4 ปีรัฐประหาร: ความสงบบนความหวาดกลัวของมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้

ต้านซ้อมทรมาน

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่งรณรงค์ต่อต้านการซ้อมทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ไม่เฉพาะแค่ในไทย
    • Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

แม้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงในช่วง 4 ปี ของรัฐบาลทหาร แต่ความกลัวเจ้าหน้าที่รัฐในหมู่ชาวมุสลิมยังคงอยู่ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องการซ้อมทรมาน ในขณะที่ทางการปฏิเสธว่าไม่พบการกระทำเช่นนั้น

กิจวัตรของอิสมาแอ เตะ และทีมงานอีก 7 คน ขององค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) คือ การลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเยี่ยมผู้ร้องเรียนเรื่องการถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ การร้องเรียนส่วนใหญ่ มักผ่านอาสาสมัครในแต่ละพื้นที่ ภายหลังจากที่บุคคลเหล่านั้นได้รับการปล่อยตัวจากสถานที่คุมขังแล้ว

อิสมาแอและทีมงานสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบจากผู้ร้องเรียนประมาณเดือนละ 10 ราย ทว่านับตั้งแต่อิสมาแอถูกกองทัพดำเนินคดีกับเขา หลังจากที่ไปออกรายการ "นโยบาย by ประชาชน" ของสถานีโทรทัศน์ช่องไทยพีบีเอส เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา หลังพูดถึงกรณีการถูกซ้อมทรมาน เขาพบว่ามีผู้มาร้องเรียนน้อยลง โดยในเดือน มี.ค. และ เม.ย. ที่ผ่านมา มีเพียงเดือนละ 2-3 ราย ทั้ง ๆ ที่มีผู้ถูกจับกุมเกือบทุกวัน

"ตอนหลังชาวบ้านก็ไม่อยากเป็นเหมือนเรา เขาอาจหวาดกลัวหรือหวาดระแวง อาจจะถูกเพ่งเล็งว่าให้ข้อมูลเท็จ" เขากล่าวกับบีบีซีไทยที่สำนักงาน HAP ที่ อ.เมือง จ.ยะลา

อิสมาแอนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิซ

ที่มาของภาพ, KUYI ITAE/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) พบว่ามีการร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานน้อยลง ตั้งแต่ อิสมาแอ เตะ ถูกกองทัพดำเนินคดี

เช่นเดียวกับที่มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ที่มีสำนักงานอยู่ในปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่พบว่าช่วงหลังรัฐประหารปี 2557 การร้องเรียนยังคงมีอยู่ แต่บุคคลที่มาร้องเรียนมีความหวาดกลัวมากขึ้น เนื่องจากเกรงว่าญาติที่ถูกควบคุมตัวอยู่จะถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่อีก

"ทางเจ้าหน้าที่ก็มีการควบคุมพื้นที่มากขึ้น พยายามควบคุมไม่ให้มีการร้องเรียนมากขึ้น และมีการตอบโต้ คือ มีไอโอออกมาบอกว่าเป็นกลุ่มขบวนการหวังผลทางการเมือง" อับดุลกอฮาร์ ใช้ตัวย่อภาษาอังกฤษที่หมายถึง ปฏิบัติการทางการข่าว

ประตูทางเข้าศูนย์ทนายฯ

ที่มาของภาพ, KUYI ITAE/BBC THAI

อิสมาแอกล่าวว่า การซ้อมทรมานในพื้นที่มี 85% ของผู้ที่ถูกควบคุมตัว จากการสัมภาษณ์เคสที่มาร้องเรียน

"เขาไม่กล้าที่จะทำหนังสือถึงหน่วยงาน เพราะกลัวว่าคนข้างในจะยิ่งโดนหนัก เป็นความหวาดระแวง" อับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ประธานมูลนิธิฯ กล่าว

แต่กองทัพไทยปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีการซ้อมทรมาน และในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มีการโต้กลับโดยการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ออกมาพูดเรื่องการซ้อมทรมาน

บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว

หลังจากที่ ฟารุก (นามสมมุติ) ชายมุสลิมวัย 27 ปี ถูกควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธบริหารเป็นเวลา 36 วัน ตั้งแต่คืนวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา เขาได้ถูกส่งตัวไปที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่งใน จ.ปัตตานี ที่ซึ่งเขาได้พบกับกะดา (นามสมมุติ) ญาติของเขา เมื่อวันที่ 22 มี.ค.

