10 Year Challenge : รูปภาพในกิจกรรมอาจถูกเฟซบุ๊กหรือองค์กรอื่นนำไปพัฒนาระบบตรวจสอบและจดจำใบหน้า

ที่มาของภาพ, Getty Images
รูปภาพดาราชื่อดังหรือแม้กระทั่งผู้คนทั่วไปเมื่อปี 2009 ทางซ้ายมือ และภาพปัจจุบันในปี 2019 ทางขวามือ กำลังกระจายอยู่บนสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม เป็นจำนวนมาก นี่คือภารกิจ "10 Year Challenge" ที่เริ่มขึ้นประมาณต้นปีที่แล้วและขณะนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม
อย่างไรก็ตาม ในบทความชื่อ Was The Facebook '10 Year Challenge' A Way To Mine Data For Facial Recognition AI?' ในเว็บไซต์ของ ฟอร์บส์ (Forbes) สื่อชื่อดังระดับโลกด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 17 มค. มองว่า ความสนุกสนานจากกิจกรรมอาจมีอะไรแอบแฝง ข้อมูลในรูปแบบภาพถ่ายจำนวนมหาศาลจาก 10 Year Challenge สามารถถูกเก็บรวบรวมแล้วนำไปพัฒนาระบบตรวจสอบและจดจำใบหน้า (facial recognition) ขององค์กรต่าง ๆ โดยที่ยังไม่มีกฎหมายมาดูแลอย่างรัดกุม
แล้วสำหรับประเทศไทย สถานการณ์ของเทคโนโลยีนี้เป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพิ่งเผยแพร่ประกาศการจัดซื้อจัดจ้างในวันที่ 11 ม.ค. เพื่อสร้าง "ศูนย์ Big Data และวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สังคม และความมั่นคงของชาติ" โดยมีระบบยืนยันและพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลด้วยภาพใบหน้าเป็นส่วนประกอบ
ระบบจดจำใบหน้าคืออะไร
"ถ้าเรามีรูปหน้าตรง โปรแกรมก็จะดึงลักษณะเด่นบนใบหน้าซึ่งมีทั้งหมดกว่า 80 จุด เช่น ระยะห่างระหว่างคิ้ว หรือโครงหน้า มาเก็บข้อมูลเป็นตัวเลขเอาไว้ภายในระบบ" รศ.ดร.สุภาวดี อร่ามวิทย์ ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงการทำงานของเทคโนโลยีจดจำใบหน้าให้บีบีซีไทยฟัง
ปัจจุบัน นอกจากเทคโนโลยีดังกล่าวจะถูกใช้เพื่อรักษาความปลอดภัยเป็นหลัก เช่น จับคนร้ายหรือยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้งานบริการต่าง ๆ แล้ว รศ.ดร.สุภาวดี ยังกล่าวว่า สามารถนำไปใช้ค้นหาเด็กที่สูญหายเป็นระยะเวลานานด้วยการจำลองว่า ลักษณะของใบหน้าตอนโตแล้วจะเป็นอย่างไร (age progression)
"เรายังสามารถวิเคราะห์ใบหน้าขั้นสูงขึ้นอีก คือ การตรวจสอบอารมณ์ (emotional analysis) ซึ่งบริษัทค้าขายมักใช้งาน เช่น เราอาจเดินผ่านห้างสรรพสินค้าแล้วป้ายโฆษณาก็จะปรับเปลี่ยนให้ตรงกับอารมณ์บนใบหน้าที่กล้องวงจรปิดตรวจจับ อีกทั้งยังใช้ระบุช่วงอายุและเพศของบุคคลได้ด้วย" รศ.ดร.สุภาวดี กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขุมทรัพย์ฐานข้อมูล
ท่ามกลางคุณประโยชน์มากมาย นิโคล มาร์ติน ผู้เขียนบทความในฟอร์บส์ แสดงความกังวลไว้ว่า เฟซบุ๊กอาจใช้ข้อมูลรูปภาพจำนวนมหาศาลของผู้คนที่เข้าร่วม 10 Years Challenge ในการพัฒนาระบบตรวจสอบและจดจำใบหน้าของบริษัทตัวเองเพื่อช่วยให้เผยแพร่โฆษณาได้ตรงตามเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ เฟซบุ๊กเองก็กำลังใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในการแท็กผู้คนบนรูปภาพโดยอัตโนมัติ
ยิ่งไปกว่านั้น รูปภาพในกิจกรรมดังกล่าวยังให้ข้อมูลชัดเจนด้วยว่าใบหน้าของแต่ละบุคคลในปีนั้นมีลักษณะเช่นไร ซึ่ง รศ.ดร.สุภาวดี บอกกับบีบีซีไทยว่า มีประโยชน์อย่างมากสำหรับงานพัฒนาด้านการจำลองและคาดเดาการเปลี่ยนแปลงของใบหน้าในอนาคตอย่าง Age Progression
