ฟังเสียงเด็กกำพร้าจากความรุนแรงชายแดนใต้: ความแค้น ความหวัง และอนาคต

คำบรรยายวิดีโอ, จากเหยื่อความรุนแรงภาคใต้ สู่ความฝันอยากเป็นหมอ
    • Author, เรื่องโดย นันท์ชนก วงษ์สมุทร์ & วิดีโอโดย วสวัตติ์ ลุขะรัง
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เด็กกว่า 1,000 รายที่ถูกมองว่ามาจากครอบครัวของ "ฝ่ายตรงข้ามรัฐ" ที่กำพร้าจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากจะไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐแล้ว ยังมีบาดแผลทางใจที่ยากจะเยียวยา

อาซาน (นามสมมุติ) ยังจำเหตุการณ์เมื่อ 8 ปีที่แล้วได้ดี มันเป็นวันพุธช่วงเที่ยง พ่อเลี้ยงของเขาซึ่งสอนศาสนาอิสลามที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา กำลังจะขับรถไปโรงพยาบาล แต่เขาถูกลอบยิงจนเสียชีวิต ประมาณ 500 เมตรก่อนถึงจุดหมาย

แม้ว่าอาซานไม่ได้ตั้งธงว่าฝ่ายไหนเป็นมือสังหารพ่อ แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่า ตำรวจไม่ได้สอบสวนตามกระบวนการ และท้ายที่สุดไม่สามารถจับได้ว่าใครเป็นคนทำร้ายพ่อเลี้ยงของเขา ซึ่งเป็นทั้งอิหม่าม และคณะกรรมการอิสลามของจังหวัด

"พอเจ้าหน้าที่มาเยี่ยมตอนพ่อเสีย ในใจรู้สึกแค้น" อาซาน ซึ่งปัจจุบันอายุ 20 ปี กล่าวกับบีบีซีไทยผ่านล่ามภาษามาลายู เนื่องจากเขาพูดภาษาไทยภาคกลางได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

พ่อแท้ ๆ ของอาซานเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว ต่อมาพ่อเลี้ยงก็ถูกยิงเสียชีวิตอีก ทั้งสองเหตุการณ์เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเขา จากเดิมที่เข้าเรียน กลายเป็นหนีเรียนอยู่เป็นประจำ จนต้องย้ายโรงเรียนเพราะหมดสิทธิ์สอบ

เด็กกำพร้า ความรุนแรง ภาคใต้ ไทย

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, เหตุรุนแรงแต่ละครั้ง อาจมีเด็กต้องสูญเสียครอบครัว และใช้ชีวิตที่เหลืออย่างยากลำบาก

"เราเลยเรียกเด็กมาคุย [เขา] บอกจะเป็นนักรบ ไม่ยอมเรียน เราบอก 'มึงจบตรีก่อน มึงอยากได้อาวุธอะไรจะซื้อให้'" มูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เล่าถึงเหตุการณ์หลังจากที่มูลนิธิได้มอบเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่อาซานเพื่อเรียนต่อชั้น ม.1

แต่แล้วความคิดของอาซานที่จะต่อสู้ก็หายไปขณะที่เขาเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสอนศาสนาสามัญที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นเวลา 2 ปี

เขาอธิบายว่าตอนนั้นไม่มีเงินต่อวีซ่าเรียน เมื่อขอแม่ แม่ก็ไม่มีให้และร้องไห้ออกมา ทำให้เขาเสียใจ พร้อมกับคิดว่าอยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่เพื่อออกจากสถานการณ์เหล่านี้ไปให้ได้ และเขาก็ได้ตั้งเป้าหมายในชีวิตใหม่ คือ จะเรียนภาษาอาหรับในชั้นอุดมศึกษา เพื่อที่จะได้แปลคัมภีร์อัลกุรอาน

ในขณะนี้ อาซานกำลังอยู่ในระหว่างรอที่จะเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยมูลนิธินูซันตาราให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินครึ่งหนึ่ง ขณะที่ครอบครัวออกอีกครึ่งหนึ่ง

เด็กกำพร้ากว่าพันคนไม่ได้รับการดูแลจากรัฐ

เด็กกำพร้า ความรุนแรง ภาคใต้ ไทย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, นูซันตารา เป็นภาษามลายู แปลว่า "แหลมสุวรรณภูมิ" เป็นสถานรับดูแลเด็กกำพร้าจากเหตุความไม่สงบ

