"สุภาพ คำแหล้" ติดคุกเพราะรุกที่ เสียสามีเพราะต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดิน
- Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์ & วีดีโอโดย วสวัตติ์ ลุขะรัง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
"นายทุนฆ่าสัตว์ ไม่ผิดกฎหมาย แต่คนจนทำไม่ได้" คือ คำตัดพ้อต่อกระบวนการยุติธรรมไทยของหญิงวัย 64 หลังตัวเองต้องติดคุก 6 เดือน เพราะ "รุก" ป่า และ สามีที่เป็นแกนนำต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกินสูญหาย
ภาพของหญิงวัย 64 ปีนั่งตำส้มตำ ทำแกงหน่อไม้ และผัดผักหวาน ข้างคลองประปา ใต้ทางด่วนถนนพระราม 6 ด้านหน้ากระทรวงการคลัง เป็นภาพที่คุ้นเคยของผู้ร่วมชุมนุมนับร้อยคนที่เดินทางมาจากหลากหลายจังหวัด เพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน
ก่อนหน้านี้เพียงสองสัปดาห์ "แม่ครัว" ชาว จ.ชัยภูมิคนนี้ ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านไม้มุงกระเบื้องหลังหนึ่งที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ในชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร และดำรงชีพอยู่ด้วยการเก็บหน่อไม้และปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อขายที่ตลาด

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
แต่ ณ วันนี้ เธอมาในฐานะผู้นำชุมชนเล็ก ๆ ที่มีผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกขับไล่ออกจากเขตป่าสงวนราว 30 ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 830 ไร่
"ช่วงที่ไม่มีตาเด่น แม่ภาพต้องออกโรง" เธอกล่าวกับบีบีซีไทย
"ตาเด่น" ที่สุภาพเอ่ยถึง คือ "เด่น คำแหล้" สามีของเธอที่หายตัวไปอย่างลึกลับในปี 2559 ผู้ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการต่อสู้ให้สมาชิกในชุมชนมีสิทธิในที่อยู่อาศัย
ภายหลังจากนั้น ความเคว้งคว้างของชุมชนจากการขาดผู้นำ ความลำบากในการที่สุภาพจะต้องดิ้นรนเลี้ยงชีพอยู่ตัวคนเดียว และการถูกจำคุกในข้อหาบุกรุกป่าสงวนเมื่อปีที่แล้ว เหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้สุภาพเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่หาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ มาเป็นนักต่อสู้อย่างเต็มที่ ภายใต้ยุคของรัฐบาลที่เธอเชื่อว่า "ไม่ให้ความยุติธรรมกับคนจน"
ทวงคืนผืนป่า

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ปัญหาที่ดินนับเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไขไม่ได้ในหลายรัฐบาล จนกระทั่งปี 2557 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศนโยบาย "ทวงคืนผืนป่า" ซึ่งเป็นผลพวงมาจากคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 ว่าด้วยเรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ที่พูดถึงกรณีคนจน ผู้ยากไร้ ให้ดำเนินการโดยไม่ให้เกิดผลกระทบ ส่วนคนรวย นายทุน ผู้มีอิทธิพล ให้ดำเนินคดีทุกราย
นั่นทำให้มีการปิดประกาศให้ผู้ถือครองพื้นที่บริเวณชุมชนโคกยาวออกจากป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามถึง 2 ครั้ง ในปี 2557 และ 2558 แต่ผลจากการเจรจากับภาครัฐทำให้มีการชะลอการดำเนินการมาเรื่อย ๆ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เด่นเรียกร้องคือการนำดินในพื้นที่ดังกล่าวมาจัดสรรให้กับราษฎรผู้เดือดร้อนในรูปแบบ "โฉนดชุมชน" ที่ใช้หลักในการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดร่วมกัน
"แกไม่ท้อ ไม่ถอย" สุภาพกล่าวถึงอดีตสามีพร้อมน้ำตา ในขณะที่เธอพักจากการร่วมประชุมกับคณะผู้บริหารที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
"ชุมชนโคกยาวถูกเจ้าหน้าที่รัฐขับไล่ที่ดิน ทวงคืนผืนป่า แต่ตาเด่นไม่ยอมพาสมาชิกออกจากพื้นที่ ส่งหนังสือเข้าทำเนียบหลายหน มานอนประท้วงก็หลายหน แต่ไม่ได้คำตอบสักที"
บีบีซีไทยได้ติดต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อขอสถิติล่าสุดของผืนป่าที่ทวงคืนได้ แต่ได้รับคำตอบว่ากระทรวงไม่มีตัวเลขดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ เมื่อ พ.ค. 2560 กรมป่าไม้ แถลงว่าตั้งแต่ปี 2557 ถึง พ.ค. 2560 รัฐบาลสามารถยึดคืนพื้นที่ได้ทั้งหมดกว่า 500,000 ไร่ และดำเนินคดีกับประชาชนในข้อหาบุกรุกป่ากว่า 20,000 คดี
ทว่าสุภาพมองว่านโยบายทวงคืนผืนป่าดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้คนจนตกเป็นจำเลยมากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติแต่อย่างใด
การหายตัวไปของเด่น
เด่น ซึ่งอายุ 65 ปี ณ ตอนนั้น หายตัวไปเมื่อ 16 เม.ย. 2559 หลังเข้าไปหาหน่อไม้บริเวณสวนป่าโคกยาว บริเวณรอยต่อระหว่างเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว
"คิดว่า [เด่นถูก] อุ้มหาย เพราะเรื่องศัตรู ไม่มี แกมีแต่ปัญหาเรื่องทวงคืนผืนป่า" สุภาพกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ตำรวจสืบสวนและพบโครงกระดูกของมนุษย์ในเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว จนกระทั่งเดือน เม.ย. ได้ตรวจพิสูจน์ว่าเป็นโครงกระดูกของเด่น นำไปสู่การสรุปว่าเด่นได้เสียชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตามตำรวจไม่สามารถระบุถึงสาเหตุของการเสียชีวิตหรือระบุผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้อง
สุธารี วรรณศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนขององค์กรฟอร์ติฟายไรท์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การหายตัวไปของเด่นทำให้เกิดความหวาดกลัวในกลุ่มภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านความขัดแย้งในที่ดิน และสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวให้กับครอบครัวและชุมชนที่เขาอาศัยอยู่

