เยาวชนคนดนตรีไทย เก่งเฉพาะเพลง หรือ บรรเลงเพื่อสุนทรีย์
- Author, เรื่อง-ภาพ โดย ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
- Role, ผู้สื่อข่าววิดีโอ บีบีซีไทย
ตัวเลขผู้สมัครแข่งขันเวทีประกวดดนตรีไทย พุ่งสูงขึ้นทุกปี สะท้อนว่าเยาวชนสนใจเล่นดนตรีไทยมากขึ้น แต่ครูดนตรีไทย รร.เตรียมอุดมศึกษา และผู้จัดการประกวด ยิ้มได้ไม่เต็มที่ แม้คนรุ่นใหม่หันสนใจดนตรีไทยเพิ่มจริง แต่จิตวิญญาณกลับค่อย ๆ เสื่อมถอยลง จากค่านิยม "วัดคนที่เหรียญรางวัล" และ การสอบติดโรงเรียนดัง
การประกวดดนตรีไทย เป็นเวทีพิสูจน์ฝีมือและใจรักในดนตรีของศิลปินรุ่นเยาว์ แม้พื้นที่แสดงฝีมือ จะไม่เป็นที่นิยมเท่าการประกวดดนตรีสากล แต่ปีหนึ่ง ๆ ประเทศไทยจัดประกวดใหญ่ราว 7 เวทีด้วยกัน แต่ละปีมีเยาวชน สมัครเข้าแข่งขันในแต่ละเวที เพิ่มต่อเนื่อง เช่น การประกวด "ศรทอง" ที่ปีนี้ มีเด็กไทยสมัครมากถึง 1,641 คน
ศรทอง คือ การประกวดดนตรีไทย ในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถ้วยประทานอีกหลายรางวัล โดยประกวดเครื่องดนตรีไทยหลายชนิด คือ ซอด้วง, ซออู้, จะเข้, ขลุ่ยเพียงออ, ขิมสาย, และระนาดเอก
อัษฏาวุธ สาคริก เลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ผู้จัดการประกวดศรทอง ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า จำนวนผู้สมัครที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าเด็กสนใจดนตรีไทยมากขึ้นจริง แต่การแข่งขันที่เด็กสนใจมากขึ้น กำลังสร้างผลลบเช่นกัน เมื่อ ผู้ปกครองและสถาบันศึกษาหลายแห่ง มองปริมาณถ้วยรางวัลเป็นเครื่องประกันคุณภาพ กลายเป็นเด็กฝึกดนตรีไทยแบบ "ขอไปที"
"เด็กคนหนึ่งเล่นดนตรีเก่งมาก แต่ปีหนึ่งเล่นได้เพลงเดียว เพื่อประกวด และเขาไม่เข้าใจถึงบทเพลงที่เขาเล่นเลยแม้แต่นิดเดียว" อัษฎาวุธ ซึ่งเป็นทายาทรุ่นเหลนของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ตัดพ้อ

ที่มาของภาพ, การประกวดบรรเลงดนตรีไทย "ศรทอง"
การประกวดศรทอง จึงพยายามฉีกตัวเอง ออกจากเวทีแข่งขันที่เน้นทักษะ โดยไม่ตั้งโจทย์เพลงยาก และให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคน ชมการแสดงของเด็กคนอื่นตลอดการแข่งขัน เพื่อให้ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน
"เรียกว่าศรทอง เป็นโอกาสรวบรวมคนที่มีใจรักในสิ่งเดียวกัน มารวมตัวกัน สร้างเป็นเครื่อข่ายของคนที่รักในดนตรีไทย" อัษฎาวุธ อธิบาย
เตรียมอุดมศึกษา กับ ดนตรีไทย
ความสนใจในดนตรีไทยในระดับโรงเรียนเป็นไปอย่างแพร่หลาย แม้แต่โรงเรียนที่เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
ในยามเย็นหนึ่งของเดือนกันยายน อาทิตย์ลับฟ้าจากถนนพญาไทไปแล้ว เด็กชมรมกีฬาทยอยเก็บของกลับบ้าน เสียงเซ็งแซ่ของนักกีฬาเงียบลง พร้อมกับเสียงดีด สี ตี เป่า ของเครื่องดนตรีไทย ก็ดังชัดขึ้น จากห้องชมรมดนตรีไทยร่วมสมัยของโรงเรียน
วันนี้ เด็กมัธยมปลาย 15 ชีวิต ทั้งเด็กหญิง เด็กชาย ตั้งใจเล่นเป็นพิเศษ เพราะเป็นวันบันทึกวิดีโอการแสดง ส่งเข้าประกวดการแข่งขันเวทีสำคัญ ครูสอนดนตรีไทยหลายคน ที่เฝ้าขัดเกลาฝีมือเด็ก ๆ คอยให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง รวมถึงครูอ้ำ เลอเกียรติ มหาวินิจฉัยมนตรี เจ้าของเสียงซอมากเสน่ห์ ยิ้มกว้างเมื่อเด็ก ๆ บรรเลงเพลงเสร็จ แล้วพูดว่า "อ้าว ลืมกดอัดวิดีโอ คงต้องเล่นกันใหม่" เด็ก ๆ ถึงกับส่งเสียงร้องโอดโอย แต่ก็ทราบดีว่า ครูแค่ล้อเล่น