สถิติจาก ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ระบุว่า ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ระหว่างปี 2547-2558 ทำให้เยาวชนกว่า 9,800 คน ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า ซึ่งต้องการเยียวยาและช่วยเหลือทางด้านจิตใจ ซึ่งภาครัฐก็จัดให้มีสวัสดิการเช่นนี้อยู่ แต่กลับมีเด็กไม่น้อยเลยที่รัฐละเลยไป

อาซานก็เป็นหนึ่งในเด็กกำพร้ากว่า 1,000 คนที่มูลนิธินูซันตารามีรายชื่อว่าไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล โดยที่มูลนิธิอ้างว่าทั้งหมดมาจากครอบครัวของ "ฝ่ายตรงข้ามรัฐ" และหัวหน้าครอบครัวที่เสียชีวิตน่าจะถูกสังหารจากผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับทางการ ซึ่งทำให้หาตัวคนผิดไม่ได้

"เด็กที่พ่อถูกวิสามัญจะมีความแค้นในตัว ว่ารัฐยิงพ่อเขา ถ้าเด็กไม่ได้รับการดูแลหรือไม่ได้รับการศึกษาที่ดีพอ จะแก้แค้น" มูฮำหมัดอาลาดี กล่าว

วังวนความรุนแรง

เด็กกำพร้า ความรุนแรง ภาคใต้ ไทย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ที่บ้านพักแห่งนี้ มีเด็กอาศัยอยู่ราว 10 กว่าคน ซึ่งทั้งหมดต้องกำพร้าพ่อหรือแม่ จากเหตุความไม่สงบ

ปัจจุบันมีเด็กกำพร้าประมาณ 200 คนที่มูลนิธินูซันตาราให้ทุนการศึกษาต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่ กำพร้าจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

"ส่วนใหญ่ที่เจอ คือ พ่อถูกยิงจากเจ้าหน้าที่" มูฮำหมัดอาลาดี กล่าว พร้อมให้เหตุผลที่นูซันตาราเลือกที่จะให้ความสำคัญกับเด็กกลุ่มนี้ ว่า "ไม่อยากให้วังวนความรุนแรงฉายซ้ำ"

ที่บ้านพักของนูซันตาราที่ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี มีเด็กชายทั้งหมด 13 คนที่พักอาศัยอยู่และเรียนที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาสามัญในบริเวณนั้น เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

หนึ่งในนั้นคือโอมาร์ (นามสมมุติ) วัย 14 ปี ที่สูญเสียพ่อเมื่อสองปีที่แล้ว แม้ว่าเขาจะจำหน้าพ่อไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังจำเหตุการณ์ช่วงที่ทหารมาล้อมบ้าน ที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ก่อนที่พ่อจะเสียชีวิต

เด็กกำพร้า ความรุนแรง ภาคใต้ ไทย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, มูลนิธินูซันตารามีเด็กกำพร้าที่ดูแลต่อเนื่องประมาณ 200 คน

"แม่บอกว่าอย่าออกจากบ้าน เดี๋ยวทหารจะยิง" โอมาร์กล่าวกับบีบีซีไทยที่บ้านพักเด็ก

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้โอมาร์รู้สึกโกรธคนที่มายิงพ่อ ซึ่งเขาเข้าใจว่าเป็น "ทหาร"

แม้ว่าจะทำงานกับเด็กมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี แต่มูลนิธินูซันตาราไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ทางด้านการดูแลจิตใจของเด็ก และเพิ่งหันมาให้ความสนใจกับเรื่องสภาพจิตใจของเด็กเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยมีโครงการเยี่ยมเยียนครอบครัวและพบปะเด็กเกือบทุกเดือน รวมถึงทำกิจกรรมเยียวยาเด็กที่ได้รับผลกระทบ

"ชุมชนแทบไม่มีความรู้ [เรื่องทางจิตใจ]" มูฮำหมัดอาลาดี กล่าว "เหตุการณ์ 10 ปี คนไม่ได้สนใจข้างใน [จิตใจ]"

บาดแผลทางใจ

เด็กกำพร้า ความรุนแรง ภาคใต้ ไทย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, เด็กส่วนใหญ่ต้องสูญเสียพ่อหรือแม่ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ

สุวรา แก้วนุ้ย อาจารย์สาขาสังคมสงเคราะห์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่จัดกิจกรรมร่วมกับนูซันตาราเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้พบว่างานศิลปะทำให้เห็นชัดถึงบาดแผลทางจิตใจของเด็ก

เธอยกตัวอย่างกิจกรรมที่เธอให้เด็กวาดรูป "อาชีพในฝัน" ซึ่งมีเด็กคนหนึ่งที่วาดรูปปืน และเขียนว่า "อยากเป็นนักยิง"

"พอเข้าไปถาม เขาตกใจแล้วก็ลบข้อความนั้น พอเดินกลับมาใหม่เขาเขียนว่า 'อยากเป็นคนธรรมดา'" สุวรา กล่าว

ก่อนหน้านั้นสุวราให้เด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละกลุ่ม "ตั้งกฎกติกา" ร่วมกัน โดยให้ช่วยกันเขียน "สิ่งใดทำได้" และ "สิ่งที่ห้ามทำ" โดยมีกลุ่มหนึ่งที่เขียนว่า "ห้ามฆ่าพ่อ ห้ามฆ่าแม่"

สุวราพบว่า เด็กชายที่อยากเป็น "นักยิง" อยู่กลุ่มนั้น ซึ่งจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่นูซันตาราพบว่าพ่อเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ

"จริง ๆ หลายคนมีประเด็นที่ติดค้างในใจเยอะแต่ไม่เคยมีกระบวนการในการส่งต่อเพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านั้น เด็กบางส่วนรับรู้ว่าพ่อแม่หรือคนในครอบครัวอยู่ไหนแต่เขาเลือกจะไม่พูดถึงเรื่องเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นความรู้สึกที่เขาอยากปกป้องคนในครอบครัว" สุวรา กล่าว

เด็กกำพร้า ความรุนแรง ภาคใต้ ไทย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

เธออธิบายเพิ่มเติมว่า ในบริบทพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความไม่สมบูรณ์แบบของครอบครัวที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความไม่สงบ และการใช้ความรุนแรงที่เกิดจากทุกฝ่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาพจดจำที่มีโอกาสส่งผลให้เด็กที่สูญเสียพ่อหรือแม่ เลือกใช้ความรุนแรงในการตอบโต้ผู้ที่กระทำต่อครอบครัวเขา หรือสังคมที่เขาอยู่ เพราะเป็นสิ่งที่เด็กเหล่านั้นมีประสบการณ์ตรงในการเห็นทางออกในการแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยการตอบโต้โดยใช้ความรุนแรง

"การลดโอกาสของการใช้ความรุนแรงในกลุ่มเด็กกำพร้าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงควร ให้โอกาสทางการศึกษา เพราะจะยกระดับความคิดเพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้มีโอกาสขัดเกลาทางความคิด เห็นมุมมองในการใช้ชีวิตกับโลกภายนอก รวมถึงการมีโอกาสทำงานที่ดี เพื่อดูแลตนเอง ครอบครัว และสังคมต่อไป" เธอกล่าว

แต่การทำงานร่วมกับเด็กเหล่านี้ก็ตามมาด้วยการติดตามอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อมูลนิธิถูกภาครัฐมองว่าจัดกิจกรรมที่เป็นลักษณะของการ "ปลุกระดม" ซึ่งสุวราเองก็ถูก "สังเกตการณ์" จากเจ้าหน้าที่ทหารในระหว่างทำกิจกรรมเยียวยาเด็กกำพร้าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

"ความรู้สึกเมื่อทำกิจกรรมกับเด็ก พี่ไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทหารหรือผู้ที่มีอาวุธเข้ามาร่วมในพื้นที่กิจกรรม เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นภาพจำให้กับเด็ก และหลายครั้งการเข้ามาด้วยความไม่เข้าใจจะทำให้เด็กและผู้ปกครองไม่สบายใจ หรือรู้สึกถูกเพ่งเล็งได้" เธอกล่าว "นอกจากนั้น ทหารหรือเจ้าหน้าที่ที่มีอาวุธเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่เหนือกว่า ซึ่งผู้ที่อยู่ในพื้นที่ย่อมมีความกลัวต่อกลุ่มคนเหล่านี้"

