4 ปีรัฐประหาร: 4 ปีของ “จ่านิว” กับสถานะ “ภัยต่อความมั่นคงของ คสช.”
- Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย จิราพร คูหากาญจน์ ผู้สื่อข่าววิดีโอ
4 ปีหลังยึดอำนาจ "จ่านิว" สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ มีคดีติดตัวมาแล้ว 9 คดี หรือเฉลี่ยปีละ 2 คดี เขาคือนักกิจกรรมการเมืองที่ถูกมองว่าเป็น "ภัยต่อความมั่นคงของ คสช."
22 พ.ค. 2557 ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ขณะนั้น) เรียกประชุมเจ็ดฝ่ายเพื่อหาทางออกจากวิกฤตทางการเมือง ส่วนที่ลานปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มนักศึกษาจัดกิจกรรมคู่ขนานเล็ก ๆ เพื่อต่อต้านการประกาศกฎอัยการศึกของ ผบ.ทบ. โดยมีนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ "จ่านิว" นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในโต้โผจัดงาน
16.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ประกาศ "ยึดอำนาจ" กลางโต๊ะเจรจา กวาดแกนนำฝ่ายการเมืองเข้าเขตทหาร แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่วนนักศึกษาและประชาชนต้องยุติกิจกรรม แยกย้ายไปเกาะติดสถานการณ์ใน "ที่ปลอดภัย" นอนฟังประกาศและคำสั่งต่าง ๆ ที่ออกมาตลอดคืน
ทว่านั่นเป็นเพียงการ "หยุดชั่วคราว" ก่อนปรากฏความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องตลอดสี่ปีหลังการยึดอำนาจ
24 ชั่วโมงแรก กิจกรรมคัดค้านการรัฐประหารเกิดขึ้นทันทีภายใต้ชื่อ "ร่วมตามหานกพิราบ"
"เราต้องการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร และเป็นสัญลักษณ์ว่าเราต้องการสิทธิเสรีภาพของเราคืนมา" นายสิรวิชญ์กล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มนักศึกษา นักกิจกรรม และประชาชนราว 70-80 คนที่ร่วมเดินขบวนจาก มธ. ไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ 23 พ.ค. 2557 ชนิดไม่เกรง-กลัว "อำนาจใหม่" ที่เพิ่งเข้ายึดกุมสภาพการเมืองไทยหมาด ๆ แม้พอจำภาพรัฐประหาร 2549 ได้ แต่คนรุ่นใหม่อย่างนายสิรวิชญ์ยอมรับว่าไม่อาจจินตนาการถึงวิถีทางของการรัฐประหารและการต่อต้านว่าจะเดินไปในทิศทางใด
"เราไม่รู้ เราไม่เคยเจอว่าระบอบเผด็จการทหารร้ายแรงขนาดไหน มันมีสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ สิทธิต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญถูกทำลายไปหมดแล้ว ก็กังวลใจบนความไม่แน่นอน" นายสิรวิชญ์กล่าว

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
แต่เมื่อมี "ก้าวแรก" ย่อมมี "ก้าวต่อ ๆ มา" เขาแสวงหาแนวร่วมเพิ่มเติมด้วยการร่วมจัดตั้งศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.)
นี่เป็นอีกครั้งที่นายสิรวิชญ์ในฐานะแกนนำนักศึกษากลุ่มสภาหน้าโดม มีโอกาสทำงานร่วมกับเพื่อนนักศึกษาสถาบันเดียวกันอย่าง นายรังสิมันต์ โรม แกนนำนักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (สังกัดขณะนั้น ปัจจุบันสังกัดกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย) หลังเคยเป็นพันธมิตรเคลื่อนไหวคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม "ฉบับเหมาเข่ง" ยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2556
ปัจจุบันทั้งคู่เป็น "สหายร่วมรบ" ในนาม "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" ประกาศเคลื่อนพลจาก มธ. อีกครั้ง กำหนดปลายทางไว้ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 22 พ.ค. เพื่อทวงสัญญา "เลือกตั้งปีนี้"
"ถามว่าผมกับโรม ใครเลือกใคร เราไม่ได้เลือก แต่ในบรรดานักเคลื่อนไหวก็มีเท่านี้ ก็ต้องพยายามจับกันให้ได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่"