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
"เป็นการยากที่จะระบุได้อย่างชัดเจนว่ากรณีนี้จัดเป็นการบังคับสูญหายตามนิยามที่กำหนดไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่…แต่สิ่งที่เรารู้แน่นอน คือ นายเด่นได้ต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินทำกิน และเป็นผู้นำของชุมชนโคกยาวที่ร่วมกันคัดค้านการถูกบังคับไล่รื้อ หลังจากนั้นเขาก็หายตัวไป"
ก่อนสามีหายตัวไป สุภาพเก็บหน่อไม้และนำผักที่ปลูกไปขายที่ตลาด แต่ในวันนี้ เธอไม่สามารถเดินทางไกลได้ เนื่องจากขาของเธอไม่แข็งแรง จึงต้องปลูกผักขายไปวัน ๆ หากวันไหนหาของไม่ได้ โดยเฉพาะหน้าแล้ง ก็ต้องอดทั้งคนและสัตว์เลี้ยง
"เมื่อก่อนอยู่กันสองคนตายายช่วยกันทำ แต่ตอนนี้มีแต่ยายภาพคนเดียว รู้สึกลำบาก" สุภาพ กล่าว
"น้ำตาออกก็ไม่ให้ใครเห็น"

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
เด่นและสุภาพเองได้ตกเป็นจำเลยในคดีบุกรุกป่าเมื่อปี 2554 ซึ่งสุภาพถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ปีที่แล้ว ในข้อหาครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับการผ่อนผันหรืออนุญาต
ในคำพิพากษาระบุว่า สุภาพอ้างว่าเธอได้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวต่อจากพ่อตั้งแต่ปี 2511 ก่อนที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักนามจะประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติในปี 2516 ซึ่งก่อนหน้านั้นพ่อของเธอทำประโยชน์ในที่ดินประมาณ 80 ไร่ ต่อมาในปี 2527 ราชการได้นำต้นยูคาลิปตัสมาปลูกในที่ดิน ทำให้เหลือที่ดินทำประโยชน์เพียง 6 ไร่ แต่เธอไม่มีเอกสารสิทธิ์แสดงความเป็นเจ้าของที่ดิน
หลังจากศาลได้อ่านคำพิพากษา สุภาพถูกส่งตัวไปที่เรือนจำภูเขียวทันที
"ตกใจ ไม่คิดว่าจะได้ติดคุก ตัวสั่นหมดเลย แต่ไม่พูด" เธอกล่าว "พอทนายเข้ามาถาม แม่บอกไม่เป็นไร มันถึงเวลาแล้ว แต่ใจสั่นเต็มที่ น้ำตาออกก็ไม่ให้ใครเห็น"
หลังจากได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมา สุภาพตั้งมั่นว่าจะต้องไม่มีใครในชุมชนต้องติดคุกเช่นเดียวกับเธอ พร้อมสืบสานเจตนารมณ์ของสามี ที่จะดูแลปกป้อง และสู้เพื่อชาวบ้าน
"ถึงยากก็ต้องยอม ต้องรับผิดชอบ เพราะไม่มีที่ทำกิน ลูกหลานที่เกิดมาใหม่ไม่มีอะไรเลย" เธอกล่าว
"คืนน้ำตาให้ประชาชน"

