ธรรมนัส พรหมเผ่า : การกลับมาของตระกูลการเมือง "ผู้มีอิทธิพล" และ "เจ้าพ่อ" ใน ครม.ประยุทธ์ 2/1

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ที่มาของภาพ, พรรคพลังประชารัฐ

คำบรรยายภาพ, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่าเขาเป็นคน "ใจนักเลง"
    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใน ครม.ประยุทธ์ 2/1 ทำให้สังคมหันมาสนใจบทบาทของ "ผู้มีอิทธิพล" หรือที่บางครั้งเรียกว่า "เจ้าพ่อ" ในการเมืองไทยอีกครั้ง

"เราสามารถทำอดีตให้เป็นปัจจุบันได้มั้ย มันทำไม่ได้หรอกครับ...ไม่ใช่ว่าเอะอะอะไรก็มาเฟีย นักเลง คนใจนักเลงอย่างผมน่ะ ลองให้ผมทำงานดูก่อน ถ้าผมทำไม่ได้เรื่องแล้วผมจะพิจารณาตัวเอง" ร.อ.ธรรมนัสกล่าวในการแถลงข่าวยาวเกือบครึ่งชั่วโมง ที่รัฐสภาชั่วคราว หอประชุมทีโอที เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2562

นับเป็นการ "เปิดใจ" ครั้งแรกของ ร.อ.ธรรมนัส หลังจากที่เขาถูกขุดประวัติขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์นานนับเดือน ตั้งแต่มีกระแสข่าวว่าเขาจะเข้ามาเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีของ ครม.ประยุทธ์

การแถลงข่าวของ ร.อ.ธรรมนัส มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาช่วยยืนยันว่า คุณสมบัติของ ร.อ.ธรรมนัสนั้น "ไม่ขัดต่อกฎหมาย" ส่วนจะเหมาะสมหรือไม่นั้น คนที่ตัดสินชี้ขาดคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ร.อ.ธรรมนัส ไม่ใช่รัฐมนตรีคนเดียวที่ถูกเชื่อมโยงกับความเป็นผู้มีอิทธิพล หากสำรวจรายชื่อของรัฐมนตรีใน ครม.ประยุทธ์ 2/1 ก็จะพบว่ามีอย่างน้อย 5 นามสกุลที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นผู้มีอิทธิพล-เจ้าพ่อในท้องถิ่นและแวดวงการเมือง

"พรหมเผ่า"

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พรรคพลังประชารัฐ)

ร.อ.ธรรมนัส อายุ 53 ปี จบการศึกษาโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 25 และโรงเรียนนายร้อย จปร. รุ่น 36 จากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ร.อ.ธรรมนัสยอมรับว่าเขาเคยถูกจับในประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2536 ในข้อหารู้ว่ามียาเสพติดแต่ไม่แจ้งให้ตำรวจรับทราบ เขาถูกจำคุก 8 เดือน หลังจากได้รับการปล่อยตัว เขาทำงานในออสเตรเลียอีกระยะจึงกลับเมืองไทย

ปี 2542 ร.อ.ธรรมนัสถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฆาตกรรมหนุ่มนักเรียนนอก ส่งผลให้เขาต้องลาออกจากการรับราชการทหาร แต่ต่อมาศาลได้พิพากษายกฟ้อง จากนั้นจึงผันตัวเองมาทำธุรกิจมากมายทั้งบริษัทรักษาความปลอดภัย บริหารตลาดและเป็นตัวแทนจำหน่ายล็อตเตอรี่รายใหญ่ เขาเริ่มทำงานการเมืองควบคู่ไปกับการทำธุรกิจด้วยการทำฐานเสียง กทม. ให้กับพรรคไทยรักไทย

ปี 2562 ร.อ.ธรรมนัสพลิกขั้วมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงสมัคร ส.ส. พะเยา และเป็นประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือของ พปชร.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แถลงข่าว

