โควิด : จีนมีผู้ติดเชื้อโควิดกี่ราย พวกเขาใช้มาตรการควบคุมโรคอย่างไร

A Chinese police

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, โดย ว่านหยวน ซ่ง
    • Role, บีบีซี นิวส์

แม้ว่าจีนใช้มาตรการควบคุมโควิดอย่างเคร่งครัด แต่ตอนนี้มีผู้เสียชีวิตจากโควิดเป็นรายแรก ๆ อีกครั้งในรอบ 6 เดือน และมีคนอีกหลายพันคนที่กำลังติดเชื้ออีกครั้ง

องค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่า จีนควรจะทบทวนยุทธศาสตร์รับมือโควิดที่ใช้อยู่เสียใหม่

โควิดระบาดทั่วจีน

ในวันที่ 20 พ.ย. เพียงวันเดียว มีรายงานผู้ติดเชื้อใหม่ในจีนถึง 26,824 ราย ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงระบาดหนักเมื่อเดือน เม.ย. ปี 2022

มีรายงานว่ามีคนเสียชีวิตจากโควิดในกรุงปักกิ่ง 3 รายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

มีรายงานผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ และเป็นที่มณฑลกวางตุ้งที่สถานการณ์แย่ที่สุด

มาตรการล็อกดาวน์จีน

ตอนนี้จีนไม่ได้สั่งล็อกดาวน์ทั่วประเทศแล้ว และก็ผ่อนคลายมาตรการที่เคยใช้หลายอย่าง

อย่างไรก็ดี รัฐบาลกลางบอกให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสั่งล็อกดาวน์พื้นที่ของตัวเองหากว่าพบกรณีการติดเชื้อ แม้จะเจอแค่ไม่กี่รายเท่านั้น

นอกจากนี้ จะมีการเรียกคนจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันกับผู้ติดเชื้อมาตรวจโควิด ใครที่ติดเชื้อก็ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน หรือไม่ก็ไปอยู่ในสถานที่กักตัวที่รัฐเป็นผู้ควบคุม

ธุรกิจและโรงเรียนในพื้นที่นั้นก็ต้องปิดทำการด้วย ยกเว้นร้านขายอาหาร

จีนเป็นประเทศที่ใช้มาตรการรับมือโควิดที่เข้มงวดที่สุดประเทศหนึ่ง โดยจะบังคับใช้กฎดังกล่าวจนกว่าจะไม่พบผู้ติดเชื้อใหม่

เมื่อไม่นานมานี้ กวางเจา เมืองทางตอนใต้ของจีนที่มีประชากรเกือบ 19 ล้านราย เพิ่งสั่งล็อกดาวน์ย่านไป๋อวิ๋น ซึ่งมีผู้คนอยู่อาศัยอย่างหนาแน่น

A man disinfects a classroom in Shanghai

ที่มาของภาพ, China News Service

คำบรรยายภาพ, Schools have been closed in Shanghai

อย่างไรก็ดี จีนก็คลายมาตรการบางอย่างแล้ว

คนที่ติดเชื้อต้องกักตัวแค่ 8 วัน แทนที่จะเป็น 10 วัน โดยให้กักตัวที่ศูนย์ของรัฐ 5 วัน และที่บ้านตัวเองอีก 3 วัน

ตอนนี้จีนอนุญาตให้คนเดินทางมาจากต่างประเทศได้แล้ว แต่ผู้ที่เดินทางมาต้องตรวจโควิด 48 ชั่วโมงก่อนที่จะมาถึง

ทำไมจีนยังพยายามให้ยอดโควิดเป็นศูนย์อยู่

จีนบอกว่านโยบายโควิดเป็นศูนย์ช่วยชีวิตคนได้ เพราะการแพร่ระบาดอย่างไม่สามารถควบคุมได้จะทำให้กลุ่มคนเปราะบาง อาทิ คนสูงอายุ ตกอยู่ในอันตราย

การล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตในจีนยังน้อยมาก โดยตัวเลขทางการอยู่แค่ 5,200 ราย

ตัวเลขรายงานนี้เท่ากับว่าใน 1 ล้านคน จีนมีผู้เสียชีวิตจากโควิดแค่ 3 รายเท่านั้น เทียบกับ 3,000 รายต่อหนึ่ง 1 ล้านคนสำหรับสหรัฐฯ และ 2,400 รายต่อ 1 ล้านคนสำหรับสหราชอาณาจักร

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการล็อกดาวน์ในหลายเมืองของจีนพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเซินเจิ้น เมืองที่มีประชากร 17.5 ล้านคน และเป็นศูนย์กลางของภาคเทคโนโลยี หรือนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีประชากร 26 ล้านคน และเป็นศูนย์กลางการเงิน การค้า และอุตสาหกรรมการผลิต ของประเทศ

การล็อกดาวน์ทำให้โรงงานและท่าเรือต้องปิดตัวลงเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อหลายบริษัทรวมถึงของชาวต่างชาติด้วย

เศรษฐกิจจีนเติบโตแค่ 3.9% ในปีที่แล้ว เทียบกับเป้าที่วางไว้ 5.5% สำหรับปี 2022

นอกจากนี้ บริษัทและผู้บริโภคที่อื่นในโลกที่ต้องพึ่งสินค้าจากจีนก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

ทำไมองค์การอนามัยโลกบอกว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิด

แม้ว่าจีนรับมือกับโควิดได้ค่อนข้างประสบความสำเร็จในช่วงต้น องค์การอนามัยโลกบอกว่าโควิดสายพันธุ์โอมิครอนระบาดไปทั่วจีนเพราะมันแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ

องค์การอนามัยโลกบอกว่าโควิดมีวิวัฒนาการและเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองไปเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเปลี่ยนมาตรการรับมือไปด้วย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนบอกว่า นโยบายโควิดเป็นศูนย์ทั้งมีประสิทธิภาพและอิงหลักวิทยาศาสตร์ รัฐบาลจีนบอกว่าการเปลี่ยนนโยบายจะทำให้คนสูงอายุจำนวนมากเสียชีวิต

ฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็นทางออกหรือไม่

มีแค่ราวครึ่งหนึ่งของคนที่อายุ 80 ปี หรือมากกว่า ที่ได้รับวัคซีนเข็มเบื้องต้น และมีน้อยกว่า 20% ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น

มีน้อยกว่า 60% ของคนที่อายุ 60-69 ปี ที่ได้รับวัคซีนครบเข็ม จีนพยายามที่จะเชิญชวนให้คนสูงอายุออกมาฉีดวัคซีนกันให้มากขึ้น

มีแนวโน้มว่าคนในช่วงอายุนี้จะเสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามว่าวัคซีนหลัก ๆ ที่ใช้ในจีนอย่างซิโนแวคและซิโนฟาร์ม มีประสิทธิภาพจริงหรือเปล่า

วัคซีนสองชนิดนี้เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (inactivated vaccine) เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทาน

งานวิจัยชี้ว่าวัคซีนสองตัวนี้ป้องกันโควิดสายพันธุ์โอมิครอนได้น้อย แม้ฉีดครบสองเข็มแล้วก็ตาม

สหรัฐฯ และชาติตะวันตกอื่น ๆ ต่างก็เสนอวัคซีน mRNA ให้จีน ซึ่งอาจมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่คนไม่ได้ฉีดวัคซีนนี้กันแพร่หลายในจีน