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ตกกลางคืน แม้ว่าผู้ร่วมชุมนุมบางคนจะหอบเต็นท์มาเพื่อกางนอน แต่สุภาพและหลาย ๆ คนต้องนอนบนพื้นถนนที่มีเพียงเสื่อปูรองไว้ เธอบ่นว่าแต่ละคืนเธอนอนไม่หลับ เนื่องจากเสียงดังของรถที่แล่นผ่านไปมา
ที่ผ่านมาเธอและกลุ่มผู้ชุมนุมย้ายที่ปักหลักไปหลายที่ รวมถึงกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการคลัง แม้บางที่อำนวยความสะดวกให้ด้วยการอนุญาตให้ใช้ห้องน้ำ และมีบริการรถสุขาเคลื่อนที่ แต่สุภาพก็ยังรู้สึกว่าลำบาก
"ที่กรุงเทพฯ ไม่มีใคร [ในชุมชน] อยากไป เพราะลำบาก แต่ลำบากยังไงก็ต้องทน เพราะสังคมไม่เป็นธรรม บีบคนจน และจับคนจนติดคุก" เธอกล่าว "เห็นพวกเยอะ ๆ ความเหนื่อยก็หาย เขาก็เหนื่อย เราก็เหนื่อย ถ้าต่างคนต่างกลับ จะไม่ได้อะไรเลย"
แม้ว่าในอดีตเด่นจะร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ดินอยู่เป็นประจำ และมีสุภาพไปร่วมด้วยเพียงไม่กี่ครั้งในเวทีระดับท้องถิ่น แต่ในการชุมนุมที่กรุงเทพฯ ที่บางครั้งยืดเยื้อนานถึงเดือน สุภาพจะเป็นแค่ผู้สนับสนุนเบื้องหลัง
เธอและสมาชิกในชุมชนอีก 4 คน เดินทางมาร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. กับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ซึ่งเป็นเครือข่ายหนึ่งของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) นับเป็นครั้งแรกที่สุภาพมาร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ ในการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดของพีมูฟตั้งแต่ยุค คสช.

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
แม้ว่าผู้ร่วมชุมนุมจะมีการผัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา แต่สุภาพเลือกที่จะปักหลักที่กรุงเทพฯ จนกว่าจะได้ข้อสรุปจากรัฐบาล
จนกระทั่งวันที่ 12 พ.ค. พีมูฟได้แถลงยุติการชุมนุม หลังจากที่ได้ข้อยุติจากการหารือกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยหนึ่งในข้อตกลงคือ จะมีการตั้งอนุกรรมการจากเครือข่ายพีมูฟ 12 คน เพื่อติดตามการแก้ปัญหา และปัญหาใดเป็นปัญหาเร่งด่วนและสามารถแก้ปัญหาก่อนได้ จะนำเสนอ พล.อ.ประวิตร เพื่อพิจารณาแก้ปัญหา โดยไม่ต้องรอการจัดตั้งอนุกรรมการ
แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้สุภาพมีความหวังขึ้นมา แต่เขาก็จะคอยตรวจสอบว่ารัฐบาลจะทำตามในสิ่งที่พูดหรือไม่
"ยุค คสช. จะบอกว่าจะคืนความสุขให้ประชาชน แต่ไม่ใช่ กลายเป็นคืนความเดือดร้อนหรือคืนน้ำตาให้ประชาชน" เธอกล่าว "กลัวก็กลัว แต่ไม่ถอย ถ้าเราสู้ เราถอยไม่ได้ เดินหน้าต่อไป เพื่อสิทธิของคนจน"

สุภาพ คำแหล้ เสียชีวิตในวัย 67 ปี
วันที่ 5 พ.ค. 2564 สุภาพซึ่งป่วยเป็นมะเร็งลำไส้มาระยะหนึ่งแล้วได้เสียชีวิตลง
สำนักข่าวประชาไทรายงานว่า วันที่ 5 พ.ค. สุภาพมีอาการทรุดหนัก แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก จึงนำส่งเข้ารักษาอาการที่ รพ.คอนสาร และส่งตัวต่อไปยัง รพ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ และเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.