ที่มาของภาพ, พรรคพลังประชารัฐ

คำบรรยายภาพ, "คนใจนักเลงอย่างผมน่ะ ลองให้ผมทำงานดูก่อน ถ้าผมทำไม่ได้เรื่องแล้วผมจะพิจารณาตัวเอง" ร.อ.ธรรมนัสกล่าวในการแถลงข่าวที่รัฐสภาชั่วคราว 12 ก.ค. 2562

ร.อ.ธรรมนัส ตกเป็นเป้าวิพากษณ์วิจารณ์อย่างหนักว่ามีประวัติและคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการเป็นรัฐมนตรี เขาจึงตัดสินใจออกมาชี้แจงโดยยืนยันว่า "ผมไม่เคยโดนข้อหาผลิต จำหน่ายและนำเข้ายาเสพติดที่ออสเตรเลีย" มีเพียงข้อหา รู้ว่ามียาเสพติดแต่ไม่แจ้งให้ตำรวจรับทราบเท่านั้น ส่วนคดีในประเทศไทยนั้น เขาระบุว่า "ผมไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมใด ๆ ทั้งสิ้น...ผมไม่เคยมีคดีใดค้างคาอยู่ที่ศาล ผมได้ใช้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ในทุกเรื่อง"

สาเหตุที่ชื่อของเขามักไปพัวพันกับเรื่องราวและคดีความนั้น ร.อ.ธรรมนัสบอกว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่มีผู้ใต้บังคับบัญชาเยอะ

"ผมเป็นคนกว้างขวาง ผมเป็นคนคบเพื่อนฝูงเยอะและเป็นคนใจกว้าง บางครั้งการคบคนนั้นคนนี้เราไม่ได้กรอง ไม่ได้ไตร่ตรอง เมื่อเขานำภัยมาหาเรา เราจะไปโทษคนนั้นคนนี้ ไม่ใช่วิถีผม ผมใช้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ในทุกเรื่อง"

ร.อ.ธรรมนัสบอกว่าเขาไม่ได้เป็นนักเลง แต่เป็น "คนใจนักเลง" พร้อมกับขอโอกาสพิสูจน์ฝีมือการทำงาน และเชื่อว่าประสบการณ์ทางการเมืองและทางธุรกิจ ประกอบกับความเป็นลูกชาวนาที่เข้าใจความต้องการของเกษตรกร ทำให้เขาเหมาะสมกับตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ที่มาของภาพ, พรรคพลังประชารัฐ

คำบรรยายภาพ, ร.อ.ธรรมนัส (คนกลาง) ไม่อยากให้คนเรียกเขาว่าเป็น "นักเลง" หรือ "มาเฟีย"

ร.อ.ธรรมนัสเคยให้สัมภาษณ์วาสนา นาน่วม นักข่าวสายความมั่นคงในรายการ "ลับลวงพราง" เมื่อปี 2559 ว่าเขาไม่อยากให้คนมองคนเช่นเขาว่าเป็น "มาเฟีย" หรือ "เจ้าพ่อ" แต่น่าจะเปลี่ยนมาเรียกว่า "ผู้มีบารมี"

"บารมีมันเกิดจากคอนเนคชันที่เรามี เนื่องจากเราจบ ตท.รุ่น 25 ทำให้รู้จักรุ่นพี่รุ่นน้องที่เป็นตำรวจทหารหรือนักธุรกิจ...ความที่เรารู้จักคนเยอะทำให้เรามีคอนเนคชัน เวลามีปัญหาเราติดต่อแก้ปัญหาให้คนได้ ไม่ใช่มาเฟียที่รังแกชาวบ้าน เราช่วยคนมากกว่า"

"ไทยเศรษฐ์"

มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พรรคภูมิใจไทย)

มนัญญา วัย 57 ปี เป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี เธอเป็นแม่ของเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย และเป็นน้องสาวของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี เขต 2 และรองหัวพรรคคนที่ 4 ของพรรคภูมิใจไทย

ชาดาและมนัญญาเกิดในครอบครัวนักธุรกิจ พ่อแม่ทำธุรกิจสัมปทานบรรทุกไม้ซุงก่อนจะหันมาทำกิจการโรงฆ่าสัตว์และขายเนื้อในตลาดอุทัยธานี แต่ผู้เป็นพ่อถูกยิงเสียชีวิตจากการขัดแย้งผลประโยชน์ทางธุรกิจตั้งแต่ชาดาอายุได้เพียง 7 ขวบ อีกหลายปีต่อมา แม่ของเขาก็ถูกยิงเสียชีวิตเช่นกัน

ชาดาย้ายไปอยู่กับญาติที่ จ.กาญจนบุรี ก่อนจะกลับมาปักหลักในอุทัยธานีอีกครั้งพร้อมกับรื้อฟื้นกิจการโรงฆ่าสัตว์ของครอบครัวจนประสบความสำเร็จ และขยายสู่ธุรกิจอื่น ๆ เช่น รับเหมาก่อสร้างและโรงแรม ส่งผลให้เขาเริ่มมีอิทธิพลกว้างขวางในอุทัยธานี

ชาดา ไทยเศรษฐ์

ที่มาของภาพ, พรรคภูมิใจไทย

คำบรรยายภาพ, นายชาดายอมรับว่าเขาเป็นผู้มีอิทธิพล แต่เขาไม่เคยใช้อิทธิพลไปสร้างปัญหาให้บ้านเมือง

นอกจากจะเคยถูกจับกุมในข้อหาจ้างวานฆ่าเมื่อปี 2546 ซึ่งสุดท้ายศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว เขายังเคยถูกตำรวจเข้าตรวจค้นหลายครั้ง รวมทั้งภายใต้นโยบายกวาดล้างผู้มีอิทธิพลของ คสช. เมื่อเดือน พ.ค.2560 ที่ตำรวจและทหารนับร้อยนายสนธิกำลังตรวจค้นขบวนรถยนต์ 8 คันของเขาและผู้ติดตามใน จ.อุทัยธานี พบปืนพก 6 กระบอก

มีรายงานว่าเขาส่งน้องสาวมาเป็นเป็นรัฐมนตรีแทนตัวเองที่มีปัญหาด้านภาพลักษณ์ของความเป็น "มาเฟีย-เจ้าพ่อ" ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ชาดาปฏิเสธมาตลอด

ระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการเผชิญหน้า สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์เมื่อปี 2558 พิธีกรถามถึงการที่ตำรวจขึ้นบัญชีเขาเป็นเจ้าพ่อ ชาดาบอกว่า "ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้และรับไม่ได้กับตำแหน่งนี้" พร้อมกับกล่าวติดตลกว่า "เจ้าพ่อก็ต้องอยู่ที่ศาล (ศาลเจ้าพ่อ)"

"เคยได้ยินแต่ (คนเรียก) ว่าเป็นผู้มีอิทธิพล แต่จะมีอิทธิพลด้านดีหรือด้านเลวก็ต้องมาคุยกัน ผมยอมรับว่าผมมีอิทธิพล แต่ผมไม่ใช้อิทธิพลสร้างปัญหาให้บ้านเมือง" ชาดากล่าว

เขาย้ำเรื่องนี้อีกครั้งในการสัมภาษณ์ทางวอยซ์ทีวีเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

"ถามว่าผมมีอิทธิพลมั้ย ผมยอมรับว่ามีอิทธิพล ถ้าไม่มีอิทธิพลจะทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองได้เหรอ แต่ผมไม่เคยใช้อิทธิพลไปรังแกใคร ไม่ได้ใช้อิทธิพลทำร้ายบ้านเมือง ผมใช้อิทธิพลช่วยเหลือคน"

"ชิดชอบ"

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว. กระทรวงคมนาคม (พรรคภูมิใจไทย)

นายศักดิ์สยาม อายุ 56 ปี จบปริญญาตรีและโทด้านรัฐศาสตร์ เคยรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ ก่อนผันตัวเข้าสู่การเมือง เริ่มต้นด้วยการเป็น ส.ส. บุรีรัมย์ สังกัดพรรคชาติไทย และพรรคไทยรักไทยซึ่งต่อมาถูกยุบทำให้เขาถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรค เมื่อพ้นจากการถูกตัดสิทธิ์ ศักดิ์สยามสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยและได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค

ศักดิ์สยามเป็นลูกชายของนายชัย ชิดชอบ นักการเมืองอาวุโสที่เริ่มต้นจากการทำธุรกิจโรงโม่หินใน จ.บุรีรัมย์ และเป็นน้องของนายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองชื่อดังที่ผันตัวมาทำงานด้านกีฬา เป็นที่รู้กันดีว่าทั้งนายชัยและนายเนวินต่างเป็นผู้มีบารมีกว้างขวางใน จ.บุรีรัมย์

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ที่มาของภาพ, Panupong changchai/BBCThai

คำบรรยายภาพ, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อีกหนึ่งทายาททางการเมืองของตระกูล "ชิดชอบ" แห่งบุรีรัมย์

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงตระกูลชิดชอบในงานวิจัยเรื่อง "ตระกูลการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทย" ว่าเป็นตระกูลการเมืองที่ก่อร่างสร้างฐานอำนาจมาในยุคเดียวกับตระกูลชินวัตรและยังเป็นตระกูลที่มีบทบาททางการเมืองสูงในหลายยุคหลายสมัย โดยมีนายชัยเป็นผู้วางรากฐานอำนาจทางการเมืองของตระกูล และมีลูกชายอย่างเนวินและศักดิ์สยาม รวมทั้งกรุณา ชิดชอบ ภรรยาของเนวิน มาสานต่องานการเมืองของตระกูล

"คุณปลื้ม"

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.กระทรวงวัฒนธรรม (พรรคพลังประชารัฐ)

นายอิทธิพล อายุ 45 ปี เป็นลูกคนที่ 4 ของ นายสมชาย คุณปลื้ม หรือ "กำนันเป๊าะ" นักการเมืองท้องถิ่นผู้ทรงอิทธิพลแห่ง จ.ชลบุรีและภาคตะวันออก

นายอิทธิพลเคยเป็น ส.ส.ชลบุรี สังกัดพรรคชาติไทย ไทยรักไทย พลังประชาชนและเพื่อไทย แต่สอบตกในการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายกระทรวง และเคยได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเมืองพัทยา 2 สมัย

ด้วยบารมีของกำนันเป๊าะ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข จ.ชลบุรี ซึ่ง ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ บอกว่าเป็นตัวละครสำคัญของการเมืองไทยใน "ยุคทองของการเมืองแบบเจ้าพ่อ" ช่วงปี 2520-2540 ทำให้ตระกูลคุณปลื้มมีบทบาทและขยายอิทธิพลในการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนายอิทธิพลแล้ว ยังมีพี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาคือ สนธยาและสุกุมล คุณปลื้ม ที่เป็นทายาททางการเมือง สานต่องานการเมืองของตระกูลคุณปลื้ม

กำนันเป๊าะเสียชีวิตในวัย 82 ปี เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2562 หลังจากป่วยด้วยโรคมะเร็งมานาน ปิดฉาก "เจ้าพ่อเมืองชลฯ" ที่มีชีวิตโลดแล่นทั้งในทางธุรกิจและการเมือง

กำนันเป๊าะถูกศาลพิพากษาจำคุก 25 ปี ในคดีจ้างวานฆ่านายประยูร สิทธิโชติ ในปี 2547 และถูกศาลตัดสินจำคุกอีก 5 ปี 4 เดือนในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินสาธารณะ ต.เขาไม้แก้ว จ.ชลบุรี เขาหลบหนีคดีจนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อต้นปี 2556 หลังจากจำคุกอยู่ 4 ปี เขาก็ได้รับการพักโทษเมื่อเดือนธันวาคม 2560 เนื่องจากป่วยเป็นมะเร็ง

"หวังศุภกิจโกศล"

วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช. กระทรวงพาณิชย์ (พรรคภูมิใจไทย)