มือถือของกะดา

ที่มาของภาพ, KUYI ITAE/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, กะดาได้จดบันทึกคำพูดของฟารุกที่พูดถึงสถานการณ์ภายในค่ายอิงคยุทธบริหารระหว่างที่เขาถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 36 วัน

กะดาได้พูดคุยกับฟารุก และได้จดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ค่ายจากปากคำของเขา ความว่า เขาถูกต่อยที่บริเวณหน้าท้องและปาก และถูกเหยียบที่ต้นขา ซี่โครง หน้าอก และก้น พร้อมถ่ายรูปฟารุกเก็บไว้เป็นหลักฐาน

กะดาแสดงภาพถ่ายให้บีบีซีไทยดู เป็นภาพรอยฟกช้ำขนาดใหญ่ที่ก้นและหน้าท้อง และมีฟันซี่หน้าด้านบนหลุดออกมา 1 ซี่จนเป็นร่องโหว่

"[เวลาพูดเรื่องนี้] เขาจะร้องไห้ เขาบอกว่าทำไมเจ้าหน้าที่ต้องทำกับเขาสาหัส" กะดา ซึ่งขอสงวนชื่อจริงเนื่องจากกลัวการถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ กล่าวกับบีบีซีไทย ที่บ้านที่เธอเคยอาศัยอยู่กับฟารุก

กะดาไปเยี่ยมฟารุกทั้ง 36 วันที่เขาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่าย กะดากล่าวว่า แต่ละครั้ง เธอเข้าเยี่ยมได้แค่เพียง 5 นาที โดยมีเจ้าหน้าที่คอยยืนสังเกตการณ์ขนาบข้าง 2 คน มีการจับเวลา และมีการถ่ายรูปและวิดีโอระหว่างที่เธอพูดคุยกับฟารุก

กะดาอ้างว่าฟารุกได้บอกกับเธอว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามเค้นให้เขารับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำผิด และจะถูกข่มขู่และซ้อมเวลาที่ไม่ยอมรับสารภาพ เช่น เอาหัวกระแทกที่โต๊ะ ส่วนคืนที่ 2 และ 3 เจ้าหน้าที่ไม่ให้เขานอนเลย

กะดาเย็บผ้า

ที่มาของภาพ, KUYI ITAE/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, กะดาไปเยี่ยมฟารุกทุกวัน เป็นเวลา 36 วันที่เขาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร

ในเรื่องนี้ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า สอดคล้องกับการจดบันทึกในหลาย ๆ กรณีว่าการบังคับให้สารภาพหรือเข้าข่ายทรมานหรือปฏิบัติอย่างโหดร้าย ซึ่งมักมีรูปแบบที่ทำให้ไม่พบร่องรายตามเนื้อตัวร่างกาย เช่น การบังคับให้ยืนเป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน การบังคับให้แก้ผ้า ให้ทำท่านั่งยืนแบบออกกำลังกายนาน ๆ

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และยืนยันกับบีบีซีไทยว่า ศูนย์ซักถามนั้นมีมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเปิดโอกาสให้องค์กรต่าง ๆ เข้าไปตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา

ทว่า อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แสดงความกังวลถึงการถูกทำร้ายร่างกายในสถานที่อื่น ๆ เนื่องจากปัจจุบันหลังจากจับกุมผู้ต้องสงสัยจะมีการเอาตัวไปไว้ที่หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ก่อนเพื่อซักถาม 1 คืน ซึ่งส่วนมากญาติที่มาร้องว่าถูกซ้อมมักอ้างว่าถูกซ้อมในวันแรก

"ถ้าไม่ประสบกับตัวเอง เราไม่รู้"

หลังจากการควบคุมตัวของฟารุก มีชายมุสลิมในหมู่บ้านถูกควบคุมตัวไปอีก 4 คน นับว่าเป็นครั้งแรกที่หมู่บ้านแห่งนี้เกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ขึ้น

แม้ว่ากะดาจะไม่รู้ถึงชะตากรรมของคนเหล่านั้น แต่เธอเล่าว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฟารุก ทำให้ "ชาวบ้านไม่มีใครชอบเจ้าหน้าที่"

ทหารติดป้ายประกาศรายชื่อ หน้าตา และโทษที่ได้รับของจำเลยในคดีนี้ที่กลางเมืองปัตตานี

ที่มาของภาพ, KUYI ITAE/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ติดป้ายประกาศชื่อ หน้าตา และโทษที่ได้รับของจำเลยที่กลางเมืองปัตตานี เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา

จากเดิมที่ชาวบ้านในหมู่บ้านพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่เป็นปกติ แต่ปัจจุบันกลายเป็นชาวบ้านไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ และไม่อยากให้เข้าหมู่บ้าน

"เดี๋ยวนี้พอเจ้าหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้าน แต่ละคนก็ลุกไป ไม่คุย ไม่สนใจ เดี๋ยวนี้ [เจ้าหน้าที่] ก็เลยไม่เข้ามาแล้ว" หญิงผู้ประกอบอาชีพรับจ้าง กล่าว

