You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เปิดงานวิจัย ความเป็นมา "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์"
หลังจาก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2560 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ทั้งนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ฝีปากกล้า และ ม.จ.จุลเจิม ยุคล ราชนิกูลผู้ต่อต้าน "ระบอบทักษิณ" ต่างโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัววิเคราะห์ไปในทางเดียวกันว่า ผลของกฎหมายนี้ ส่งให้อำนาจในการจัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์กลับไปสู่พระมหากษัตริย์
"หลังจากที่โดนปล้น จากพวกหิวกระหายอำนาจ และกระหายเงิน ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 - 2560 เวียงวังคลังนา ปัจจุบันได้ทยอยกลับคืนมา สู่เจ้าของที่แท้จริงแล้ว มิใช่เป็นของผู้ใดผู้หนึ่งที่จะเข้ามาแย่งกันเข้ามาหาผลประโยชน์ อีกต่อไป ทรงพระเจริญ พระพุทธเจ้าข้า ม.จ. จุลเจิม ยุคล"
เหตุที่ ม.จ. จุลเจิม กล่าวเช่นนั้น อาจเป็นเพราะเนื้อหาใน พ.ร.บ.นี้เปลี่ยนแปลงจาก พ.ร.บ.เดิม ฉบับปี 2491 ใน 2 ประเด็นใหญ่ คือ
1.เปลี่ยนองค์ประกอบ "คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ให้ประธานมาจากบุคคลที่พระมหากษัตริย์แต่งตั้ง เป็นครั้งแรกในรอบ 69 ปี จากเดิมที่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานโดยตำแหน่ง
2.กำหนดให้ "ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์" ประกอบด้วยทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่มีการแยกประเภทอีกต่อไป
เพียงหนึ่งวัน หลังจากที่ พ.ร.บ. นี้ประกาศใช้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ชุดใหม่ ที่มี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เป็นประธาน โดยหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ คือควบคุมดูแลการดำเนินการของ "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่จัดการ ดูแลรักษา จัดหาผลประโยชน์ และดำเนินการอื่นใด อันเกี่ยวกับทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์
บีบีซีไทย สืบค้นความเป็นมาของสำนักทรัพย์สินฯ ผ่านงานวิจัย "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับการลงทุนทางธุรกิจ" ที่ตีพิมพ์เมื่อ 29 มิ.ย. 2549 ของ รศ. ดร. พอพันธ์ อุยยานนท์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งแบ่งระยะเวลา เป็น 3 ยุค คือ
ยุคแรก (2433-2475) หน่วยงานนี้ก่อตั้งในปี 2433 สมัยรัชกาลที่ 5 ในชื่อเดิมคือ "กรมพระคลังข้างที่" มีฐานะเป็นกรมอิสระ ในสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้รับงบประมาณจากรัฐบาล ทำหน้าที่บริหารพระราชทรัพย์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งหมด
กรมพระคลังข้างที่เป็นผู้ครอบครองที่ดินรายใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ในปี 2445 มีที่ดินครอบคลุมถึง หนึ่งในห้า ของพระนคร กระจายตัวอยู่ในย่านธุรกิจสำคัญ เช่น สี่พระยา บางรัก สำเพ็ง มีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ สร้างห้องแถวและตลาดสดเพื่อเก็บค่าเช่า อีกทั้งได้ก่อตั้งธนาคารไทยพาณิชย์และบ. ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด และร่วมทำธุรกิจกับชาวต่างชาติในกิจการต่างๆ เช่น เดินเรือ รถราง เบียร์ และเหมืองแร่
แต่หลังสมัยรัชกาลที่ 5 ความเข้มแข็งดังกล่าวก็เริ่มลดลง จากปัญหาการใช้จ่ายเงินเกินตัวของราชสำนัก ที่ทำให้กรมพระคลังข้างที่มีหนี้สิน จนมาเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี 2475
ยุคสอง (2475-2491) หลังสิ้นสุดระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กรมพระคลังข้างที่ถูกลดบทบาทมาเป็น "สำนักงานพระคลังข้างที่" อยู่ภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ต่อมามีการแยกบัญชี "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ออกจาก "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" และมีการตั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ ขึ้นมาดูแลทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีสถานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
