ทวงคืนผืนป่าชัยภูมิ: รัฐบาลทหารระรานชาวบ้าน?

คำบรรยายวิดีโอ, ชาวบ้านกว่า 800 ราย ที่มีที่ทำกินทับซ้อนกับอุทยานแห่งชาติไทรทอง จ.ชัยภูมิ ตกเป็นเป้าหมายในการทวงคืนผืนป่า
    • Author, นันท์ชนก วงษ์สมุทร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

นโยบาย "ทวงคืนผืนป่า" ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มุ่งมั่นที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าของไทย หลังลดลงอย่างน่าใจหาย ในหลายทศวรรษ แต่ชาวบ้านไม่น้อยทั่วประเทศต้องสูญที่ดินทำกินที่พวกเขาบอกว่าอยู่อาศัยมาก่อนรัฐประกาศเขตพื้นที่อุทยาน ชาวบ้านนับร้อยในเขตอุทยานแห่งชาติไทรทอง จ.ชัยภูมิ คือ อีกหนึ่งตัวอย่าง

ชีวิตของนิตยา ม่วงกลาง วัย 34 ปี ก็อาจเหมือนคนชนบทอีกนับล้านที่ถูกความยากจนบังคับให้เดินทางมาหางานทำที่กรุงเทพฯ แต่เธอกลับประสบวิกฤตเมื่อโรงงานเย็บผ้าส่งออกที่เธอทำงานมา 5 ปี ลอยแพคนงาน 5,000 คนเพราะบริษัทล้มละลาย

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอตัดสินใจกลับบ้านเกิดใน จ.ชัยภูมิ และฟื้นฟูชีวิตใหม่ด้วยการทำไร่มันสำปะหลังบนที่ดิน 10 ไร่ใน อ.หนองบัวระเหว ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในครอบครัวของเธอ อาชีพเกษตรกรไร่มันนี้เองที่แหล่งรายได้หลักของครอบครัวที่ประกอบด้วยตัวเธอ สามี แม่ และลูกชายวัย 13 ปี

แต่โชคร้ายของนิตยายังไม่หมด เมื่อสองปีที่แล้ว แม่ของเธอ ทองปั่น ม่วงกลาง ได้เซ็นยินยอมคืนพื้นที่ดังกล่าวให้กับอุทยานแห่งชาติไทรทอง ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าครอบครัวทำผิดกฎหมาย บุกรุกพื้นที่ของอุทยาน

นิตยาบอกว่าตกใจมากเมื่อแม่บอกว่าเซ็นเอกสารคืนที่ดินให้กับอุทยานแห่งชาติไทรทอง และเริ่มเป็นกังวลต่ออนาคตของครอบครัวตัวเอง และครอบครัวของน้องอีกสองคนที่มีที่ดินอีกครอบครัวละ 10 ไร่ก็ถูกทวงคืนเช่นกัน

แม่ของนิตยาเล่าว่า เธอถูกเจ้าหน้าที่ขู่ให้เซ็นเอกสารดังกล่าวแทนลูกทั้ง 3 คน และหากไม่เซ็น จะไม่ให้เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่ปลูกไว้ และจะต้องถูกจับกุม

ชาวบ้านนั่งกันอยู่ข้างในสำนักงานอัยการ

ที่มาของภาพ, CORY WRIGHT/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อัยการจังหวัดชัยภูมิได้สั่งฟ้องชาวบ้านจำนวน 14 ราย 18 คดี ต่อศาลจังหวัดชัยภูมิ ในข้อหาบุกรุกที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง

"ถ้าคุณแม่ไม่เซ็นเดี๋ยวจะมีหมายศาลมาเรียกคุณแม่ถึงบ้าน เขาว่าแบบนั้น ด้วยความที่ไม่รู้ว่าหมายศาลคืออะไร แม่ก็เลยต้องกลัวไว้ก่อน" ทองปั่นเล่า

และเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สมาชิกสี่คนจากครอบครัวม่วงกลาง คือ นิตยา น้องอีกสองคนและทองปั่น ถูกอัยการสั่งฟ้องดำเนินคดี

ชาวบ้านถูกฟ้องร้อง

สมาชิกครอบครัวม่วงกลางคือส่วนหนึ่งของชาวบ้าน 14 คน ที่ถูกดำเนินทางกฎหมายรวม 18 คดี ภายใต้นโยบายทวงคืนผืนป่า จากจำนวนชาวบ้านกว่า 800 รายที่ตกเป็นเป้าหมายในการทวงคืนพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติไทรทอง

วรพล ดีปราสัย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรทอง กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ชาวบ้านทั้ง 14 รายไม่ยอมออกจากพื้นที่ ทั้งๆ ที่มีการเซ็นยินยอมคืนพื้นที่แล้ว จึงมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อมา

"เขาแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนในการที่จะทำกินต่อไป หลังจากที่ให้เวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตในบันทึกข้อตกลงในการคืนพื้นที่ให้แก่รัฐ เราจึงจำเป็นต้องดำเนินคดีตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายมา" วรพล กล่าว

วรพลชี้ให้นักข่าวดูแผนที่

ที่มาของภาพ, NANCHANOK WONGSAMUTH/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, วรพล ดีปราสัย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรทอง กล่าวว่า ชาวบ้านทั้ง 14 รายไม่ยอมออกจากพื้นที่ ทั้งๆ ที่มีการเซ็นยินยอมคืนพื้นที่แล้ว จึงมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อมา

ผู้บุกรุกรายใหม่?

ย้อนไปเมื่อปี 2541 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ สำรวจการถือครองของราษฎรที่ทำมาหากินในป่า โดยใช้แผนที่ที่จัดทำเสร็จในปี 2545 มาตรวจสอบ ซึ่งหากมีการสำรวจตามมตินี้จะผ่อนผันให้ทำกินชั่วคราวได้

อุทยานแห่งชาติไทรทองเองก็ทำการสำรวจทั้งหมด 3 ครั้ง เมื่อปี 2546, 2549 และ 2553 ทั้งหมด 1,100 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 28,000 ไร่ โดยวรพล กล่าวว่า ผู้ที่ไม่ได้มีรายชื่ออยู่ในการสำรวจดังกล่าว ให้ถือว่าเป็น "ผู้บุกรุกใหม่" ซึ่งการตรวจสอบพื้นที่ครั้งล่าสุดปี 2557 ทำให้พบว่า มีการขยายพื้นที่ทำกินที่เคยรังวัดตามมติ ครม. 2541 รวมถึงมีคนที่เข้าไปอยู่ใหม่ โดยมีพื้นที่รอทวงคืนทั้งหมดประมาณ 15,000 ไร่ คิดเป็น 1,400 แปลง ที่ครอบครองโดยราษฎรกว่า 800 ราย

ทั้งนี้ วรพลกล่าวว่า มีชาวบ้านที่เซ็นยินยอมคืนพื้นที่แล้ว 237 แปลง รวมเป็น 3,412 ไร่

แผนที่อุทยาน

ที่มาของภาพ, NANCHANOK WONGSAMUTH/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, การตรวจสอบพื้นที่ครั้งล่าสุดปี 2557 ทำให้พบว่า มีพื้นที่รอทวงคืนทั้งหมดประมาณ 15,000 ไร่ คิดเป็น 1,400 แปลง ที่ครอบครองโดยราษฎรกว่า 800 ราย

แต่อีกด้านหนึ่ง ชาวบ้าน 5 รายที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์ กล่าวตรงกันว่า พวกเขาทำกินมาก่อนที่จะประกาศเป็นเขตอุทยานไทรทองในปี 2535 และตัดสินใจที่จะเซ็นคืนพื้นที่เนื่องจากกลัวถูกดำเนินคดี โดยสาเหตุที่ไม่ได้มีรายชื่ออยู่ในผู้ที่ผ่านการสำรวจถือครองตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้มาสำรวจบอกว่า "หมดวันทำการแล้ว" หรือ "ให้ทำกินไปก่อน"

"ไปถึงที่ยายมันก็ค่ำ [ยายเลยบอกว่า] 'ค่ำแล้วก็ทำให้ฉันหน่อยนะหัวหน้า พรุ่งนี้ค่อยมาทำก็ได้' ทีนี้เขาก็ไม่มาทำอีก ซักครั้งเลย" ก้อน เหมือดไธสง ชาวบ้านอายุ 72 ปี ต.ห้วยแย้ กล่าว

ยายก้อน นั่งอยู่หน้าบ้าน

ที่มาของภาพ, CORY WRIGHT/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ก้อน เหมือดไธสง กล่าวว่า ที่ดินของตนไม่ได้รับการรังวัดในอดีตเนื่องจากเจ้าหน้าที่อ้างว่า "ค่ำแล้ว"

