ทำแท้ง : ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสิทธิผู้หญิงในการทำแท้ง

Abortion rights activists and anti-abortion activists rally at the Supreme Court on Thursday

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิในการทำแท้งและกลุ่มต่อต้านการทำแท้งรวมตัวที่ศาลสูงสุด

ผู้หญิงนับล้านคนในสหรัฐฯ จะต้องสูญเสียสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ หลังจากศาลสูงสหรัฐฯ มีคำพิพากษาซึ่งถือเป็นการล้มล้างคำพิพากษาคดีในอดีตซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ Roe v Wade ที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ซึ่งในครั้งนั้นชี้ว่าการทำแท้งไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

การตัดสินของศาลสูงสุดมีขึ้นหลังจากมีเอกสารรั่วไหลออกมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ว่าศาลสูงสุดมีแนวโน้มจะตัดสินคดีที่มีผลเท่ากับเป็นการล้มล้างคำพิพากษาคดีที่เคยมีมาในอดีต

การรั่วไหลของเอกสารดังกล่าวเป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแวดวงตุลาการของสหรัฐฯ และการตัดสินคดีล่าสุดนี้ถือเป็นการพลิกโฉมสิทธิในการทำแท้งในอเมริกา โดยจะทำให้แต่ละรัฐสามารถสั่งห้ามการทำแท้งได้ และคาดว่ารัฐต่าง ๆ ราวครึ่งหนึ่งจะออกกฎหมายใหม่ หรือสั่งห้ามการทำแท้งโดยสิ้นเชิง

ข้อมูลจากการวิจัยของ Planned Parenthood องค์กรซึ่งให้บริการยุติการตั้งครรภ์ ชี้ว่าโดยรวม ๆ แล้ว ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ราว 36 ล้านคน จะไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้

ทั้งนี้ศาลสูงได้พิจารณาคดี Dobbs v Jackson ซึ่งเป็นคดีที่องค์กรดูแลสุขภาพสตรี ได้คัดค้านคำสั่งของรัฐมิสซิสซิปปี ที่ห้ามการทำแท้งหลังมีอายุครรภ์ครบ 15 สัปดาห์ แต่ศาลสูงสุดซึ่งผู้พิพากษาส่วนใหญ่เป็นสายอนุรักษ์ ตัดสินเข้าข้างฝ่ายรัฐ ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดสิทธิการทำแท้งตามรัฐธรรมนูญ

บรรดาผู้ว่าการรัฐหลายรัฐที่มาจากพรรคเดโมแครต รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนีย นิวเม็กซิโก และมิชิแกน ได้ประกาศแผนที่จะปกป้องสิทธิการทำแท้งตามรัฐธรรมนูญ หากศาลสูงมีคำพิพากษาดังกล่าว

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พบปะกับอัยการสูงสุดประจำรัฐ 7 รัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครต เพื่อหารือว่าจะปกป้องสิทธิในการทำแท้งได้อย่างไร

สำหรับการตัดสินคดีประวัติศาสตร์ Roe v Wade ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 1973 เป็นคดีที่ศาลสูงสุดมีมติด้วยเสียง 7 ต่อ 2 ชี้ว่าการยุติการตั้งครรภ์ของผู้หญิงเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ คำตัดสินนี้ให้สิทธิแก่ผู้หญิงในการยุติการตั้งครรภ์ในช่วงสามเดือนแรก (ระยะแรก) ของการตั้งครรภ์ แต่ยอมให้สิทธิโดยมีข้อจำกัดในระยะที่สอง และห้ามยุติการทำแท้งในระยะที่สามของการตั้งครรภ์

อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีคำตัดสินที่ค่อย ๆ ลดทอนสิทธิการทำแท้งเกิดขึ้นในหลายรัฐของสหรัฐฯ ขณะที่คำตัดสินล่าสุดของศาลสูงสุดในครั้งนี้มีแนวโน้มจะทำให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองที่นำมาสู่ความขัดแย้งในชาติได้

หลังรู้ผลคำตัดสินของศาลบุคคลหลายฝ่ายออกมาแสดงความเห็น รวมทั้งนางแทมมี่ ดักเวิร์ธ สมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกา พรรคเดโมแครต ที่โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ ระบุว่าทั้งตกตะลึงและหวาดกลัวจากฝันร้ายที่ถือว่าเป็นการปล้นสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเองของผู้หญิงเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและร่างกายของตัวเอง แต่คำตัดสินนี้แผ้วทางให้มีการห้ามทำแท้งทั่วประเทศซึ่งเป็นสิ่งที่พรรครีพับลิกันพยายามทำมาตลอดหลายทศวรรษ

คดี Roe v Wade คืออะไร ?

เมื่อปี 1969 นางสาวนอร์มา แม็กคอร์วี หญิงโสดที่อ้างว่าถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์ลูกคนที่สาม ร้องต่อศาลในรัฐเทกซัสให้แก้ไขกฎหมายซึ่งกำหนดให้การทำแท้งทุกกรณีเป็นอาชญากรรม โดยกฎหมายดังกล่าวยกเว้นให้แม่ที่เสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตจากการตั้งครรภ์เท่านั้น

นางสาวแม็กคอร์วีใช้นามแฝงในการฟ้องคดีว่า "เจน โร" (Jane Roe) และต้องต่อสู้คดีกับฝ่ายตรงข้ามที่เป็นอัยการของเขตดัลลัส ชื่อว่าเฮนรี เวด (Henry Wade) จึงเป็นที่มาของชื่อคดีประวัติศาสตร์ Roe v Wade นั่นเอง

หลังจากศาลของรัฐเทกซัสได้ยกคำร้องดังกล่าว คดีนี้ได้ไปถึงศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ในปี 1973 ซึ่งศาลมีคำพิพากษาร่วมกับคดีที่คล้ายกันของหญิงสาวอีกคนหนึ่งจากรัฐจอร์เจียว่า กฎหมายห้ามการทำแท้งของรัฐเทกซัสและรัฐจอร์เจียขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศ เพราะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของสตรี ทั้งยังตัดสินว่าสิทธิยุติการตั้งครรภ์ของผู้หญิงนั้น ได้รับการคุ้มครองโดยชอบจากกฎหมายในรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