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
"การฝึกซ้อมโดยปกติแล้วจะเป็น 4 วันต่อสัปดาห์ จันทร์ถึงพฤหัสบดี เริ่มตั้งแต่สี่โมงเย็น เลิกไม่เกินสี่ทุ่ม" ครูเลอเกียรติ ที่มีตำแหน่งเป็นดุริยางคศิลปินอาวุโส กลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร เล่าถึงตารางฝึกซ้อมของเด็กชมรมดนตรีไทยร่วมสมัย
เขาเป็นอาจารย์พิเศษ และดูแลการฝึกซ้อมให้ชมรมดนตรีไทยร่วมสมัย รร.เตรียมอุดมศึกษา เข้าสู่ปีที่ 15 แล้ว แต่ยิ่งเวลาผ่านเลย กลับมองเห็นถึงทัศนคติที่เปลี่ยนไปของเยาวชนที่เล่นดนตรีไทย คือ เด็กมองผลสัมฤทธิ์ของการชนะรางวัล มากกว่าการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เหมือนสมัยก่อน เรียกว่าจิตวิญญาณดนตรีไทยมันเหลือน้อยลงมาก
"ผมจึงอยากให้ลูกศิษย์ของผม เล่นดนตรีดี มากกว่าเล่นดนตรีเก่ง ผมอยากเห็นเด็กเล่นดนตรีด้วยใจรัก เล่นด้วยความคิดว่า เพลงนี้ไพเราะเหลือเกิน ผมรักที่จะเล่น มากกว่าเด็กที่บอกว่า ฉันเจ๋งไหม แกเล่นได้เก่งเท่าฉันไหม" ครูเลอเกียรติ กล่าว
สายวิทย์ 3.80 สายศิลป์ 2.80
ครูเลอเกียรติ ที่ลูกสาวเองก็อยู่ในชมรมนี้ด้วย ยอมรับเสียงเศร้ากับบีบีซีไทยว่า สมัยก่อนเด็กจากทั่วประเทศมาสอบโควตาดนตรีไทยของทางชมรมเป็นหลักร้อย แต่มาวันนี้ เหลือปีหนึ่งไม่ถึง 80 คน เพื่อชิง 14 โควตา เพราะทางโรงเรียนเพิ่มเกณฑ์รับนักเรียนที่เข้มงวดขึ้น เด็กที่จะเข้าสายวิทย์-คณิตต้องมีเกรดเฉลี่ย วิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ รวมกัน 3 ชั้นปี ไม่ต่ำกว่า 3.80 ส่วนสายศิลป์ เกรดโดยประมาณต้อง 2.80 ขึ้นไป
กำแพงเกรด กลายเป็นการตัดโอกาสให้เด็กที่รักและมีทักษะดนตรีไทยสูง แต่เพิ่มโอกาสให้เด็กเกรดดี ที่ฝึกเล่นดนตรีไทย เพื่อเป็นอีกช่องทางเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียง อย่าง เตรียมอุดมศึกษา