ที่มาของภาพ, Jiraporn Kuhakan/BBC Thai
หลังชั่วโมงชุมนุม ต้องใช้ชีวิตแบบ "คนฟรีแลนซ์"
การแสดงตัวเป็น "ขั้วตรงข้าม" คสช. อย่างชัดเจน ทำให้นายสิรวิชญ์ตกเป็นผู้ต้องหาถึง 9 คดี นำความ "ไม่ปกติ" มาสู่ชีวิตของนักกิจกรรมวัย 26 ปี ซึ่งเคยเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มกิจกรรมการเมืองมาแล้วเจ็ดกลุ่มภายใต้ความใฝ่ฝันสูงสุดในการเป็น "นักปฏิวัติสังคม"
- สมาชิก สภานักศึกษา มธ.
- ก่อตั้ง กลุ่มสภาหน้าโดม
- สมาชิก กลุ่มประชาธิปไตยศึกษา
- แนวร่วม ขบวนการประชาธิปไตยใหม่
- สมาชิก ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.)
- แนวร่วม กลุ่มพลเมืองโต้กลับ
- ก่อตั้ง กลุ่มสตาร์ทอัพ พีเพิล (ต่อมากลายร่างเป็นกลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง")
ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวม
"เราพยายามใช้ชีวิตปกติ แต่ก็มีส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา เราต้องไปโรงพัก ไปอัยการ ไปศาล เฉลี่ยตั้งแต่ปี 2559-2561 ผมต้องไปศาลทุกเดือน ไม่มีเดือนไหนที่ไม่ไป นี่ก็เป็นกิจวัตรประจำวันที่เพิ่มเข้ามา"
สมัยยังเป็นนักศึกษา "สิงห์แดง" พล.อ.ประยุทธ์แสดงความเป็นห่วงว่าเขาอาจ "เรียนไม่จบ" และเมื่อคว้าปริญญาบัตรมาได้ ผู้มีภาระทางกฎหมายอย่างนายสิรวิชญ์ก็ไม่อาจทำงานประจำ ต้องกลายเป็น "คนฟรีแลนซ์"
เขาระบุด้วยว่าถูกฝ่ายความมั่นคง "สอดส่อง" อยู่เกือบตลอด จนชีวิตไม่มีความเป็นส่วนตัว ทว่าไม่คิดเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อหลีกหนีการติดตาม
"ผมใช้เบอร์เดิมตั้งแต่ 22 พ.ค. 2557 ผมจะไม่ทำให้การต่อสู้ของผมต้องเป็นการต่อสู้แบบต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เราต้องยืนหยัดว่าต่อสู้แล้วยังยืนได้อย่างองอาจ เพราะถ้าต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ นั่นคือความพ่ายแพ้ไปแล้วก้าวหนึ่ง" นายสิรวิชญ์กล่าว

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ทุกวันนี้ เขาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ พอกระโดดลงจากเวทีชุมนุม ก็โดดขึ้นรถเมล์กลับบ้าน
แต่ถึงอย่างนั้น นักเคลื่อนไหวท้าทายผู้มีอำนาจยอมรับต้องประเมินความเสี่ยงทุกครั้งก่อนออกมา "ปะ-ฉะ-ดะ" และไม่ลืมเรียนรู้กลยุทธ์ของบรรดา "ขุนทหาร" ที่พยายาม "สร้างความกลัว" ซึ่งส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อฝ่ายต่อต้านการรัฐประหาร
เคย "กลัว" แต่ไม่เคยรู้สึกผิดต่อแม่
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา "จ่านิว" ยอมรับมีอย่างน้อยสองครั้งที่ "กลัว"
ครั้งแรกคือ กรณีถูกบุคคลแต่งกายคล้ายทหาร 8 นาย พร้อมรถกระบะสองคัน บุกเข้าควบคุมตัวจากบริเวณหน้า มธ. รังสิต ช่วงกลางดึกวันที่ 20 ม.ค. 59 โดยไร้หมายจับ ไร้การตั้งข้อหา หลังเป็นแกนนำจัดกิจกรรม "นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง"
"มันไม่ใช่การคุมตัวตามกฎหมาย แต่เป็นการอุ้มตัวไป" เขาตั้งข้อสังเกต