สุวลี โพธิ์งาม เป็นเกษตรกรอีกหนึ่งรายใน ต.ห้วยแย้ ที่เซ็นยินยอมคืนพื้นที่ซึ่งเป็นที่ทำกินของแม่ของเธอ แม้ว่าจะมีการสำรวจที่ดินดังกล่าวแล้วในปี 2546 โดยที่ดิน 35 ไร่ดังกล่าวมีคลองกั้นอยู่ แต่เจ้าหน้าที่ที่มาสำรวจเมื่อปี 2546 สำรวจแต่แปลงใหญ่

"เขาบอกว่าอีกฝั่งมันน้อย ทำไปเถอะ" หญิงวัย 34 ปี กล่าว "แต่พอมาปี 2558 เจ้าหน้าที่บอกว่า รู้ว่าที่สองฝั่งทำกินพร้อมกัน" แต่เขาไม่รู้ว่าจะมีนโยบายทวงคืนผืนป่าก็เลยไม่ได้ทำสำรวจให้ครบถ้วน

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ซึ่งเป็นองค์กรประชาชนที่ติดตามปัญหาข้อพิพาทที่ดิน ให้ข้อมูลว่า 15,000 ไร่ที่ถูกทวงคืนนั้น ส่วนใหญ่เป็นที่ดินที่ชาวบ้านทำกินมาก่อนประกาศพื้นที่อุทยาน

หน้าสำนักงาน คปอ.

ที่มาของภาพ, CORY WRIGHT/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ได้ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากกรณีอุทยานแห่งชาติไทรทองตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรทองปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้ที่การสำรวจพื้นที่ทำกินของชาวบ้านจะตกหล่นเกือบ 15,000 ไร่ เนื่องจากมีการสำรวจถึง 3 ครั้ง และได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกรายว่า "ต้องไม่มีการบังคับให้เซ็นยินยอมคืนพื้นที่"

"ทวงคืนผืนป่า"

หลังการยึดอำนาจ พ.ค. 2557 คสช. ชูการแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าเป็นเรื่องสำคัญในลำดับต้น ออกคำสั่งเดือน ส.ค. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยกร่างแผนแม่บท 10 ปี สำหรับการจัดการป่าไม้ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่ป่าเป็น 40% ของพื้นที่ประเทศ จาก 31.5% หรือ 102 ล้านไร่ ในปี 2557 ซึ่งลดลงจาก 171 ล้านไร่ หรือ 53% ใน ปี 2504

ต่อมา คสช. ออกคำสั่งที่ 64/2557 มอบหมายให้กองทัพและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ดำเนินการทวงคืนผืนป่าและปราบปรามผู้บุกรุก และคำสั่งที่ 66/2557 กำหนดข้อปฏิบัติเพิ่มเติมว่า การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน

ที่มา: แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้การบุกรุกที่ดินของรัฐ

อย่างไรคือ "ยากไร้"

แม้คำสั่งที่ 66/2557 กำหนดข้อปฏิบัติเพิ่มเติมว่า การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน แต่ เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา อัยการจังหวัดชัยภูมิได้สั่งฟ้องชาวบ้านจำนวน 14 ราย 18 คดี (ครอบครัวม่วงกลางถูกฟ้องคนละ 2 คดี) ต่อศาลจังหวัดชัยภูมิ สืบเนื่องจากเมื่อปี 2559 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง แจ้งความกล่าวหาให้ดำเนินคดีอาญา ต่อชาวบ้านในข้อหาทำลายป่า เข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยในชั้นสอบสวน ทั้ง 14 รายให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายความประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนากฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้เข้ามาช่วยเหลือกลุ่มชาวบ้านที่เดือดร้อนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในการว่าความ กล่าวว่า คดีดังกล่าวสามารถต่อสู้ได้ว่า ชาวบ้านอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตอุทยาน และอ้างคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ว่าเป็นผู้ยากไร้ ซึ่งจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับการดำเนินคดี

"เราอธิบายได้ว่าอาจถูกข่มขู่คุกคาม เพราะถูกขู่ให้เซ็น หรือบางส่วนให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน" ถนอมศักดิ์กล่าว "สุดท้ายศาลอาจจะมองว่าเป็นการเข้ามาอยู่โดยไม่มีเจตนาบุกรุก เพราะมีการตั้งถิ่นฐานมานาน"

