เร็กเก มลายู เสียงเพลงเพรียกหาสันติสุขใต้

คำบรรยายวิดีโอ, วาบูแล เร็กเก มลายู เพื่อสันติภาพชายแดนใต้

"เราต้องสร้างรอยยิ้มและทำให้คนในชุมชนปกป้องตัวเองให้ได้" เฉลิมชัย โสวิรัตน์ แห่งวาบูแล วงดนตรีที่เรียกตัวเองว่าเร็กเกมลายู บอกบีบีซีไทย

ในฐานะคนที่เติบโตมาในพื้นที่ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เฉลิมชัย ถือว่าตัวเองคือผู้มีประสบการณ์ตรงในเรื่องของเหตุไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ มาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น "เจอเหตุการณ์มาโดยตลอด เราค้าขายอยู่บนถนน มีเหตุระเบิด หรือยิงกันต่อหน้า มันซึมซับ หรืออาจจะเย็นชา แต่เราไม่ต้องการให้เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังจะเติบโตมาต้องรู้สึกแบบนั้น"

การประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ภาคใต้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เยาวชนคนหนุ่มที่รู้สึกถึงการถูก "กักกัน" ไม่มีโอกาสแม้จะออกไปดื่มน้ำชายามเย็นอย่างที่เคย มารวมตัวกันในนาม วงบาบูแล เมื่อปี 2553 หวังจะใช้เสียงเพลงเป็นสื่อสร้างความเข้าใจให้กับคนในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ด้วยกัน

ดนตรี วาบูแล สันติภาพ

ที่มาของภาพ, BBC THAI

คำบรรยายภาพ, วงวาบูแล ในงานดนตรีเพื่อสันติภาพ

"ความเข้าใจผิดนั้นมันมีทั้งจากคนข้างใน (พื้นที่) และคนข้างนอก แต่คนข้างในนั้น สื่อปากต่อปากที่พวกเขาได้รับมันก่อให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เราอยากให้คนข้างในด้วยกันเข้าใจว่าพวกคุณต้องเข้าใจตัวเองก่อน ถึงจะพูดคุยและรับฟังกันได้" เฉลิมชัยพูดถึงสิ่งที่เขาเห็นว่าเคยเกิดอยู่ในพื้นที่ภาคใต้

สมาชิกวงวาบูแลประกอบด้วยผู้รักเสียงดนตรีจาก อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส อ.กะพ้อ อ.โคกโพธิ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งเฉลิมชัยบอกว่าชื่อวาบูแลสะท้อนสัญลักษณ์หนึ่งของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้คือว่าววงเดือน ที่จะต้องอาศัยสายป่านยึดโยงและชักใยให้ว่าวลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่ต่างจากการอยู่รวมกันของคนในพื้นที่ 3 จังหวัด

เสียงเพลงที่วงสร้างสรรค์ออกมากว่าสิบเพลงในช่วงที่ผ่านมา อาทิ เร็กเกมลายู เร็กเกพเนจร วีรบุรุษ พื้นที่นี้ดีจัง วะสือชุ (ยาเสพติดน้ำกระท่อม) นั้น เน้นไปที่คนฟังในพื้นที่ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย "เราต้องการปลุกให้คนที่เสียใจ ที่โดนกระทำ ลุกขึ้นมายืนให้ได้ ทั้งที่เขายังช้ำใจอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องสร้างความเข้าใจเล่าบริบทของเหตุการณ์ให้คนได้รับรู้ก่อน"

ความรุนแรง วาบูแล ทหาร ชายแดนใต้

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, เหตุความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้กว่าสิบปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 7,000 คน

เฉลิมชัยเชื่อว่าในปัจจุบันคนในพื้นที่เริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นเพราะกระบวนการความร่วมมือหลายอย่างทั้งจากภาครัฐ จากเอ็นจีโอ และสื่อสารมวลชน ซึ่งหากให้ประเมินเขาคิดว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นราว 40% ส่วนที่เหลือหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบจะต้องจัดการ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ เจ้าหน้าที่จะต้องหาตัวคนร้ายให้ได้ เช่นเดียวกับการเกิดเหตุในจังหวัดอื่น ๆ ของประเทศ ที่ตำรวจจับคนร้ายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ต่างจากในพื้นที่ 3 จังหวัด

"เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจคือทำไมเราถึงจับคนร้ายที่ก่อเหตุไม่ค่อยได้ โดยส่วนตัวเชื่อว่าในทุกองค์กรล้วนมีกลุ่มก่อความไม่สงบ แต่ต้องดูว่ากลุ่มใดเป็นผู้ลงมือ มีเป้าหมายอะไร ต้องวิเคราะห์ เอาง่าย ๆ หากคนพุทธในพื้นที่ถูกยิง เราจะไม่ไปวิเคราะห์ว่าเป็นมุสลิมทำ เพราะมุสลิมถูกมองว่าเป็นผู้ลงมืออยู่แล้ว แต่ถ้าอิหม่ามโดนยิง เราก็ไม่ได้มองว่าพุทธหรือมุสลิมทำ แต่มันมีอะไรบางอย่างที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งเราจะต้องหามันให้พบ"