นายวีรศักดิ์ นักธุรกิจวัย 64 ปี มีฉายาว่า "เสี่ยแป้งมันพันล้าน" เนื่องจากเขาเป็นประธานบริหารบริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด นับว่าเป็นนักธุรกิจการเมืองท้องถิ่นอีกคนหนึ่งในสังกัดพรรคภูมิใจไทย โดยมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย

เช่นเดียวกับผู้กว้างขวางในท้องถิ่นที่หันมาเล่นการเมืองระดับชาติ นายวีรศักดิ์หรือ "กำนันป้อ" มีบทบาทหลากหลายอย่างใน จ.นครราชสีมา และภาคอีสาน เช่น เป็นกรรมการโรงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ. เสิงสาง จ.นครราชสีมา เป็นต้น

เฟซบุ๊ก "คนภูมิใจไทย" แนะนำนายวีรศักดิ์ไว้ว่า "เป็นตัวจริงของหนึ่งในผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง"

เขาเคยถูกกล่าวหาว่ารุกที่ดิน ส.ป.ก. แต่หลังจากได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น รมช.กระทรวงพาณิชย์ เขาก็ออกมายืนยันว่าคดีนี้ยุติแล้ว และเขาไม่มีเรื่องใดค้างคาอยู่ในศาล

เจ้าพ่อ-ผู้มีอิทธิพลในการเมืองไทย

นักวิชาการหลายคนได้ทำการศึกษาบทบาทของเจ้าพ่อ-ผู้มีอิทธิพลในการเมืองไทย เช่นงานวิจัยเรื่อง "ตระกูลการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทย" ของ ดร.สติธร ที่อธิบายว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ "เจ้าพ่อ" ในสังคมไทยก่อเกิดและขยายบทบาททางการเมืองได้อย่างกว้างขวางนั้นมีทั้งปัจจัยทางการเมืองผ่านการมีอิทธิพลเหนือเจ้าหน้าที่รัฐ ปัจจัยทางวัฒนธรรมโดยอาศัยฐานะความเป็นผู้นำตามธรรมชาติที่ได้รับการยอมรับนับถือจากคนในท้องถิ่น และปัจจัยทางเศรษฐกิจโดยการทำธุรกิจแบบผูกขาดตลาด

ขณะที่ ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า เจ้าพ่อหรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองไทยในยุค "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นยุคที่ local godfather หลายคนเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น

ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritphol/BBCThai

คำบรรยายภาพ, ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ นิยาม "เจ้าพ่อ" ว่าหมายถึง "นักธุรกิจ+นักเลง"

"คนเหล่านี้มีลักษณะร่วมกัน คือ เป็นนักธุรกิจในต่างจังหวัดที่สะสมความมั่งคั่งจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้มีอิทธิพลกลุ่มนี้เข้าไปผูกขาดธุรกิจสัมปทานในท้องถิ่นจนร่ำรวยอย่างรวดเร็ว เช่น เอเย่นต์ค้าสุรา กิจการรถเมล์ กิจการขายล็อตเตอรี่ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ได้สัมปทานจากรัฐ และธุรกิจกึ่งผิดกฎหมายกึ่งถูกกฎหมาย หรือ 'ธุรกิจสีเทา' ที่งานวิจัยของ อ.นวลน้อย ตรีรัตน์ เรียกว่า 'หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า' ธุรกิจเหล่านี้ทำให้มีเศรษฐีใหม่-นายทุนท้องถิ่นที่ร่ำรวยขึ้นมา"

"เรานิยามเจ้าพ่อว่าคือ 'นักธุรกิจ+นักเลง' เจ้าพ่อไม่ใช่นักธุรกิจปกติทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่นักเลงหัวไม้ที่ไปตีรันฟันแทงกัน แต่เป็นสองอย่างนี้รวมกัน เมื่อมาเป็นนักการเมืองเราก็เรียกนักการเมืองกลุ่มนี้ว่า 'นักการเมืองแบบเจ้าพ่อ' ซึ่งมีจำนวนมากในยุค 2520 ถึงยุคก่อนปี 2540 ซึ่งเรียกว่าเป็นยุคทองของนักการเมืองแบบเจ้าพ่อ" ดร.ประจักษ์อธิบาย