ตั้งแต่ฟารุกถูกย้ายไปอยู่ที่เรือนจำกลางปัตตานี กะดาและน้องสะใภ้เดินทางไปเยี่ยมเขาอาทิตย์ละครั้ง และแม้ว่าสภาพความเป็นอยู่ของเขาจะดีขึ้นกว่าตอนที่อยู่ที่ค่ายทหาร แต่กะดาก็ยังมีความกังวลว่าชะตากรรมของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป

กะดา เป็นหนึ่งในชาวบ้านกว่า 200 รายที่ร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพรเพ็ญกล่าวว่า นี่เป็นเฉพาะกรณีที่ยินดีให้สัมภาษณ์เชิงลึก แต่เรื่องร้องเรียนแบบทั่วไปจากญาติและผู้เสียหายโดยตรงมีมากกว่านี้และไม่ทราบจำนวน

ร่างแบบประเมิน

ที่มาของภาพ, KUYI ITAE/BBC THAI

เมื่อเดือน มี.ค. มูลนิธิฯ ได้ส่งจดหมายไปยังกรมราชทัณฑ์ ขอให้ตรวจร่างกายผู้ต้องขังเรือนจำกลางปัตตานี 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือฟารุก แต่จดหมายตอบกลับของกรมฯ อ้างว่า ในวันรับตัวได้มีการตรวจร่างกายแล้ว และไม่พบบาดแผลตามร่างกายแต่อย่างใด แต่มีร่องรอยฟันบนขวาหักครึ่งท่อน และมีอาการคันผิวหนังบริเวณท้องน้อยและก้น

กะดาเชื่อว่าญาติของเธอบริสุทธิ์ เนื่องจากเขาทำงานตลอด ทั้งกรีดยาง ขายของที่ร้านสหกรณ์ในหมู่บ้าน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็สอนที่โรงเรียนของเด็กประถมที่มัสยิด และตอนกลางคืนก็สอนอัลกุรอ่านที่มัสยิด

"แต่ก่อนก๊ะ [พี่] เคยได้ยินเรื่องการซ้อมทรมาน แต่ไม่เชื่อ เราเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ดีทุกอย่าง แต่พอเกิดกับน้องก๊ะเอง เลยรู้สึกว่ามีจริงด้วย ถ้าไม่ประสบกับตัวเอง เราไม่รู้" เธอกล่าว "ถ้ามีการซ้อมทรมานแบบนี้ เหตุการณ์ก็จะรุนแรงขึ้น"

"ไม่มีการซ้อมทรมาน"

โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. กล่าวอีกว่า แม้ว่าในพื้นที่จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ ถึง 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อเป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ในการระงับยับยั้งเหตุร้ายและขยายความเชื่อมโยงของเครือข่ายผู้ก่อการร้าย แต่ได้มีการออกแนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่การติดตามจับกุม โดยการใช้กำลังแต่น้อย และต้องมีความแม่นยำ คือไม่เหวี่ยงแห และอยู่ภายใต้การรับรู้ของผู้นำในพื้นที่และเครือญาติ และใช้วิธีการจากเบาไปหาหนัก คือ ใช้การเจรจา เกลี้ยกล่อม จากนั้นจึงควบคุมตัวไปสู่ขบวนการซักถาม

พ.อ.ปราโมทย์

ที่มาของภาพ, KUYI ITAE/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ กล่าวว่า การร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากเป็นการร้องเรียนเท็จ

จากการตรวจสอบของบีบีซีไทยพบว่า พ.ร.บ.กฎอัยการศึก เปิดโอกาสให้หน่วยทหารในพื้นที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับและควบคุมตัวเป็นเวลา 7 วัน ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉินกำหนดว่าการควบคุมตัวต้องขออำนาจศาลทุก 7 วัน และควบคุมตัวสูงสุดได้ถึง 30 วัน เท่ากับว่าติดต่อกันสูงสุดได้ถึง 37 วัน แล้วส่งตัวให้ตำรวจท้องที่ดำเนินคดีถ้ามีหลักฐาน โดยจะมีการขอศาลออกหมายฝากขังตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติ

"สิ่งที่รัฐพึงระมัดระวังเป็นอย่างมากคือในเรื่องของการร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ไปละเมิดหรือมีการซ้อมทรมาน ซึ่งที่ผ่านมาเราพบปัญหาเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะมาก โดยเฉพาะในช่วงหลัง ทุกครั้งที่รัฐมีการบังคับใช้กฎหมาย ก็จะถูกร้องเรียนจากองค์กรจัดตั้งของกลุ่มขบวนการทุกกรณี แต่หลังจากที่มีการตรวจสอบ พบว่าไม่เป็นไปตามที่เขาร้องเรียนแต่อย่างใด" พ.อ.ปราโมทย์ กล่าว

