บุญเสริม เปรมธาดา : จากเด็กชายลูกช่างไม้ในชุมชนแออัด สู่สถาปนิกไทยในเวทีโลก

ที่มาของภาพ, Benedict Johnson
- Author, สุชีรา มาไกวร์
- Role, ผู้สื่อข่าววิดีโอ บีบีซีไทย
หลายสิบปีก่อน อุปกรณ์ขีดเขียนของเด็กคนหนึ่ง มีเพียงถุงกล้วยแขกกับดินสอ เส้นสายลวดลายที่ต้องวาดทับบนตัวอักษรหมึก ทำให้เขาต้องเพ่งสายตาตั้งใจและใส่ใจในรายละเอียดมากเป็นพิเศษ
จากเด็กชายลูกช่างไม้ในชุมชนแออัดย่านบ่อนไก่ในกรุงเทพฯ ในวันนี้เขาคือ ผศ. บุญเสริม เปรมธาดา สถาปนิกไทยวัย 53 ปี ที่เพิ่งคว้ารางวัลใหญ่ที่อังกฤษไปเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา บริษัทออกแบบ Bangkok Project ของเขา ชนะรางวัล Royal Academy Dorfman Award ประจำปีนี้จาก Royal Academy of Arts (RA) หรือราชบัณฑิตยสถานด้านศิลปะแห่งสหราชอาณาจักร
รางวัล Royal Academy Dorfman Award เป็นรางวัลที่สถาบันตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนสถาปนิกหน้าใหม่ผู้ตีความสถาปัตยกรรมแห่งอนาคตขึ้นใหม่ และผลงานมีปฏิสัมพันธ์อย่างสูงกับบริบทในระดับท้องถิ่นและระดับโลก โดย ผศ.บุญเสริม เอาชนะผู้เข้ารอบสุดท้ายอีก 3 คน คือ Alice Casey and Cian Deegan (TAKA Architects) จากไอร์แลนด์, Mariam Kamara (Atelier Masōmī) จากไนเจอร์ และ Fernanda Canales จากเม็กซิโก
"รางวัล Royal Academy Dorfman Award ถือว่าเป็นรางวัลใหญ่รางวัลหนึ่งในชีวิตผมเลย เพราะว่าเป็นรางวัลที่ก่อตั้งโดยราชบัณฑิตของประเทศอังกฤษ น่าจะเป็นหนึ่งในโลกที่เป็นสถานที่ที่วิเศษมากสำหรับผม สำหรับคนที่มาจากประเทศเล็ก ๆ"
บุญเสริมเล่าถึงรางวัลนี้อย่างภาคภูมิใจ แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าเขาได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัลนี้ได้อย่างไร เขาบอกว่าตอนที่รู้ว่ามีชื่อเข้ารอบสุดท้ายก็ดีใจมากแล้ว เขาไม่มีความคาดหวังใด ๆ เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รู้จักน้อยที่สุดในบรรดาผู้เข้ารอบสุดท้าย 4 คน

ที่มาของภาพ, Benedict Johnson
เจ้าหน้าที่จาก RA บอกกับบีบีซีไทยว่า รางวัลนี้มีความพิเศษเฉพาะตัว มีขั้นตอนการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน เพราะสมาชิกของ RA ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาอาชีพสถาปนิก ศิลปิน นักวิจารณ์จากนานาชาติ และภัณฑารักษ์ เป็นผู้เสนอชื่อผู้เข้ารับรางวัล โดยพวกเขาจะเฟ้นหาผลงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นจากทั่วโลก พร้อมเขียนถ้อยแถลงเพื่อสนับสนุนการเสนอชื่อนั้น จากนั้นคณะกรรมการจะจัดประชุมเพื่อคัดสรรพิจารณาอีกต่อหนึ่ง และมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลงานที่ได้รับการเสนอชื่อโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานที่ถูกเลือกมานั้นมีคุณสมบัติครบถ้วนจริง ๆ

ที่มาของภาพ, Spaceshift Studio
อย่างไรก็ตาม รางวัลนี้ไม่ใช่รางวัลแรกและคงไม่ใช่รางวัลสุดท้ายของบุญเสริม บนเว็บไซต์ของเขามีรายชื่อรางวัลทั้งในไทยและต่างประเทศยาวเหยียดกว่า 10 รางวัล เมื่อปี 2554 เขาสร้างชื่อด้วยการเป็นสถาปนิกไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล The ar+d Awards for Emerging Architecture 2011 ของสหราชอาณาจักร จากผลงานออกแบบที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม และเมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาเขาก็เพิ่งได้รับรางวัลศิลปาธร ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้ศิลปินไทยร่วมสมัยที่มีผลงานสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง จัดโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม โดยบุญเสริมได้รับรางวัลสาขาออกแบบสร้างสรรค์ ด้านสถาปัตยกรรม
เรียนในไทย ไม่ไร้โอกาสสร้างชื่อต่างแดน

ที่มาของภาพ, Boonserm Premthada
บุญเสริมบอกกับบีบีซีไทยว่า การมาจากครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย ทำให้ต้องต่อสู้ชีวิตด้วยตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูกไปตามประสา พ่อของบุญเสริมเป็นช่างไม้และภายหลังผันตัวมาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เขาจึงมีโอกาสได้ซึมซับการทำงานของพ่อ และได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซึ่งเขามองว่าเป็นพื้นฐานที่ดีของการทำงานออกแบบ
"สิ่งที่เรียนรู้จากของจริงมันทำให้เราเห็นภาพ เห็นจินตนาการของตัวเอง เห็นภาพของตัวเองอย่างชัดเจนมาจนถึงเวลาปัจจุบันที่เรามาทำงานออกแบบ" บุญเสริมพูดถึงจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ในวัยเยาว์ ซึ่งเขาเรียกว่า "เป็นการเรียนรู้โดยสัญชาตญาณ" และสานต่อการเรียนรู้แบบมีหลักการจากสถาบันการศึกษาเรื่อยมา

ที่มาของภาพ, Boonserm Premthada
"อุเทนถวายสอนให้ผมรู้จักความเป็นช่างแบบมีหลักการ คณะมัณฑนศิลป์ ม. ศิลปากร ทำให้ผมได้ใกล้ชิดกับสิ่งที่อยู่รายล้อมรอบตัว มันทำให้ผมเป็นคนละเอียดอ่อน ที่สำคัญที่สุดคือมันทำให้ผมมีสุนทรียภาพ ส่วนการเรียนคณะสถาปัตย์ ที่จุฬา ทำให้ผมรู้การวิจัย รู้วิธีการลำดับของความคิด การเรียบเรียงความคิด จนถึงการอธิบายและการถ่ายทอดการเขียนต่าง ๆ" บุญเสริมพูดถึงเส้นทางการศึกษาจาก 3 สถาบัน ซึ่งเป็นการต่อยอดการเรียนรู้ของเขามาตลอด
เขาบอกว่าเขาเคยคิดอยากไปเรียนต่อต่างประเทศเหมือนคนทั่วไป แต่ด้วยข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ทำให้เขาล้มเลิกความคิดนั้น ซึ่งเมื่อเขามองย้อนกลับไป การได้เรียนที่เมืองไทยมาตลอดถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาภูมิใจ
"การเรียนเมืองไทยก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาส ผมก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการเรียนเมืองไทยตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ทำให้มีโอกาสเกิดขึ้นได้เหมือนกัน อยู่ที่ตัวเอง"
"วิกฤตต้มยำกุ้ง" เปลี่ยนโลกทัศน์
เส้นทางอาชีพของบุญเสริมไม่ต่างจากสถาปนิกทั่วไป เรียนจบ เข้าทำงานในบริษัทออกแบบ สั่งสมประสบการณ์เปิดบริษัทของตัวเอง ฟังดูเหมือนเป็นไปตามสูตรสำเร็จไม่มีอะไรหวือหวา แต่จุดเปลี่ยนของมุมมองในชีวิตที่ส่งผลต่อผลงานของเขาอย่างเห็นได้ชัดคือพิษวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ทำให้เขาต้องหันมามองย้อนว่าตัวเขาเองเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจนี้อย่างไร
เขาพบว่า ในฐานะสถาปนิก เขาไม่เคยคำนึงถึงเรื่องการใช้วัสดุที่ผลิตในประเทศเลย การออกแบบบนพื้นฐานของความฟุ่มเฟือยถือเป็นเรื่องปกติ ในตอนนั้นเอง บุญเสริมเริ่มหันมามองสิ่งใกล้ตัวและกลุ่มคนที่อยู่รอบข้าง ทำให้เขาเล็งเห็นว่ายังมีกลุ่มคนที่ถูกสังคมมองข้ามไปอยู่อีกจำนวนมาก
"วิกฤตมันไม่ใช่เรื่องแย่ วิกฤตมันทำให้เรารู้จักเปลี่ยนแปลงตัวเองและปรับตัว" บุญเสริมเล่าย้อนถึงความทุกข์ในอดีตที่กลายเป็นแรงผลักดันในการทำงานออกแบบ
จะเรียกว่าเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสก็ไม่ผิดนัก เพราะบุญเสริมเลือกที่จะผันวิกฤตที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทยทั้งหมด ให้เป็นโอกาสในชีวิตของกลุ่มคนระดับล่างที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากสังคมมาโดยตลอด เขาเปิดบริษัทออกแบบ Bangkok Project ในปี 2546 มุ่งมั่นสร้างสถาปัตยกรรมสำหรับส่วนรวม เพื่อให้ทุกคนเป็นเจ้าของได้
"ผมไม่เคยลืมพื้นเพที่ผมมี ผมคิดว่าถ้าเรามีโอกาส สถาปัตยกรรมอยู่ตรงกลาง สิ่งที่อยู่เหนือกับสิ่งที่อยู่ล่าง สถาปนิกมีหน้าที่ดึงสิ่งที่อยู่ข้างบนลงมา ดึงสิ่งที่อยู่ข้างล่างเข้าหากันแล้วก็เชื่อมโยงกัน ต่างคนก็ต่างเข้าใจกัน" บุญเสริมออกตัวว่าแนวคิดนี้อาจฟังดูเหมือน "โลกสวย" แต่เขายืนยันว่านี่คือสิ่งที่เขาเชื่อมั่นอย่างจริงจัง

ที่มาของภาพ, Spaceshift Studio
หนึ่งในผลงานของบุญเสริมที่สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดของเขาไม่ได้เป็นเพียงนามธรรม คือ สถาบันภาพยนตร์และภาพเคลื่อนไหวกันตนาใน จ. นครปฐม ที่มีการนำอิฐมาใช้อย่างโดดเด่น นอกจากจะเป็นการผสมผสานอิฐเข้ากับสถาปัตยกรรมร่วมสมัยจนเกิดเป็นรูปลักษณ์ที่เป็นทั้งสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ อิฐหลายแสนก้อนที่ถูกนำมาใช้ในการรังสรรค์ผนังอาคารนี้ยังช่วยต่อลมหายใจและฟื้นฟูจิตวิญญาณของชุมชนผู้ผลิตอิฐที่เกือบจะสูญสลายไปเพราะอิทธิพลของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งเปิดทางให้วัสดุที่ดูโก้หรูอย่างกระจก คอนกรีต หรือเหล็ก เข้ามายึดพื้นที่ในสถาปัตยกรรมไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
บุญเสริมบอกว่า สถาปัตยกรรมที่ดีนั้น นอกจากจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนแปลงและทำให้เมืองมีความเจริญเติบโตขึ้นมาได้
"ใครจะไปคิดว่าอาคารหลังเล็ก ๆ หลังเดียวมันเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้ คนอาจจะไม่เชื่อ โครงการผมทำแล้ว และผมก็ทำให้เห็นแล้ว มันเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนไปหมด"
ปรับตัวจากความล้มเหลว
เมื่อถูกถามว่า ความล้มเหลวของอาชีพสถาปนิกคืออะไร บุญเสริมตอบพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ ว่า "ผลงานออกแบบที่ไม่ถูกสร้างจริง" เมื่อเวลาหลายปีที่ทุ่มเทไปกับโครงการเพื่อหวังให้อาคารเป็นคำอธิบายแนวคิด กลายเป็นกระดาษที่ถูกพับเก็บหมดทางไปต่อ โดยหลายครั้งเกิดจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจหรือหลักการทางธุรกิจ เขาบอกว่ามันคือความล้มเหลวที่ควบคุมไม่ได้ ทำได้เพียงรู้สึกเสียใจ และเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น เพื่อปรับตัว ปรับวิธีการต่อไป
บุญเสริมอธิบายว่า เขามีความศรัทธาในวิชาชีพของเขา และเชื่อว่าสถาปัตยกรรมที่ดีควรสร้างบทเรียนให้ผู้คนได้เรียนรู้แล้วพัฒนาต่อ ซึ่งสิ่งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการทำงานของเขา
"ผมยังก้มหน้าก้มตาตามศรัทธาของตัวเองตามความเชื่อของตัวเองว่าผมยังมีแรง ยังมีกำลังใจที่ดี ผมคิดว่าผมยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศของเราหรือสังคมอื่น ๆ ในโลกนี้ได้"
สถาปนิกไทยในเวทีโลก
ในการเดินทางมารับรางวัลที่อังกฤษครั้งนี้ บุญเสริมเลือกที่จะอยู่ที่กรุงลอนดอนต่ออีกหลายวันหลังจบพิธีประกาศรางวัลเพื่อไปบรรยายที่ RA ด้วย เขาบอกว่าการได้ไปบรรยายตามที่ต่าง ๆ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นตัวเชื่อมองค์ความรู้ระหว่างประเทศไทยและนานาประเทศ ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา

ที่มาของภาพ, Spaceshift Studio
การเรียนรู้ที่ได้จากการทำงานตรงนี้ตอบโจทย์ของบุญเสริมที่มองว่า ตัวเขายังขาดความรู้ และต้องเรียนรู้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต "ผมยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ...ผมคิดว่าตัวเองยังไม่รู้และอยากรู้ต่อไป ยังมีหลายเรื่องที่ยังไม่รู้"
มาถึงตรงนี้ หัวข้อสนทนาโยงมาถึงบทบาทและผลงานของสถาปนิกไทยในเวทีโลก ซึ่งยังไม่อยู่ในระดับที่กว้างขวางเท่าที่ควร บุญเสริมมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบทบาทของสถาปนิกไทยที่มีต่อสังคมยังไม่ชัดเจน และยังไม่มี "มาสเตอร์" ทางด้านสถาปัตยกรรม
"สถาปนิกเองแต่ละประเทศมันต้องมีความโดดเด่น คุณจะผลักดัน คุณจะนำพาวิชาชีพ สังคม ประเทศนั้นไปในทิศทางไหน สถาปนิกก็มีบทบาท อาจจะไม่ได้ 100 % แต่ก็มีบทบาทในการที่จะมองแล้วก็เป็นเฟืองสำคัญในการพัฒนาผลักดัน" บุญเสริมบอกเล่าความเห็นของเขาและย้ำว่าสถาปัตยกรรมเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล การจะได้รับโอกาส ต้องเริ่มจากการที่ตัวสถาปนิกเองมีมุมมองและวิสัยทัศน์ จากนั้นจึงกำหนดบทบาทตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น
"ให้โอกาส" และ "สอนความเป็นคน"
อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญของบุญเสริมคือการเป็น "ครู" ในตำแหน่งอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การสวมหมวก 2 ใบ ทำให้บุญเสริมมีความรับผิดชอบต่อสังคมในรูปแบบที่ต่างกัน เขาบอกว่าอาชีพสถาปนิกทำให้เขาได้หยิบยื่นโอกาสให้คนที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ผลงานสถาปัตยกรรมของเขาเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ ประชาชนเป็นเจ้าของได้ ในขณะที่อาชีพครูทำให้เขาได้สอนความเป็นคน ควบคู่ไปกับเรื่องทฤษฎีสำหรับวิชาชีพ
บุญเสริมบอกว่านักศึกษาในยุคปัจจุบันเรียนรู้ได้เร็วมาก โดยเฉพาะการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี ซึ่งทำให้สามารถเข้าถึง เข้าใจ และปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของเด็กวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่อยากลองผิดลองถูก แต่สิ่งหนึ่งที่เขามองว่าต้องเติมเต็มสำหรับเด็กรุ่นใหม่คือความเป็นมนุษย์ เพราะการเรียนรู้จากเทคโนโลยี ทำให้มนุษย์เปลี่ยนพฤติกรรมกลายเป็นคนไม่รู้จักอดทน
"ความเป็นมนุษย์นี่คือสามัญสำนึกในสิ่งที่มนุษย์ควรจะมีและเป็นอยู่ มีความรู้สึก" บุญเสริมบอกว่าสิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการใช้ชีวิตจริง เขาเปรียบว่าสถาปนิกนั้นเหมือนม้า เพราะต้องมีความอดทนในระยะยาว ต้องใช้ประสบการณ์ที่เจอมาทั้งชีวิตเพื่อตัดสินใจเลือกทิศทางการทำงาน
หลายคนอาจมองว่าสถาปนิกเป็นอาชีพสวยหรู แต่บุญเสริมบอกว่ามันเป็นเพียงอาชีพธรรมดา แต่ก็เป็นอาชีพที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ซึ่งสามารถนำไปสู่การพัฒนาในบริบทอื่น ๆ ได้ เขาเชื่อว่าสถาปนิกไทยรุ่นใหม่ ๆ มีศักยภาพสูง ทำให้โลกเริ่มเห็นความสามารถและให้การยอมรับนับถือ
"จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ ไม่ใช่สถาปัตยกรรมในเมืองไทยจะเติบโต แต่ประเทศและสังคมนั้นจะเติบโตไปด้วย" บุญเสริมกล่าวทิ้งท้าย









