ฟังเสียงกระเป๋ารถเมล์หญิง ขสมก.หลังการมาของอี-ทิคเก็ต
- Author, ธันยพร บัวทอง
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
อนาคตกระเป๋ารถเมล์หญิง ลูกหม้อ ขสมก.เริ่มไม่มั่นคง หลังองค์กรที่ทำงานมาร่วม 28 ปี มีแผนลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดจำนวนพนักงานเก็บค่าโดยสารลงครึ่งหนึ่ง เพื่อนำระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์มาทดแทน
"ถ้าออกจริงเหรอ ต้องคิดหลายตลบ เพราะอายุเยอะแล้ว จะ 50 แล้ว ให้ออกไปทำงานแม่บ้านก็ไม่ไหว"
ศิวนาถ ออมทรัพย์ พนักงานเก็บค่าโดยสารองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) วัย 49 ปี ประจำรถเมล์ฟรีสาย 47 ครีมแดง ท่าเรือคลองเตย-สนามหลวง บอกกับบีบีซีไทย หลังองค์กรที่เธอทำงานมากว่า 28 ปี เลี้ยงปากท้องครอบครัวอีก 6 ชีวิต มีแนวคิดลดจำนวนกระเป๋ารถเมล์ 2,000 คน
เธอเป็นหนึ่งในพนักงานเก็บค่าโดยสาร 4,300 คน ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ ขสมก.เปิดให้สมัครเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด อันเป็นส่วนหนึ่งของการลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร หลังองค์การขาดทุนเฉลี่ยปีละ 5,000 ล้านบาท พร้อม ๆ กับการนำระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-ทิคเก็ตมาใช้ในเดือน ต.ค.นี้

ที่มาของภาพ, JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
อู่รถโดยสาร (ขสมก.) คลองเตย เขตการเดินรถที่ 4 คือ สถานที่ที่ศิวนาถ มาเริ่มงานในทุก ๆ วัน สัปดาห์ละ 6 วัน งานบริการในฐานะพนักงานเก็บค่าโดยสาร ของเธอจบลงที่เวลาประมาณ 1 ทุ่ม หรืออย่างมาก 2 ทุ่ม ขึ้นอยู่กับการจราจร
" วิ่งบนถนน ต่อเที่ยวก็ 1-2 ชั่วโมง ไปกลับก็ 4 ชั่วโมง หนึ่งวันก็ต้องให้ได้ 4 รอบ กินข้าว เข้าห้องน้ำ เราต้องรีบ เพื่อมารับผู้โดยสาร"

ที่มาของภาพ, JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
ปัญหาสุขภาพ อาการปวดหลัง ความเมื่อยล้า เป็นสิ่งที่เธอเผชิญเป็นปกติ ศิวนาถต้องสวมถุงเท้ายาวเพื่อควบคุมกล้ามเนื้อ ประคับประคองไม่ให้มีอาการบาดเจ็บจากการต้องยืนบริการบนรถเมล์วันละ 9-10 ชั่วโมง
สิ่งที่ศิวนาถพอจะคิดออกเมื่อรู้ข่าวองค์กรจะลดจำนวนกระเป๋ารถเมล์ ก็คือเรื่องภาระหนี้สินที่หักจ่ายเกินครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับทุกเดือน แต่เธอและครอบครัวยังมีความหวังว่า "คงไม่ออกง่าย ๆ หรอก คนที่บ้านก็บอกว่าคงให้สุดๆ ก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อ"

ที่มาของภาพ, JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
แม้จะรู้ว่าเธอมีโอกาสตกงานหาก ขสมก. นำระบบตั๋วโดยสารแบบใหม่มาใช้ แต่ศิวนาถซึ่งป่วยเป็นความดันโลหิตสูงยังหวังว่าองค์กรจะเสนองานอื่นให้ทำแทน
"ถ้าเขาติด (ระบบตั๋วอี-ทิคเก็ต) เราก็ตกงาน" "รถเมล์เลี้ยงครอบครัวเรา" ศิวนาถ ทิ้งท้ายก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวจากอู่ไปรับผู้โดยสารที่รออยู่ที่ท่ารถ