ปัจจุบันมีการบันทึกทุกขั้นตอน เช่น การบันทึกภาพนิ่งและวิดีโอตอนที่ญาติมาเยี่ยม และตรวจร่างกายของผู้ที่ถูกควบคุมตัว ทั้งก่อนการควบคุมตัว ระหว่างการควบคุมตัว และก่อนที่จะปล่อยตัว เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

รายล่าสุดที่ถูกฟ้อง

อิสมาแอ เตะ นั่งอยู่ในออฟฟิศ

ที่มาของภาพ, KUYI ITAE/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, อิสมาแอ เตะ ยืนยันว่าจะช่วยเหลือผู้ที่ถูกซ้อมทรมานต่อไป แม้ว่าตนจะถูกกองทัพดำเนินคดี

อิสมาแอนับเป็นบุคคลรายที่ 5 ที่ถูกกองทัพแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

"เขาจะปิดปากผม ไม่อยากให้พูดเรื่องที่ผ่านมา และไม่อยากให้ผมทำงานเรื่องนี้ เพราะผมช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการซ้อมทรมานโดยตรง" อิสมาแอกล่าว

อิสมาแอได้ก่อตั้ง HAP เมื่อปี 2552 เพียง 1 ปีหลังจากที่เจ้าหน้าที่ทหารได้ตรวจค้นบ้านพักที่เขาอาศัยอยู่กับเพื่อนนักศึกษาอีก 6 คนที่ จ.ยะลา และควบคุมตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ. หนองจิก จ.ปัตตานี

หลังจากที่ถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 9 วันและได้รับการปล่อยตัว อิสมาแอได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม โดยอ้างว่าหน่วยทหารได้ใช้กำลังทำร้ายเขาในระหว่างการจับกุมและควบคุมตัวเกินกำหนดระยะเวลา

แบบฟอร์มร้องเรียนกรณีการซ้อมทรมาน

ที่มาของภาพ, KUYI ITAE/BBC THAI

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาแล้วเมื่อเดือน มิ.ย. 2559 โดยวินิจฉัยไว้ตอนหนึ่ง ว่า เจ้าหน้าที่ทำการควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนดโดยไม่มีเหตุจำเป็น และในระหว่างการควบคุมตัวก็มีการทำร้ายร่างกายผู้ฟ้องคดี ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานสรุปข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้กองทัพบกและกระทรวงกลาโหมจ่ายค่าทดแทนให้กับอิสมาแอเป็นจำนวนเงิน 305,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค. 2552 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดี

การดำเนินคดีกับอิสมาแอเกิดขึ้นเพียง 6 วันหลังจากที่กองทัพได้มีการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. หลังจากที่เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของอดีตผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคงที่อ้างว่าเคยถูกซ้อมทรมานระหว่างถูกควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร

เมื่อเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว อัญชนา หีมมิหน๊ะ พร้อมด้วย สมชาย หอมละออ และ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ถูกแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่รัฐ จากการจัดทำและเผยแพร่รายงานเรื่องการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนใต้ ระหว่างปี 2557-2558 ซึ่งระบุว่ามีคนกลุ่มหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50 คนถูกซ้อมทรมานในช่วงเวลาดังกล่าว ต่างกรรม ต่างวาระกัน แต่ต่อมากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ถอนแจ้งความ

สมชาย หอมละออ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และอัญชนา หีมมิหน๊ะ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมชาย หอมละออ พร้อมด้วย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ

"เขารู้ว่าการทรมานไม่เป็นที่ยอมรับทั้งนั้น แต่คิดว่าตนเองปกปิดได้และรอดพ้นการตรวจสอบได้ จึงดำเนินการอย่างระมัดระวังและใช้ช่องว่างทางกฎหมายเอื้อต่อวัตถุประสงค์ทางด้านการข่าว เป็นการทำการข่าวในค่ายฯ มากกว่าการหาข่าวอย่างเป็นมืออาชีพ และใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์" พรเพ็ญกล่าวกับบีบีซีไทย

"ตั้งแต่เป็น คสช. ทหารไม่ฟังใคร และไม่มีใครกล้าเสียงแข็งด้วย ทหารผู้ใหญ่ก็เชื่อลูกน้องมาก"

ทว่า พ.อ.ปราโมทย์ชี้แจงว่า 90% ของการร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐเรื่องการซ้อมทรมานเป็นการร้องเรียนเท็จ ส่วนอีก 10% นั้น เป็นการกระทบกระทั่งกันของเจ้าหน้าที่กับผู้ต้องสงสัย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการควบคุมตัว

หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "4 ปีรัฐประหาร" ได้ตลอดสัปดาห์