"ฝ่ายมวลชนของขบวนการ"

เด็กกำพร้า ความรุนแรง ภาคใต้ ไทย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, การตั้งด่านความมั่นคง เป็นสิ่งที่เห็นจนชินตาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว มีเจ้าหน้าที่ 5 คนไปพบมูฮำหมัดอาลาดีที่บ้าน เพื่อเชิญตัวไปพูดคุยที่ค่ายจุฬาภรณ์ กองพันทหารราบที่ 9 รักษาพระองค์ จ.นราธิวาส

"เขา[เจ้าหน้าที่]บอกว่า 'คุณส่งเด็กไปตาดีกา (ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด) กับปอเนาะ โจรทั้งนั้น'" มูฮำหมัดอาลาดีกล่าว "เดาได้ว่า เขามองว่าผมทำงานฝ่ายมวลชนของขบวนการ...ตอนนี้เราถูกมองจากภาครัฐว่าดูแลลูกโจร และพยายามถูกเช็คตลอด ตรวจสอบตลอด"

เขากล่าวว่า มีหลายครั้งที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ยื่นมือเข้าไปเสนอความช่วยเหลือ แต่มูฮำหมัดอาลาดีต้องปฏิเสธทุกครั้ง โดยเขาให้เหตุผลว่า หากรับเงินหรือทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ กลุ่มคนที่มูลนิธิให้การดูแลจะไม่ไว้ใจเขาทันที

เช่นกันกับการที่มีเจ้าหน้ารัฐมาขอรายชื่อเด็กที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิ รวมถึงเด็กกำพร้ากว่า 1,000 คนที่มูลนิธินูซันตารามีรายชื่อว่าไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากเมื่อเทียบกับสถิติจาก ศอ.บต. ที่ระบุว่า ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ระหว่างปี 2547-2558 ทำให้เยาวชนกว่า 9,800 คน ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า

สำนักการให้ความช่วยเหลือเยียวยา ศอ.บต. ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งการพิจารณาว่าผู้ขอรับการช่วยเหลือเยียวยา เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบหรือไม่ ให้ยึดผลการรับรองของคณะกรรมการ 3 ฝ่ายในพื้นที่ ประกอบไปด้วยตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ประกอบผลการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ซึ่งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายระดับอำเภอ มีอำนาจพิจารณาชี้ขาดว่าบุคคลใดเป็นผู้ได้รับผลกระทบ

เด็กกำพร้า ความรุนแรง ภาคใต้ ไทย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

หากคณะกรรมการ 3 ฝ่ายมีมติและออกหนังสือรับรอง 3 ฝ่ายว่าเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบ ศอ.บต. จึงจะจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้

ส่วนกรณีวิสามัญฆาตกรรม จะไม่มีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผู้เสียชีวิตมีพฤติกรรมต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

จากข้อมูลของ ศอ.บต. การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ ศอ.บต. จ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาตั้งแต่ 10,000 บาทสำหรับกรณีบาดเจ็บเล็กน้อย จนถึง 500,000 บาทกรณีเสียชีวิต รวมถึงจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยากรณีทรัพย์สินเสียหาย อีกทั้งยังกำหนดให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จ่ายเงินยังชีพเด็กรายเดือน ส่วนกระทรวงศึกษาธิการจ่ายเงินทุนการศึกษารายปีตามระดับการศึกษาแก่ทายาทผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะจ่ายให้จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี

ซึ่งมูฮำหมัดอาลาดีให้ความเห็นว่า หากรัฐมีการเยียวยาเด็กกำพร้าที่พ่อถูกวิสามัญฆาตกรรมด้วย ในระยะยาวจะส่งผลดีต่อรัฐ เนื่องจากแสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ได้ทอดทิ้งคนเหล่านี้ ถึงแม้ว่าพ่อจะเป็นผู้ต่อต้านรัฐก็ตาม

"เด็กพวกนี้ถ้าไปจับอาวุธปืนขึ้นมาใหม่ รัฐจะปวดหัว" เขากล่าว

อนาคตของบีสมี

เด็กกำพร้า ความรุนแรง ภาคใต้ ไทย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, บีสมี ต้องพิการและสูญเสียพ่อตั้งแต่อายุ 5 ขวบ