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
"ผมเคยเจอเด็กที่ฝึกซ้อมมาอย่างดีเลย เพื่อสอบโควตานี้โดยเฉพาะ พอสอบเข้ามาได้แล้ว เริ่มเกเร ไม่ค่อยร่วมกิจกรรม หายไปหรือสร้างเงื่อนไขกับครูผู้ฝึกสอน" ครูเลอเกียรติ ระบุ และยอมรับว่า หลายกรณี พ่อแม่ก็ให้ท้ายลูกด้วย
"ผู้ปกครองบางคนเล่นแง่ อ้างว่า ลูกเหนื่อย มัวแต่ซ้อมดนตรีไทย ไม่ได้เรียนกันพอดี"
ผู้บริหารเตรียมอุดมฯ ไม่คิดเช่นนั้น
นายทรงเกียรติ เทพประเสน รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวยอมรับกับบีบีซีไทยว่า กรณีเด็กโควตาชมรมดนตรีไทยร่วมสมัยบางคน ละเลยการทำกิจกรรมของชมรม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกปี ปีละ 2-5 คน
"แต่ต้องเข้าใจว่า ผู้ปกครองมีเหตุผลของเขา ถ้าเด็กซ้อมดนตรี แล้วเกรดตกลง เขาสามารถระงับการเข้าชมรม เพื่อเน้นการเรียนก่อนได้ แล้วเมื่อพร้อมค่อยกลับมาเล่นดนตรีไทยอีก เด็กมีสิทธิเลือกได้เอง" เขาระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ ยังชี้แจงว่า ข้อกำหนดเรื่องเกรดขั้นต่ำสำหรับเด็กที่ต้องการสอบโควตานั้นได้ปรับลดลงมาหลายปีแล้ว จากเดิมที่สายวิทย์-คณิตศาสตร์ เคยสูงถึง 3.90-4.00 ตอนนี้เหลือ 3.75-3.80 แต่ทางโรงเรียนปรับลดลงกว่านี้ไม่ได้ เพราะความคาดหวังของเด็กและผู้ปกครอง คือ นักเรียนต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ดังนั้น เกรดขั้นต่ำนี้ เป็นการคัดกรองความพร้อมเด็กในระดับหนึ่งว่า สามารถศึกษาในระบบของเตรียมอุดมศึกษาได้ ส่วนดนตรีไทย กีฬา และศิลปะนั้น เป็นการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม ตามความพร้อมและใจรักของเด็ก
"ถ้าเด็กผลการเรียนตกลง แต่ยังอยากเล่นดนตรีไทยอยู่ เขามีอิสระที่จะย้ายจากสายวิทย์ มาสายศิลป์ เพื่อให้การเรียนง่ายขึ้น เกรดก็จะสูงขึ้น" ทรงเกียรติ อธิบาย "จะบอกว่าเกรดไม่สำคัญไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เปลี่ยนเป็น ทีแคส (TCAS) ที่เกรดมีส่วนสำคัญ"
เขายังอยากบอกต่อสังคมว่า ไม่อยากให้มองโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาว่าเข้มงวด เพราะจริง ๆ แล้ว นักเรียนมีอิสระมากกว่าที่คิด ทางโรงเรียนเอง หากเด็กโควตามีผลการเรียนลดลง ก็มอบหมายให้อาจารย์ช่วยดูแล ถามถึงความพร้อมที่จะเรียนและทำกิจกรรมไปด้วย "โรงเรียนของเรามุ่งพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ ทั้งด้านวิชาการ กีฬา ศิลปะ ที่สำคัญ เด็กต้องกล้าแสดงออก และตัดสินใจด้วยตนเอง" ทรงเกียรติ ระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
อนาคตของดนตรีไทย ในสายอาชีพ
ตอนนี้ ฟ้าด้านนอกมืดสนิทแล้ว แต่เด็ก ๆ ยังแสดงต่อเพื่อบันทึกวิดีโออย่างดูไม่เหนื่อยล้า
นางสาวพัดชา มหาวินิจฉัยมนตรี (น้ำอุ่น) บุตรสาวของครูเลอเกียรติ วางซอด้วงคู่มือลง เมื่อบรรเลงจบ เธอเล่าให้ฟังว่า เล่นดนตรีไทยมา 7 ปีแล้ว แต่ด้วยความไม่สมัครใจ "ตอนแรกพ่อบังคับ หนูไม่ได้อยากเล่น แต่ผ่านไป ดนตรีไทยกลายเป็นส่วนหนึ่ง (ของหนู) ไปแล้ว ส่วนอนาคตไม่คิดจะยึดเป็นอาชีพ น่าจะเล่นเป็นงานอดิเรกมากกว่า"

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
ส่วนนางสาวรมย์ชลี สุวรรณมณี ที่ชนะรางวัลพระราชทานมาแล้วหลายรางวัล ด้วยทักษะดีดจะเข้เปี่ยมลูกเล่น เธอเล่าว่า เริ่มเล่นดนตรีไทย เพราะแม่เป็นนักดนตรี แต่มาวันนี้ รักในดนตรีไทย และต้องการยึดเป็นอาชีพในอนาคต

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
"หนูรู้สึกว่า ดนตรีไทย แสดงความเป็นตัวเองของหนูได้" รมย์ชลี กล่าว
ในฐานะผู้หาเลี้ยงชีพด้วยดนตรีไทย ครูเลอเกียรติยอมรับว่า ศิลปินดนตรีไทยอาจเป็นความใฝ่ฝันของหลายคน แต่ความเป็นจริงนั้นตลาดดนตรีไทยไม่กว้างนัก ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ความสนใจด้านศิลปะวัฒนธรรมจึงน้อยกว่าเศรษฐกิจ เขาจึงสนับสนุนให้ลูกศิษย์เรียนต่อครุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์ เพราะท้ายสุด อาชีพดนตรีไทยหนีไม่พ้นการเป็นครู
อย่างไรก็ดี เขามองว่า ประโยชน์ของดนตรีไทย มีมากกว่าอาชีพและใจรัก เพราะเด็กที่เล่นดนตรีไทยดี จะรู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคม "เครื่องดนตรีไทยเพียงชิ้นเดียว ไม่สามารถสร้างเสียงที่สมบูรณ์ได้ ต้องมีเครื่องดนตรีชนิดอื่นด้วย มันก็เหมือนสังคมเรานี่แหละ ที่เราอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้" ครูเลอเกียรติ ระบุ

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai










