ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน: ช่องแคบฮอร์มุซ มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างไร

คำบรรยายวิดีโอ, ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน: ช่องแคบฮอร์มุซ มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างไร

สหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่า อยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่อิหร่านปฏิเสธ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาติเลวร้ายลงตั้งแต่เดือน เม.ย. ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ ยุติการยกเว้นการคว่ำบาตร ส่งผลให้อิหร่านส่งออกน้ำมันไม่ได้ อิหร่านขู่ว่า ถ้าส่งออกน้ำมันไม่ได้ ก็จะไม่ปล่อยให้มีน้ำมันถูกขนส่งผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ นี่คือวิกฤตที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอาจทำให้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งถูกปิด และทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นได้

ช่องแคบ ฮอร์มุซ เป็นหนึ่งในทางเดินเรือที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากที่สุดในโลก

เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ จะส่งผลต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจทั่วโลก ตอนที่สหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านส่งผลต่อเสถียรภาพของภูมิภาคนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ว่า "พวกเขาคือชาติแห่ง การก่อการร้าย และเราจะไม่ยอมทนอีกต่อไป"

ส่วน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวเมื่อ 8 ก.พ. ว่า "ผมได้กล่าวหลายครั้งแล้วว่า ผมไม่ไว้ใจพวกเขา คุณไม่ควรไว้ใจพวกเขา"

สหรัฐฯ เพิ่มการคว่ำบาตรอิหร่าน เป็นการกดดันต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และยังเคลื่อนขบวนเรือบรรทุกเครื่องบินเข้ามาในพื้นที่ด้วย มีกิจกรรมทางทหารเพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาค

เคยเกิดความขัดแย้งที่ช่องแคบนี้มาก่อนในช่วงสงคราม อิหร่าน-อิรัก ทศวรรษ 1980 ปัจจุบัน ผู้ให้บริการเรือขนส่งน้ำมันในภูมิภาค บอกว่า เรือถูกทุ่นระเบิด

ทูตประจำสหประชาชาติ ของซาอุดีอาระเบีย บอกว่า "ความรับผิดชอบต่อการกระทำนี้ อยู่บนบ่าของอิหร่าน"

สหรัฐฯ เคยบอกแล้วว่า ทุ่นระเบิดเป็นของอิหร่าน "เกือบจะแน่นอนที่สุด" แต่อิหร่านปฏิเสธส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้

สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสอับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln Carrier Strike Group) และกองกำลังทิ้งระเบิดไปยังศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสอับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln Carrier Strike Group) และกองกำลังทิ้งระเบิดไปยังศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ

นี่คือเหตุผลที่วิกฤตนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก

ช่องแคบนี้ เชื่อมโยงผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง เข้ากับเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และภูมิภาคอื่น ๆ ฝั่งหนึ่งของช่องแคบ คือ ชาติอาหรับหลายชาติ รวมถึง พันธมิตรของสหรัฐฯ ด้วย ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง คือ อิหร่าน

จุดที่แคบที่สุดของ ช่องแคบฮอร์มุซ คือ กว้างเพียง 39 กม. ช่องทางขนส่งทางเรือของแต่ละฝั่ง มีความกว้างเพียง 3 กม. แต่ก็ยังกว้างพอที่จะให้ เรือบรรทุกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกล่องผ่านได้ หนึ่งในห้าของผู้ส่งออกน้ำมันของโลกใช้เส้นทางนี้ ช่องแคบนี้เป็นแหล่งขนส่งน้ำมัน ที่สำคัญที่สุดในโลก ทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรอง เมื่อสหรัฐฯ คุกคามการส่งออกน้ำมัน ของอิหร่าน

"ถ้าวันหนึ่ง [สหรัฐฯ] พยายาม หยุดยั้ง การส่งออกน้ำมันของอิหร่าน เมื่อนั้น ก็จะไม่มีน้ำมันส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียเลย" นายฮัสซัน รูฮานี ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าว

ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี

เคยมีการจำกัดการค้าขายในช่องแคบนี้มาก่อนในช่วงทศวรรษ 1980 ระหว่างสงครามอิหร่าน-อิรัก ทั้งสองฝ่ายต่างพุ่งเป้าโจมตี เรือบรรทุกน้ำมัน มีเรือเกือบ 240 ลำ ถูกโจมตี และมี 55 ลำ ที่อับปางลง

ในการรับมือต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ อิหร่านอาจทำให้ช่องแคบนี้ไม่ปลอดภัย ด้วยการวางทุ่นระเบิดในทะเล ส่งเรือดำน้ำ ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และเรือโจมตีเร็ว การรบกวนเส้นทางการขนส่งน้ำมันจะทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจโลก และน้ำมัน

แต่การทำเช่นนั้นอาจถูกสหรัฐฯ และพันธมิตร มองว่า เป็นการทำสงคราม ทั้งสองฝ่ายเคยกล่าวว่า ไม่ต้องการความขัดแย้ง

"เราไม่ได้ต้องการยกระดับ แต่เราปกป้องตัวเองเสมอ" นายโมฮัมหมัด จาวัด ซารีฟ รมว.ต่างประเทศ อิหร่าน กล่าว

ส่วนประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยถูกนักข่าวถามว่า สหรัฐฯ จะทำสงครามกับอิหร่าน หรือไม่ เขาตอบว่า "หวังว่าไม่"

แต่แม้ว่าทั้งสองฝ่าย จะบอกว่า ไม่อยากทำสงคราม แต่การคาดการณ์ที่ผิดพลาดง่าย ๆ เพียงครั้งเดียว ก็อาจทำให้เกิดความรุนแรงที่มีคนล้มตายได้