ทว่าสิ่งที่นิโคล มาร์ตินกังวลยิ่งกว่า คือ "เฟซบุ๊กอาจนำเทคโนโลยีนี้ไปขายหรือส่งต่อ แม้ว่าปัจจุบันทางบริษัทยังไม่มีแผนการที่จะนำข้อมูลในระบบตรวจสอบและจดจำใบหน้าไปให้บุคคลภายนอกใช้งาน แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายใดมาขัดขวางพวกเขาได้เช่นกัน ดังนั้น เฟซบุ๊กจะเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็สุดแล้วแต่ปรารถนา"
อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กได้ออกมายืนยันว่า บริษัทไม่ได้เป็นตัวตั้งตัวตีในกิจกรรม 10 Years Challenge และไม่ได้รับผลประโยชน์จากกระแสความนิยมในครั้งนี้ พร้อมบอกว่า ผู้ใช้งานสามารถเลือกที่จะปิดหรือเปิดระบบตรวจสอบและจดจำใบหน้าได้ตลอดเวลา
ทางด้าน รศ.ดร.สุภาวดี ให้ความเห็นว่า "จริง ๆ แล้วเราใช้บริการ [เฟซบุ๊ก] ฟรี เรายอมรับไปแล้วว่าข้อมูล [ของตัวเอง] ต้องถูกนำไปใช้งาน แต่เฟซบุ๊กควรจะปกป้องข้อมูลตรงนี้ ไม่ควรขายให้คนอื่น ยกเว้นแต่ว่าจะโดนแฮก (ขโมย) แต่เราก็เห็นเรื่อย ๆ ว่าโดนแฮกได้เหมือนกัน"
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2018 เฟซบุ๊กเปิดเผยว่า ข้อมูลของผู้ใช้งานกว่า 87 ล้านคน ถูกบริษัทที่ปรึกษาด้านการเมือง "เคมบริดจ์ อนาลิติกา" นำไปใช้หาเสียงในการเลือกตั้งให้กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2016 และเมื่อปลายเดือน ก.ย. 2018 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กเกือบ 50 ล้านราย ถูกเจาะระบบเข้ามาควบคุมบัญชี

ที่มาของภาพ, Getty Images
จดจำใบหน้าในไทย
สำหรับประเทศไทย รศ.ดร.สุภาวดี ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า "กรุงเทพฯ มีกล้องวงจรปิด 50,000 กว่าตัว แต่กล้องไม่ทำงานด้วยกัน ยังไม่เชื่อมโยงกัน" ซึ่งหากทำได้เมื่อไร เทคโนโลยีตรวจสอบและจดจำใบหน้าก็อาจจะเกิดขึ้นได้จริง
"ความยากของระบบตรวจสอบและจดจำใบหน้า คือ ถ้าเราป้อนภาพใบหน้าตรง ๆ จะระบุได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ความเป็นจริงเราเดินผ่านห้าง กล้องอาจได้ภาพใบหน้าเราแบบเอียง ๆ ซึ่งระบบจะดึงลักษณะใบหน้าออกมาไม่สมบูรณ์เพราะข้อมูลไม่ครบ"
ปัจจุบัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังเตรียมจัดตั้งระบบดังกล่าวในโครงการ "ศูนย์ข้อมูล Big Data และวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สังคม และความมั่นคงของชาติ" งบประมาณ 128 ล้านบาท ตามเอกสารการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างที่เผยแพร่บนเว็บไซต์เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา
"ถ้าเขาลิงค์ (เชื่อมโยง) กับกระทรวงมหาดไทยก็จะมีข้อมูลใบหน้าของคนไทยจากบัตรประชาชน หรืออาจจะใช้เชื่อมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือบริเวณชายแดน" รศ.ดร.สุภาวดี กล่าว "ถ้าเชื่อมกันได้หลายกระทรวง ก็จะมีประโยชน์มาก" เพราะสามารถจับตัวผู้กระทำผิดได้นั่นเอง
"รัฐบาลตั้งใจจะทำสิ่งดี ๆ เราต้องเชื่อใจ คิดว่าเป็นนโยบายที่ดี ถ้าเราจะเป็นเมืองอัจฉริยะ (smart city)" รศ.ดร.สุภาวดี ให้ความเห็นต่อโครงการนี้กับบีบีซีไทย "เราก็ได้แต่หวังว่า เขาจะใช้ข้อมูลของเราอย่างถูกต้อง"