ที่มาของภาพ, JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
สหภาพแรงงาน ขสมก. แนะปลดกระเป๋า ค่อยเป็นค่อยไป
"กระเป๋าบางคน โทรมาหาผม ประธาน เขาจะปลดพวกหนูออก จะทำยังไง ไม่มีกระจิตกระใจมาทำงาน ธรรมชาติของคน ก็คิดไปแล้ว อายุ 50 ถ้าไม่ได้ทำตรงนี้ แล้วจะไปทำอะไรต่อ"
เสียงสะท้อนความกังวลจากพนักงานเก็บค่าโดยสาร ขสมก. ที่ นายวีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้รับจากเพื่อนพนักงาน หลังได้ยินข่าวองค์กรเตรียมปลดกระเป๋ารถเมล์

ที่มาของภาพ, JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
แผนการลดต้นทุนด้านบุคลากรถูกหยิบยกมากล่าวถึงอีกครั้ง โดยนายยุกต์ จารุภูมิ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร รักษาการในตำแหน่ง ผอ.ขสมก. เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลัง ขสมก. เสนอแผนจัดการบริหารหนี้สินต่อกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังขาดทุนสะสมกว่า 103,598 ล้านบาท (ข้อมูล ณ เดือน ม.ค. 2560)
นายยุกต์ เปิดเผยกับสื่อว่า ขสมก.ตั้งเป้าปรับลดจำนวนพนักงานเก็บค่าโดยสาร 2,000 คน ในปี 2562 โดยใช้เงินงบประมาณ 2,000 ล้านบาท นั่นเท่ากับว่าตัวเลขเงินเกษียณก่อนกำหนดที่กระเป๋ารถเมล์จะได้รับคือ คนละเฉลี่ย 1 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
ปัจจุบัน ขสมก.มีพนักงาน 12,900 คน ส่วนใหญ่เป็นพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร สัดส่วนพนักงานต่อการบริหารจัดการรถเมล์ 1 คัน ในปัจจุบัน อยู่ที่ 4.8 คนต่อคัน เป้าหมายใหม่คือลดเหลือ 2.4 คน ต่อคัน
บีบีซีไทย พยายามติดต่อไปยัง ขสมก. เพื่อขอทราบรายละเอียดความชัดเจนของโครงการนี้ แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ
อย่างไรก็ตาม ประธานสหภาพแรงงานฯ ขสมก. ชี้ว่า ขสมก.ควรหาตำแหน่งรองรับให้พนักงานเก็บค่าโดยสารโยกย้ายไปทำตำแหน่งอื่น หรือหากมีความจำเป็นที่ต้องให้เกษียณอายุก่อนกำหนดก็ให้เป็นไปด้วยความสมัครใจ รวมทั้งชี้แจงรายละเอียดเรื่องเงินตอบแทนที่พนักงานที่ร่วมโครงการจะได้รับว่าแท้จริงแล้วจะได้รับเท่าใด เพราะหากใช้เกณฑ์โครงการเกษียณก่อนกำหนดเดิมที่เคยทำมานั้น จะจ่ายเงินให้ไม่เกิน 30 เท่าของเงินเดือน และพนักงานต้องมีอายุงานไม่น้อยกว่า 20 ปี

ที่มาของภาพ, JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
ประธานสหภาพแรงงานฯ ขสมก. บอกด้วยว่า เข้าใจความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนมาใช้ อี-ทิคเก็ต แต่เห็นว่ากระเป๋ารถเมล์ยังมีความจำเป็นในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ความพยายามลดจำนวนพนักงาน ขสมก. เพื่อลดค่าใช้จ่าย เคยถูกบรรจุอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ 10 ปี เสนอในสมัยที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อปี 2557
แผนฟื้นฟูมีระยะเวลาตั้งแต่ 2558-2567 มียุทธศาสตร์ปรับลดค่าใช้จ่าย 5 โครงการ ได้แก่ โครงการจัดดหารถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน เพื่อทดแทนรถเมล์ที่ใช้ดีเซล โครงการสร้างอู่จอดรถเมล์ใหม่ ลดภาระค่าเช่าอู่เอกชน โครงการปรับปรุงเส้นทางเดินรถเมล์ โครงการระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดความสูญเสียจากการเก็บค่าโดยสารไม่ครบถ้วน ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และเชื่อมโยงระบบบัตรโดยสารร่วม และโครงการสมัครใจเกษียณอายุก่อนกำหนด ปรับลดพนักงานลง 2,000 คนต่อปี แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่บรรลุผล