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
อีกครั้งคือ ความพยายามในการตั้งข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กับเขา แต่สุดท้ายกลับเป็น น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ มารดาของจ่านิว ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดี 112 ร่วมกับนายบุรินทร์ อินติน หลังแชทข้อความทางเฟซบุ๊กตอบกลับอีกฝ่ายด้วยคำว่า "จ้า" เมื่อเดือน พ.ค. 2559
นายสิรวิชญ์ยอมรับว่า "เป็นเรื่องที่หนักอยู่เหมือนกัน" ขณะที่บรรดานักวิชาการและนักสังเกตการณ์การเมืองเชื่อกันว่าหาก "ลูก" ไม่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวทางการเมือง "แม่" อาจไม่ตกที่นั่งผู้ต้องหา
ทว่าสิ่งที่จ่านิวบอกแม่คือ "ผมไม่รู้สึกผิด" เพราะเชื่อว่ามีกระบวนการ "เล่นไม่ซื่อ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ชกใต้เข็มขัด" และใครก็เสียเปรียบง่าย ๆ ในจุดนี้
"ถ้าจะมาจัดการที่ผม คุณก็จัดการที่ผมสิครับ จะไปจัดการกับคนอื่นที่อยู่รายล้อมผม บางทีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้ผมไม่รู้สึกผิด คนที่ต้องรู้สึกผิดคือพวกรัฐบาลและคนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการว่าทำไมถึงเลือกใช้วิธีการอย่างนี้" นายสิรวิชญ์ระบุ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ประสานเสียงยืนยันว่าผลการตรวจค้นบ้านพักของจ่านิวย่านรามอินทรา และยึดคอมพิวเตอร์ไว้สองเครื่อง เมื่อ 7 พ.ค. 2559 พบหลักฐานมากกว่าคำว่า "จ้า" พร้อมยืนยันไม่เคยใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือจับกุมคุมขังฝ่ายเห็นต่างทางการเมือง
"อย่ามาบิดเบือนกัน จะเป็นคุณแม่หรือคุณลูกทั้งนั้น เจ้าหน้าที่ยึดคอมพิวเตอร์ไปตรวจนั้น ไม่ใช่แค่ 'จ้า' คำเดียว แต่มีตั้งแปด-เก้าประโยค และที่เขียนมา ผมรับไม่ได้ เขียนไปเรื่อยเปื่อย แล้วคนก็มาหาว่าผมรังแก แล้วการเขียนแบบนั้น ไม่ทำมันจะตายหรืออย่างไร เขียนว่าคนนั้นคนนี้" พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเมื่อ 10 พ.ค. 2559

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
สองปีต่อมา มีคดีใหม่ที่สองแม่ลูกตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกัน นั่นคือ คดีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "คนอยากเลือกตั้ง" ชุมนุมหน้าลานสกายวอล์ก เมื่อ 27 ม.ค. 2561 เพียงแต่แม่เป็น "แนวร่วม" ส่วนจ่านิวเป็น "แนวหน้า" จึงถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 พ่วงเข้าไปอีกกระทง
"ก็พยายามคุยกับแม่ว่ากระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งมักโดนอย่างนี้ พอคนในครอบครัวเห็นผม ก็อยากจะเข้ามาดูเข้ามาเห็น พอเข้ามาดูเข้ามาเห็นก็พลอยติดร่างแหไปด้วย บางทีเขาแค่อยากรู้ว่าผมจะทำอะไรต่อไป ตอนนั้นก็ตกใจครับ ดีอย่างเดียวคือไม่โดนทั้งบ้าน โดนกันแค่สองคนเท่านั้น" นายสิรวิชญ์ระบุ
สิ่งที่เกิดขึ้น เขาเชื่อว่าเป็น "คำขู่ของรัฐบาล" ให้คนที่คิดจะเข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองเห็นว่าชะตากรรมจะลงเอยอย่างไร

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ทว่าความพิเศษสำหรับจ่านิว-ผู้ต้องหาเก้าคดีรายนี้คือ ไม่เคยติดคุก ต่างจากพันธมิตรอย่างโรม-ผู้ผ่านประสบการณ์ติดคุก 12 วันร่วมกับเพื่อนนักศึกษาและนักกิจกรรมอีก 14 คน หลังแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ต่อต้าน คสช. ในวาระครบขวบปีรัฐประหาร
บุคคลที่เป็น "ภัยต่อความมั่นคงของ คสช."
ในขณะที่ คสช. ชี้ว่า จ่านิวกับพวก เป็น "ภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ" แต่เขานิยามตัวเองว่าเป็น "นักต่อต้านรัฐประหารบนแนวทางสันติวิธี"
"เราไม่ได้เรียกร้องอะไรนอกเหนือจากเรียกร้องให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข... ถ้ารัฐนิยามว่าผมเป็นคนที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ถ้าผมคิดจับอาวุธมาสู้กับ คสช. ค่อยมาว่ากันตอนนั้น แต่นี่ผมยังอยู่ในกรอบของการไม่ใช้ความรุนแรง สันติวิธี และอยู่บนพื้นฐานของหลักการสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของรัฐไทยด้วยซ้ำ"
"ดังนั้นหากจะเป็นภัยก็เป็น 'ภัยต่อความมั่นคงทางอำนาจของ คสช.' เท่านั้น" เขาย้ำ
ที่มา : บีบีซีไทยดัดแปลงจากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายข้อเรียกร้องที่ฝ่ายนายสิรวิชญ์โยนใส่ผู้มีอำนาจ ถูกมองว่าเป็น "เงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้" และมุ่ง "ก่อกวนทางการเมือง" มากกว่าหวังผล-เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น การเรียกร้องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คสช., ให้ คสช. ลาออก, ให้กองทัพหยุดสนับสนุน คสช., ให้จัดการเลือกตั้งในปีนี้หลัง พล.อ.ประยุทธ์เปิดโรปแมปรอบใหม่-ให้จัดการเลือกตั้งภายในเดือน ก.พ. 2562
เขาแย้งทันควันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ถ้าจะทำ แต่ที่เป็นไปไม่ได้เพราะผู้มีอำนาจยังหวงอำนาจของตนไว้
ส่วนข้อครหาหนาหูว่าด้วยเรื่อง "ม็อบรับจ้าง" นายสิรวิชญ์ไม่ยี่หระ ก่อนแจกแจงว่าการจัดการชุมนุมไม่อาจหาเลี้ยงปากท้องของเขาได้
"ประทานโทษผมไม่ได้ทำม็อบทุกวันทุกเวลา บางคนก็บอกว่ามันเอาเวลาที่ไหนไปทำมาหากิน เดือนหนึ่งผมจัดกิจกรรมอย่างละครั้งสองครั้ง วันธรรมดาผมยังอยู่ และอีกอย่างถ้ามีคนมาจ้าง เช่น กลุ่มการเมืองเก่า ทิศทางของเขาคือต้องการชะลอความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่สิ่งที่ผมทำมันสวนทางกับเขา ดังนั้นถ้าฝั่งหนึ่งมีคนมันจ้าง แต่คนที่รับจ้างไปคนละทิศทางกัน มันไม่ใช่การจ้างกันแล้ว"
"ถ้ามีคนมาจ้างผมทำม็อบ คงไม่ได้มาแค่ 200-300 คนแน่ ๆ เราคงได้ทำเวทีใหญ่ ไม่ใช่เวทีเล็ก ๆ เต็มที่ได้แค่รถโมบายก็แทบจะหมดหน้าตักกันแล้ว"
ทหาร-ประชาชน วาดอนาคตคนละภาพ

ที่มาของภาพ, Jiraporn Kuhakan/BBC Thai
นับจากก้าวแรกถึงปัจจุบัน นายสิรวิชญ์ไม่เคยคิดว่าการต่อสู้กับ คสช. จะยาวนานถึงเพียงนี้ ด้วยเพราะการรัฐประหารปี 2534 และ 2549 คณะรัฐประหารอยู่ปกครองเพียงปีเศษเท่านั้น ทว่าด้วย "ไฟแห่งความขัดแย้ง" ที่คุกรุ่นนับจากปี 2548 ทำให้นายสิริวิชญ์เชื่อว่านี่คือ "เชื้อ" หล่อเลี้ยง คสช. ซึ่งประกาศตัวเป็นผู้รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ให้ครองอำนาจได้ถึงปัจุบัน
ด้วยมุมมองที่มี-มุมคิดที่แสดงออกต่อสาธารณะ น่าสงสัยว่าเขาไม่เคยเห็นไม่เห็นคุณงามความดีของ คสช. แม้สักเรื่องเลยหรือ?
คำตอบของเขาคือ "ผมไม่เห็น เห็นแต่ความวิบัติของสังคมไทย ที่ร้ายแรงคือทำให้คนในประเทศไม่เห็นอนาคตของตัวเอง สุดท้ายประชาธิปไตยก็ไม่ได้ ท้องก็ยังหิว คสช. ไม่มีคุณูปการใด ๆ ต่อสังคมไทย"
อย่างไรก็ตาม "ผู้ร่วมหัวจมท้าย" กับ คสช. อย่าง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม และรองหัวหน้า คสช. บอกกับบีบีซีไทยว่าอนาคตที่ คสช. ต้องการส่งมอบให้สังคมไทยคือ "สังคมที่สงบสุข ปลอดภัย ผู้คนมีความสุข" ซึ่งเป็น "ภาพที่หาไม่ได้" ก่อนรัฐประหารปี 2557

ที่มาของภาพ, Jiraporn Kuhakan/BBC Thai
ทว่านั่นอาจไม่ใช่อนาคตอันใกล้ที่ "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" ต้องการ พวกเขาอยากเห็นการจัดการเลือกตั้งภายในปีนี้
แต่ รองหัวหน้า คสช. อธิบายว่าขณะนี้องค์ประกอบยังไม่ครบ แม้มีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แล้ว แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่ใช้ในการเลือกตั้งทั้งสี่ฉบับยังคลอดออกมาไม่หมด จึงยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้
"ไม่ใช่เปิดปุ๊บติดปั๊บ มันต้องมีกระบวนการขั้นตอนเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ เมื่อสมบูรณ์แล้ว เราจะเดินหน้าเลือกตั้งแน่นอน" พล.อ.อ.ประจินกล่าวทิ้งท้าย
หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "4 ปีรัฐประหาร" ได้ตลอดสัปดาห์











