คดีเผารถทัวร์ยะลา: นักศึกษาลงพื้นที่ ”หาความจริง” หลังประชาชนถูกคุมตัวกว่า 20 คนแล้ว
เมื่อวันที่ 10 ม.ค 2561 เวลา 12.00 น. เครือข่ายสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) ประมาน 100 กว่าคน รวมถึง กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ได้ลงพื้นที่ในเขต ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา เพื่อทราบข้อมูลข้อเท็จจริง หลังเจ้าหน้าที่รัฐได้ควบคุมตัวประชาชนไปกว่า 20 คนแล้วจากเหตุกลุ่มคนร้ายเผารถโดยสารประจำทางปรับอากาศสายเบตง-กรุงเทพฯ ที่ จ. ยะลา เมื่อ 17 ธ.ค. 2560
ชาวบ้านในพื้นที่เผย "บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว" ปกคลุมไม่กล้าออกไปกรีดยาง หวั่นเกิดเหตุไม่คาดคิด ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ผู้บังคับการตำรวจภูธร ยะลา ระบุว่ามีอำนาจตามกฎหมายในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุรุนแรงในภาคใต้ 21 คนหลังเข้าค้น จากเหตุเผารถประจำทาง

ที่มาของภาพ, Reuters
พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดยะลา เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า เหตุกลุ่มคนร้ายเผารถโดยสารประจำทางปรับอากาศสายเบตง-กรุงเทพฯ ที่ จ. ยะลา เมื่อ 17 ธ.ค. 2560 ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก เข้าควบคุมตัวผู้ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุจำนวน 21 คน โดยได้แยกนำตัวไปควบคุมไว้ที่กรมทหารพราน 41 กรมทหารพราน 43 ศูนย์ซักถามของค่ายอิงคยุทธบริหาร และสถานที่ควบคุมอื่นตามที่มีอำนาจตามกฎอัยการศึก
"เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการอย่างเปิดเผย สวมเครื่องแบบอย่างชัดเจน ขณะที่การสืบสวนต้องทำเป็นความลับ หากไม่ลับแล้วจะไปจับใครได้ การจับกุมแบบนี้จะมีไปเรื่อย ๆ เพราะต้องการยุติเหตุการณ์ ผมพูดไม่ได้ว่าจะยุติการปฏิบัติการแบบนี้ได้เมื่อไหร่"พล.ต.ต.กฤษฎา กล่าวอย่างมีอารมณ์ทางโทรศัพท์

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับทราบจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการปิดล้อมจับกุมในพื้นที่ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ตั้งแต่ 4 ม.ค. 2561 โดยมีผู้ถูกควบคุมตัวเบื้องต้นทั้งผู้หญิงและชาย จำนวน 24 คน ก่อนที่จะปล่อยตัวผู้หญิง 3 คน แต่คุมตัวชาย 21 คน ไว้
จากนั้นในวันที่ 5 ม.ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจและทหารพรานได้จัดเวทีพูดคุยทำความเข้าใจให้กับชาวบ้าน โดยได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไม่ได้ทราบมาก่อน จึงไม่ได้แจ้งให้ผู้นำในชุมชนทราบล่วงหน้า โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งจากหน่วยเหนือ และทราบคำสั่งในเวลา 03.00 น. จึงต้องขอโทษชาวบ้านที่ได้สร้างความตระหนกและหวาดระแวง ซึ่งชาวบ้านได้ยื่นข้อเสนอว่า ก่อนลงมือปฏิบัติการในครั้งต่อไปขอให้แจ้งผู้นำชุมชนให้ทราบก่อน แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถรับปากว่าจะทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าวได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะที่ พล.ต.ต.กฤษฎา ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า การควบคุมตัวกลุ่มคนดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนการสืบสวนปกติของสถานีตำรวจในพื้นที่ ซึ่งตัวเขามีอำนาจสืบสวน ไม่ได้มีการสั่งการมาจากหน่วยงานอื่นใด
"หากชาวบ้านกลัวก็ไม่ต้องอยู่ จะไปกลัวอะไร สิ่งที่ทำเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย พวกเขาสามารถประกอบอาชีพ หรือประกอบ ศาสนกิจประจำวันได้ตามปกติ ยกเว้นพวกก่อเหตุจะต้องลำบากจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเรา"
ชาวบ้านในพื้นที่บอกกับผู้สื่อข่าวอีกว่า เมื่อ 7 ม.ค. เจ้าหน้าที่พร้อมรถยนต์หลายสิบคันเข้าไปในพื้นที่ หมู่ 1 ตำบลบาเจาะอีกครั้ง ทำให้ชาวบ้านรู้สึกเครียดและหวาดระแวงว่าจะมีผู้ถูกจับกุมอีก
ขณะที่เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ครอบครัวของผู้ที่ถูกควบคุมตัวได้เข้าร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอบันนังสตา ว่ารู้สึกกดดันกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายปกติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้เดินทางไปร้องเรียนเรื่องดังกล่าวที่ศูนย์ทนายความมุสลิม กับระบุถึงกรณีที่ญาติได้เข้าเยี่ยมผู้ต้องสงสัยซึ่งถูกควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ว่าไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับผู้ถูกควบคุมตัวในระยะใกล้ แต่เห็นว่ามีสภาพอิดโรย ทำให้ญาติเกิดความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยของคนเหล่านั้น
ชาวบ้านในพื้นที่บอกกับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกหวาดระแวง ไม่กล้าออกไปกรีดยางในตอนเช้า และเริ่มมีการกักตุนอาหารเพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
"ชาวบ้านอยู่ในสภาวะที่กดดัน ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ และมีความเครียดสูง" ชายมุสลิมวัย 30 ปี กล่าวกับบีบีซีไทย และเสริมว่า เหตุที่เกิดขณะนี้ ไม่ต่างจากที่เคยเกิดในปี 2550 ซึ่งมีการปฏิบัติการปิดพื้นที่สีแดงในอำเภอบันนังสตาและสุไหงปาดี ตามแผน "พิชิตบันนังสตา" และแผน "พิทักษ์ปาดี" ในการตรวจค้นบ้านเป้าหมายเพื่อนำตัวแนวร่วมก่อความไม่สงบหลายร้อยคนออกจากพื้นที่
ทั้งนี้ เมื่อ 19 ธ.ค. 2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่องการขยายระยะเวลา การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และจังหวัดปัตตานี ยกเว้นอําเภอแม่ลาน ออกไปอีก 3 เดือนเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินทั้งของรัฐ และของบุคคล
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างปี 2547-2560 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6,687 คน
หลัง 14 ปีไฟใต้ กองทัพบอกว่าสถานการณ์ก้าวหน้าไปมาก และคาดว่าจะส่งต่อการปกครองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กับหน่วยงานพลเรือน ภายในสิ้นปี 2562
แม้เห็นด้วยว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่นักต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนชี้ว่าการละเมิดสิทธิยังคงอยู่ โดยเฉพาะการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีรายงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ทางการปฏิเสธว่าสอบสวนไม่พบการกระทำเช่นนี้