แต่ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรทองกล่าวว่า ชาวบ้านทั้ง 14 รายที่ถูกดำเนินคดีไม่เข้าข่าย "ผู้ยากไร้" และทั้งหมดครอบครองที่ดินในบริเวณอื่นที่อยู่นอกเหนือจากแปลงที่อยู่ในพื้นที่อุทยานไทรทอง

ทนายถนอมศักดิ์

ที่มาของภาพ, CORY WRIGHT/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายความของจำเลยทั้ง 14 ราย กล่าวว่า มีหลักฐานที่ชี้ว่าชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติไทรทอง

อะไรคือหลักเกณฑ์

ปัจจุบันไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวว่าผู้ยากไร้ตามคำสั่ง คสช. มีนิยามอย่างไร โดยบีบีซีไทยได้เห็นเอกสารภายในของ กอ.รมน. ที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2558 ที่ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. หลีกเลี่ยงการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ "เพื่อป้องกันไม่ให้ความรู้สึกต่อต้านรัฐบาลขยายตัว"

เอกสารดังกล่าว ยังระบุหลักเกณฑ์การพิจารณาว่า ประชาชนใดที่จะถือเป็น "ผู้ยากไร้" เช่น ครอบครองที่ดินไม่เกิน 25 ไร่ แต่ปรากฎว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง โดย กอ.รมน. ได้ชี้แจงต่อสำนักคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงจดหมายเวียนภายในเท่านั้น

ด้านหัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรทองกล่าวว่า หลังการสำรวจพื้นที่ จะมีการตรวจสอบข้อมูลเชิงเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่ง คสช. 66/2557 โดยมีการประสานงานกับหน่วยงานรัฐ และเข้าคณะกรรมการจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน

รถไถกำลังขึ้นไปที่เขตป่า

ที่มาของภาพ, CORY WRIGHT/BBC THAI

จนไม่จริง?

วรพลให้ข้อมูลว่า ณ เดือนที่แล้ว มีการตรวจฐานะแล้วเกือบ 500 ราย มีผู้ยากไร้ประมาณ 10% นั่นหมายความว่า ชาวบ้านเกือบทั้งหมดที่ตกเป็นกลุ่มเป้าหมายกว่า 800 ราย มีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกอุทยานเพราะพวกเขาไม่ใช่ "ผู้ยากไร้"

วรพลให้บีบีซีไทยดูใบรายงานผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ที่แสดงให้เห็นว่านิตยามีที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ทั้งหมด 2 แปลง แปลงละ 16 และ 26 ไร่ ที่ขึ้นทะเบียนปี 2558 แต่นิตยาบอกว่าแปลงหนึ่งเป็นของน้องสาว และยืนยันว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวคือที่เดียวกันกับที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรทอง

นอกจากนั้น วรพลยังให้บีบีซีไทยดูรูปที่เจ้าหน้าที่อุทยานถ่ายรูปบ้านของนิตยา ที่มีรถหกล้อและรถกระบะจอดไว้อยู่ ซึ่งนิตยากล่าวว่ารถหกล้อดังกล่าวเป็นของญาติ ส่วนรถกระบะกำลังผ่อนอยู่

สุวลีนั่งให้สัมภาษณ์

ที่มาของภาพ, CORY WRIGHT/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, สุวลี โพธิ์งาม เป็นเกษตรกรอีกหนึ่งรายใน ต.ห้วยแย้ ที่เซ็นยินยอมคืนพื้นที่ซึ่งเป็นที่ทำกินของแม่ของเธอ

ด้านสุวลียืนยันกับบีบีซีไทยว่า เธอไม่มีที่ดินนอกเหนือจากที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรทอง และนอกจากนั้นเธอยังมีรายได้เพียงปีละ 40,000-50,000 บาทจากการปลูกมันสำปะหลัง อีกทั้งเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 130,000 บาท และเป็นหนี้นอกระบบเกือบ 100,000 บาท

"ถ้าแบบนี้ไม่จนแล้วจะเรียกว่าอะไร" สุวลีกล่าว

นอกจากนั้นชาวบ้านทั้งหมดที่บีบีซีไทยได้เจอก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าหากถูกยึดที่ดิน ก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ทำกินอะไรแล้ว