ยุคสาม (ตั้งแต่ปี 2491) เมื่อรัฐบาลควง อภัยวงศ์ และกลุ่มนิยมเจ้า แก้ไขเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฯ ส่งผลให้สำนักงานทรัพย์สินฯ แม้จะมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เช่นเดิม แต่มีสถานะเป็น "นิติบุคคล" ที่คล่องตัวในการทำนิติกรรมสัญญา โดยมีทรัพย์สินสำคัญคือที่ดินจำนวนมากที่มีมาแต่เดิม
นับแต่ปี 2503 สำนักงานทรัพย์สินฯ เริ่มลงทุนและพัฒนาที่ดินให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่า มีการเข้าไปถือหุ้นในธุรกิจโรงแรม อาทิ ดุสิตธานี รอยัลออร์คิด ราชดำริ บางกอกอินเตอร์คอนติเนนตอลโฮเต็ลส (ปัจจุบันคือ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด)
เมื่อเข้าสู่ปี 2530 สินทรัพย์ในเครือก็ขยายตัว 2-3 เท่า ก่อนจะเจอวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ที่สร้างความเสียหายกว่า 8 หมื่นล้านบาท จึงมีการปรับตัวหันกลับไปเน้นธุรกิจหลักและดั้งเดิม ได้แก่ ปูนซิเมนต์ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และเทเวศประกันภัย เปลี่ยนบทบาทในการลงทุนจากถือหุ้นระยะสั้นมาสู่ระยะยาว
"วิกฤตกลับกลายเป็นโอกาสที่ดี ในปี 2546-2548 สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้รับเงินปันผลจากกองทุนลดาวัลย์และที่ดิน 3 หมื่นกว่าล้านบาท โดยไม่มีทุนไหนมีกำไรเทียบเท่าในช่วงเดียวกัน" รศ. ดร. พอพันธ์ เขียนไว้ในงานวิจัย
ส่วนการลงทุนด้านที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ก็เปลี่ยนนโยบายการเช่าที่ดิน จากให้เช่าราคาต่ำเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อย มาเป็นให้เช่าในราคาใกล้เคียงราคาตลาดมากขึ้น และเปิดโอกาสให้เอกชนเช่าพัฒนาที่ดินในทำเลใจกลางเมือง
กว่าจะเป็นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
- 2433 รัชกาลที่ 5 ทรงจัดตั้ง "กรมพระคลังข้างที่" ดูแลพระราชทรัพย์ทั้งหมด
- 2440 กรมพระคลังข้างที่เป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ของประเทศ
- 2449 ร่วมก่อตั้ง บ.แบงก์สยาม กัมมาจล หรือ ธ.ไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน
- 2456 ร่วมก่อตั้ง บ.ปูนซิเมนต์ไทย
- 2475 คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง
- 2479 จัดตั้ง "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" พร้อมแยก "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" และ "ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์" ออกจากกัน
- 2491 ให้สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น "นิติบุคคล" มีอิสระจากรัฐบาล
- 2503-2540 สำนักงานทรัพย์สินฯ ไปลงทุนในบริษัทต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมกว่า 300 บริษัท
- 2540 หลังวิกฤตเศรษฐกิจ สำนักงานทรัพย์สินฯ เปลี่ยนนโยบายการลงทุน เน้นถือหุ้นระยะยาว และเก็บค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์
ที่มา: บีบีซีไทย รวบรวม
"ประชาชาติธุรกิจ" ตีพิมพ์คำสัมภาษณ์พิเศษ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เมื่อ 9 มี.ค. 2559 ว่า "ทรัพย์สินฯ คือดีเวลอปเปอร์" โดย "ที่ดิน" ของสำนักงานทรัพย์สินฯทั้งหมด แยกเป็น 93% ในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่อยู่กระจายไป ส่วนใหญ่เป็นผู้เช่ารายย่อย มีหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจและมูลนิธิต่าง ๆ เช่าใช้อาศัยเป็นศูนย์บัญชาการ โดยคิดค่าเช่าในราคาที่เหมาะสม ไม่ได้แสวงหากำไรสูงสุด แต่ในส่วนของ 7% ที่เหลือ จะเป็น "ทำเลทอง" และเป็นที่ดินแปลงใหญ่ อาทิ ย่านหลังสวน, บริเวณโรงเรียนเตรียมทหารเดิม และโรงแรมดุสิตธานี หัวมุมถนนสีลม ในจำนวนนี้ การคิดค่าเช่าจะยึดมาตรฐานตลาดหรือคิดในราคาเชิงพาณิชย์ ซึ่งผลตอบแทนจะมากกว่าส่วนแรกที่ให้เช่าในเชิงสังคม
น่าติดตามว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ ในวัยเกือบ 70 ปี (ก่อตั้ง18 ก.พ. 2491) จะมีบทบาทเป็นอย่างไรต่อไป หลังการประกาศใช้กฎหมายใหม่