กำหนดไว้ 2 วันคือวันที่ 25-26 ก.ค. เวลา 09.00-24.00 น. รวมเวลา 28 ชม.

นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า ได้จัดสรรเวลาให้ ส.ส. พรรคร่วมฝ่ายค้านอภิปราย 13 ชม. 30 นาที, ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล 5 ชม. และ ครม. 5 ชม. โดยไม่รวมเวลาแถลงของนายกฯ พร้อมย้ำว่าไม่จำเป็นต้องตั้งทีม "องครักษ์พิทักษ์รัฐบาล" เนื่องจาก ส.ส. ทุกคนมีวุฒิภาวะ และเชื่อว่าการเข้าร่วมประชุมรัฐสภาครั้งแรกของ พล.อ. ประยุทธ์ จะไม่มีปัญหาเพราะ "ท่านเป็นคนใจเย็น"

ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้ขยายเวลาการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลเป็น 3 วัน แบบที่เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ให้เวลาอภิปราย 3 วัน 3 คืน และ "ไม่ควรขี้เหนียวเวลา เพราะ 5 ปีที่ผ่านมา สังคมไม่สามารถตรวจสอบนโยบายรัฐบาลหรือให้ข้อเสนอแนะอะไรได้เลย

ขณะนี้มี ส.ส. ฝ่ายค้านราว 50 คน ได้แจ้งความจำนงขอร่วมอภิปรายนโยบายของรัฐบาล โดยแบ่งออกเป็น 6 กรอบหลัก ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจ, ด้านการเมือง, ด้านความมั่นคง, ด้านสังคม, ด้านการศึกษา, การกระจายอำนาจ

ฝ่ายค้าน

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านมีเสียงในสภา "มากที่สุด" ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ยอด 245 เสียง (เฉพาะที่ปฏิบัติหน้าที่ได้)

นอกจากนี้ยังมีการจัดทีม ส.ส. อีกส่วนเพื่อเปิดอภิปรายประเด็นคุณสมบัติของรัฐมนตรี 4 กลุ่ม รวม 14 คน

  • กลุ่ม 3 ป. 3 คน ประกอบด้วย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย
  • กลุ่มรัฐมนตรีมีคดีค้างเก่า 6 คน ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รมว. คลัง, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. อุตสาหกรรม , ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช. เกษตรและสหกรณ์, นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช. พาณิชย์, น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช. เกษตรและสหกรณ์, นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย จาก ปชป.
  • กลุ่มผู้ต้องหาคดีกบฏ 2 คน ประกอบด้วย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว. ศึกษาธิการ, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • กลุ่มถือหุ้นสื่อ 3 คน ประกอบด้วย ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล รมว. แรงงาน, นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช. สาธารณสุข (มี นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อีกคนที่ตรวจสอบคดีถือหุ้นสื่อ ก็จะอภิปรายควบไปกับประเด็นผู้ต้องหาคดีกบฏ)

ที่มา : สรุปจากคำแถลงของนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย เมื่อ 18 ก.ค. 2562

พปชร. ตั้ง "วอร์รูม" สนับสนุนข้อมูล

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระหว่างการสัมมนาใหญ่ พปชร. ที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 ก.ค. ว่าได้หารือกันถึงการปฏิบัติหน้าที่ในสภาช่วงแถลงนโยบายรัฐบาล และมีการตั้ง "วอร์รูม" เพื่อเตรียมข้อมูลที่อาจต้องใช้ระหว่างการอภิปราย แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวบุคคลที่ พปชร. วางไว้เป็น "ขุนพลหลัก" ในการอภิปรายในสภา

ทั้งนี้ นายอุตตม ไม่ยืนยันกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาร่วมงานสัมมนาพรรคในวันพรุ่งนี้ รวมทั้งกระแสข่าวที่ว่า พล.อ.ประวิตร จะเข้ามานั่งตำแหน่งสำคัญในพรรค