แม้ว่าจะมีเงินเยียวยาจากรัฐเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งพอจะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้ แต่บาดแผลทางใจของหลาย ๆ ครอบครัวคงจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเยียวยาได้

เป็นเวลา 7 ปีแล้วที่บีสมี สือแม ต้องนั่งรถเข็นซึ่งได้มาจากความช่วยเหลือสถานีโทรทัศน์พีบีเอสไม่ใช่รัฐบาล หลังจากถูกยิงที่บริเวณเอวจนถูกเส้นประสาท ทำให้เดินไม่ได้

นูรีฮัน กาเจ ผู้เป็นแม่ เล่าให้บีบีซีไทยฟังถึงเหตุการณ์ตอนนั้นว่า เป็นเวลาใกล้ค่ำ ระหว่างเธอ สามี บีสมี และลูกชาย กำลังรับประทานอาหารเย็น มีเสียงถีบประตู ชายสวมโม่งปิดบังใบหน้าชะโงกหัวเข้ามาและใช้ปืน M16 กราดยิงจนถูกสามี 10 นัด ตัวเธอเองถูกยิงที่หัวเข่า บีสมีถูกกระสุนที่บริเวณเอว แต่ลูกชายปลอดภัย

นูรีฮันและบีสมีต้องอยู่โรงพยาบาลเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งในขณะนั้นนูรีฮันกำลังตั้งครรภ์อยู่ 7 เดือน ส่วนพ่อเสียชีวิตหลังจากอยู่ในห้องดูแลผู้ป่วยหนักเป็นเวลา 10 วัน โดยก่อนหน้านั้น เขาถูกสอบสวนที่ค่ายทหารเนื่องจากถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบ

"หมอไม่ได้บอกว่า[บีสมี]พิการ แต่พอกลับถึงบ้านแล้วเอะใจว่าทำไมนั่งได้ แต่ขาไม่ขยับ" นูรีฮัน กล่าว

นูรีฮัน กล่าวว่า ช่วงแรก ๆ เธอและครอบครัวลำบากมาก และเธอเคยคิดฆ่าตัวตาย แต่มีลูก ๆ และศาสนาที่ทำให้เธอผ่านพ้นเวลาที่ยากลำบากมาได้

"ถ้าไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม คงไป[ฆ่าตัวตาย]แล้ว แต่ศาสนาไม่ให้ฆ่าตัวตาย เป็นบาป" เธอกล่าว

เด็กกำพร้า ความรุนแรง ภาคใต้ ไทย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, เธออยากเป็นหมอ เพราะความหวังที่อยากจะรักษาผู้อื่นที่ได้รับบาดเจ็บ

เช่นเดียวกับลูก ๆ ของเธอ โดยลูกชายจะมีพฤติกรรมนั่งเหม่อลอย และไม่คุยกับใคร เวลาได้ยินเสียงอะไรก็จะรีบมาปลุกแม่ ส่วนบีสมีเล่าว่า ช่วงแรกเธอรู้สึกท้อ และร้องไห้บ่อย

"แต่ก่อนมีเพื่อนเคยล้อว่าเดินไม่ได้ กลับมาบ้านก็ร้องไห้" เธอกล่าว

ตั้งแต่สามีของเธอเสีย นูรีฮันเล่าว่า บีสมีไม่กล้ากลับเข้าไปที่บ้านหลังเดิม ทำให้ต้องหาที่อยู่ใหม่ ซึ่งก็ได้ย้ายบ้านใหม่มาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว

ปัจจุบันบีสมีเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนดินนียะห์ อิสลามียะห์ อ.เมือง จ.นราธิวาส เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่เปิดสอนสายสามัญโรงเรียนเดียวในพื้นที่ที่เป็นอาคารเรียนชั้นเดียว ทำให้สะดวกต่อการเคลื่อนที่ของเธอ

บีสมีบอกว่า โตขึ้นเธออยากเป็นหมอเพราะอยากช่วยคนที่บาดเจ็บและช่วยตัวเองให้หาย

"อยากให้[ภาคใต้]สงบ ไม่อยากให้[ความรุนแรง]เกิดขึ้นกับบ้านเรา อยากให้บ้านเราอยู่ดี" เธอกล่าวทิ้งท้าย