ทรัมป์ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน

ที่มาของภาพ, PA
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่าสหรัฐฯ จะถอนตัวจากการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน แล้วจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในระดับสูงสุดต่ออิหร่าน
นายทรัมป์ กล่าวว่า "เป็นที่ชัดเจนสำหรับผมว่า เราไม่สามารถหยุดยั้งระเบิดนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ ภายใต้โครงสร้างที่ผุพังของข้อตกลงปัจจุบัน"
"ข้อตกลงอิหร่านบกพร่องอย่างสิ้นเชิง ถ้าเราไม่ทำอะไร เรารู้ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
นายทรัมป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ดังนั้น ผมกำลังประกาศในวันนี้ว่า สหรัฐฯ จะถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน"
นอกจากนี้ยังระบุว่า จะบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในระดับสูงสุด และชาติใดที่ช่วยเหลืออิหร่านในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ก็อาจจะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน
ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงที่ทำขึ้นเมื่อปี 2015 เพื่อให้อิหร่านจำกัดโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ลง ขณะที่เหล่าชาติมหาอำนาจในสหภาพยุโรป (อียู) มองว่าข้อตกลงนี้เป็นหนทางดีที่สุดที่จะหยุดยั้งอิหร่านจากการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ และเจ้าหน้าที่ของอียูได้พบหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านในวันนี้ (8 พ.ค.) โดยไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ร่วมอยู่ด้วย
ก่อนหน้านี้ ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณเป็นนัยว่า นายทรัมป์อาจถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายบอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ เรียกร้องนายทรัมป์ว่าอย่างละทิ้งข้อตกลงที่มีค่านี้ไป ขณะที่นายฌอง-อีฟส์ เลอ ดริออง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ระบุชัดเจนว่าทั้งฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนีจะรักษาข้อตกลงนี้ต่อไป
ด้านประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่านเตือนว่าประเทศของเขาอาจเผชิญ "ปัญหาบ้าง" ในช่วงหลายเดือนข้างนี้ แต่ย้ำชัดว่าอิหร่านจะ "ทำงานร่วมกับประชาคมโลกต่อไป"

ที่มาของภาพ, Reuters
ข้อตกลงนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร
ข้อตกลงฉบับนี้มีชื่อว่า "ข้อตกลงร่วมว่าด้วยแผนปฏิบัติการครอบคลุม" (Joint Comprehensive Plan of Action หรือ JCPOA) ซึ่งอิหร่านทำกับ 5 ชาติสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ บวกเยอรมนี) และสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2015
ภายใต้ความตกลงนี้ อิหร่านตกลงจะจำกัดปริมาณการสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ซึ่งสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แต่ขณะเดียวกันก็ใช้ในอาวุธนิวเคลียร์ได้ด้วย เป็นเวลา 15 ปี และจำกัดจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยงที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลา 10 ปี นอกจากนี้ อิหร่านยังตกลงทำการเปลี่ยนแปลงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำมวลหนัก เพื่อไม่ให้สามารถใช้ผลิตพลูโตเนียมสำหรับทำระเบิดได้ เพื่อแลกกับการที่สหประชาชาติ สหรัฐฯ และอียู ยกเลิกการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรที่ใช้ต่ออิหร่านก่อนหน้านี้
โดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) มีหน้าที่เฝ้าสังเกตการณ์และพิสูจน์ยืนยันว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงนี้หรือไม่

ที่มาของภาพ, AFP
เหตุใดทรัมป์จึงคัดค้านข้อตกลงฉบับนี้?
นายทรัมป์ เรียกข้อตกลงฉบับนี้ว่า ข้อตกลงแห่งความ "หายนะ" และ "เสียสติ" ทั้งยังไม่ยอมรับรองต่อสภาคองเกรสถึง 2 ครั้งว่าอิหร่านได้ปฏิบัติตามข้อตกลงจริง
เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา นายทรัมป์ขู่ว่าสหรัฐฯ จะถอนตัวจากข้อตกลงในวันที่ 12 พ.ค. ซึ่งเป็นเส้นตายการระงับมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน ยกเว้นเสียแต่จะมีการแก้ไขข้อบกพร่องที่ร้ายแรงหลายจุดในข้อตกลง
ประธานาธิบดีทรัมป์เคยประกาศเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้วว่า ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน "เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่แย่ที่สุด และเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายเดียวมากที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยลงนามมา" และเตือนว่า ภายในไม่กี่ปี อิหร่านจะสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังกล่าวอิหร่านว่าละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง และสัญญาว่าจะร่วมมือกับรัฐสภาเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องหลายจุดในข้อตกลง ซึ่งรวมถึงข้อที่เปิดทางให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหลังปี 2025

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
นายทรัมป์ต้องการให้จำกัดโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างถาวร ให้ควบคุมโครงการพัฒนาขีปนาวุธมากขึ้น และจัดการกับอิทธิพลที่ "เลวร้าย" ของอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น การสนับสนุนการทำสงครามตัวแทนในภูมิภาคซึ่งเป็นภัยต่อชาติตะวันตกที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ
ชาติยุโรปเห็นด้วยว่าต้องแก้ไขเรื่องเหล่านี้ แต่ต้องทำโดยไม่ให้ส่งผลเสียต่อข้อตกลงที่มีอยู่แล้ว เพราะนั่นจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในยุโรป
หากข้อตกลงนิวเคลียร์นี้พังลง ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดอันตราย 3 ประการ
1. ตะวันออกกลางจะระส่ำระสายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการที่ทรัมป์สนับสนุนชาติคู่แข่งของอิหร่านอย่างซาอุดีอาระเบีย
2. ความสัมพันธ์ของชาติสองฟากฝั่งแอตแลนติก ซึ่งเป็นเสาหลักของความมั่นคงโลกตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จะอ่อนแอลง
3. อาจทำลายสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของข้อตกลงจำกัดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน










